2
หย่อนเหยื่อ
พรบุหลันประคองห่อผ้าขาวและโกศทองเหลืองไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม เพราะนี่คงเป็ครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้ััแม่อย่างใกล้ชิด ห่อผ้าขาวนี้คือส่วนของเถ้ากระดูกที่เธอจะนำไปลอยอังคารเพื่อส่งให้แม่ไปสู่ภพภูมิที่ดี มีแต่ความร่มเย็นเป็สุขประดุจสายน้ำที่มีความฉ่ำเย็นอยู่ตลอดเวลา ส่วนโกศกระดูกนั้นเธอจะนำไปให้พระท่านช่วยจัดเก็บไว้ที่รอบกำแพงโบสถ์ ซึ่งเธอจองช่องไว้แล้ว ในฐานะของลูกนี่คงเป็อีกส่วนที่เธอต้องทำให้สมบูรณ์ที่สุด
“เก็บกระดูกเสร็จแล้วจันทร์จะพาครูไปลอยอังคารเลยหรือเปล่า หรือว่าจะไปพรุ่งนี้” ภากรถามขณะพากันเดินไปที่โบสถ์ ซึ่งพระคงมารอตามเวลานัดแล้ว
“ไปเลยค่ะ จันทร์นัดกับเกดเอาไว้แล้ว เกดเขาจะเอาเรือที่บ้านออกให้น่ะค่ะ จันทร์อยากทำทุกอย่างให้แม่มีความสุขเร็วๆ”
‘เกศรา หรือ เกด’ ที่พรบุหลันพูดถึงคือเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน แต่เกศรามาร่วมงานเผาศพไม่ได้เพราะต้องไปทำธุระให้ครอบครัวที่กรุงเทพฯ วันนี้เกศราจึงรับอาสาจะเอาเรือที่บ้านออก เพื่อให้พรบุหลันนำเถ้ากระดูกของแม่ไปลอยอังคารได้สะดวก
“ครูท่านมีความสุขอยู่แล้วแหละจันทร์ ลูกเรียนจบตามที่ท่านปรารถนา ทั้งจันทร์ก็ยังจัดงานให้ท่านด้วยดีไม่มีบกพร่อง รวมทั้งเื่นั้นด้วย จันทร์ทำให้ท่านมีความสุขแล้วละ”
ภากรหมายถึงเื่ของอารัญที่เขาสอบถามเพิ่มเติมจากพรบุหลันเมื่อวาน และเธอก็บอกเล่าสายสัมพันธ์ระหว่างครูรัชนีกรกับผู้ชายคนนั้นให้ฟัง จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดูคลุมเครือ แต่ก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นออกไป เพราะหากเขาเป็พรบุหลันก็ต้องเลือกที่จะตามหาอารัญให้พบเช่นเดียวกัน เพื่อทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุด
“งั้นพี่ไปส่งนะ จันทร์ไปคนเดียวไม่สะดวกหรอก”
“แล้วพี่กรไม่มีธุระไปไหนเหรอคะ วันหยุดทั้งที จันทร์เกรงใจน่ะค่ะพี่ พี่กรก็ช่วยงานจันทร์มาตั้งหลายวันแล้วด้วย เมื่อวานก็ทั้งวันอีก”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก พี่ไม่ได้ไปไหน พี่พาจันทร์ไปน่ะดีแล้ว จะได้ไม่ต้องต่อรถหลายต่อไง พี่จะได้ถือโอกาสไปคุยกับเกดด้วย เื่สมัครสอนของเกดน่ะ ไม่เสียเที่ยวหรอก”
ภากรยกเหตุผลเื่ความสะดวกและเื่เกศรามาอ้าง เพราะการเดินทางจากหมู่บ้านเข้าไปในเมืองนั้น พรบุหลันต้องขึ้นรถสองแถวไปลงที่สถานีรถประจำทาง และต้องต่อรถประจำทางที่วิ่งรอบเมืองไปที่ท่าน้ำข้างวัด ซึ่งเป็สถานที่ที่คนในอำเภอนี้นำเถ้ากระดูกของผู้วายชนม์มาลอยอังคารกัน และกว่าจะไปกว่าจะมาก็ต้องใช้เวลามาก ดังนั้นหากพรบุหลันเลือกให้เขาไปส่งก็จะย่นเวลาไปได้มาก
“จันทร์ขอบคุณพี่กรมากๆ เลยนะคะ ถ้าไม่ได้พี่ จันทร์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำให้แม่ได้ดีแบบนี้หรือเปล่า ถ้าพี่กรอยากให้จันทร์ทำอะไรให้ พี่กรบอกจันทร์ได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจเลย จันทร์จะทำให้พี่ทุกอย่างเลยค่ะ ทุกอย่างที่พี่้า”
คำพูดอย่างซาบซึ้งในบุญคุณของพรบุหลันทำให้ภากรชะงักไปชั่วครู่ ‘ทุกอย่างที่พี่้า’ คำนั้นดังซ้ำๆ อยู่ในสมอง แล้วถ้าเขาขอให้เธอเลิกติดต่อกับอารัญล่ะ เธอจะทำได้ไหม แววตาของผู้ชายคนนั้นที่มองพรบุหลัน หรือแววตาของพรบุหลันที่มองเขาคนนั้น ไม่น่าไว้ใจเลย ในเมื่อคนหนึ่งพึงพอใจ ส่วนอีกคนนั้นเหมือนเหยื่ออันโอชะที่กำลังจะติดเบ็ด
“ไม่เป็ไรหรอก พี่เต็มใจอยู่แล้ว ว่าแต่เสร็จงานครูแล้วจันทร์จะทำอะไรต่อล่ะ”
“จันทร์ว่าจะเข้ากรุงเทพฯ น่ะค่ะพี่ ถ้าอยู่ที่นี่คงไม่มีงานให้จันทร์ทำ”
พรบุหลันนึกถึงงานที่ตรงกับสาขาคหกรรมที่เธอเรียนมา เธอยื่นใบสมัครผ่านทางอินเทอร์เน็ตไปหลายที่ และก็ได้รับคำตอบรับใบสมัคร บางที่ก็นัดเธอไปสัมภาษณ์ แต่นั่นก่อนที่แม่จะอาการทรุดหนักลง ่นั้นเธอจึงไม่มีกะจิตกะใจจะโทร. ไปเลื่อนนัด จนถึงป่านนี้งานก็คงไม่รอเธอแล้ว เพราะคงไม่มีเ้าของภัตตาคารแห่งไหนรอผู้ช่วยเชฟที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างเธอแน่
“ทำไมไม่ลองหาดูในเมืองก่อนล่ะ ไปอยู่กรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายมันสูงนะ”
ใจจริงเขาอยากจะบอกว่าอันตรายและไม่อยากให้เธอห่างไปจากเขา แต่เพราะเส้นทางชีวิตคือสิ่งที่พรบุหลันต้องเลือกเดินเอง และตอนนี้เขาก็อยู่ในสถานะของพี่ชายข้างบ้าน จะมีเหตุผลอะไรไปรั้งเธอไว้ได้ ทำได้แค่ชี้นำเท่านั้น
“จันทร์ลองหาแล้วค่ะพี่ แต่บ้านเราก็มีภัตตาคารแค่ไม่กี่แห่ง และเขาก็มีพนักงานประจำอยู่แล้วด้วย จันทร์คงต้องลองเข้ากรุงเทพฯ ดูน่ะค่ะ แต่พี่กรไม่ต้องเป็ห่วงจันทร์นะคะ จันทร์ดูแลตัวเองได้ ที่จันทร์ดูจากในเน็ต หลายที่ก็มีที่พักให้พร้อมน่ะค่ะ คงไม่ลำบากเท่าไหร่หรอก แต่ถึงลำบาก...จันทร์ก็ทนได้ค่ะ จันทร์จะตามฝันให้เจอ จะทำให้แม่ภูมิใจในตัวจันทร์ให้ได้”
สีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความฝันของพรบุหลันทำให้ภากรเม้มปากแน่น พยายามสะกดเก็บความรู้สึกของตัวเองสุดฤทธิ์ หรือเขาควรพูดความในใจออกไป เพื่อรั้งเธอเอาไว้
“แล้วจันทร์จะไปเมื่อไหร่ล่ะ” นั่นคือคำถามที่เหมาะสมแล้ว เพราะไม่ใช่เวลาเลยที่เขาจะสารภาพความในใจ ทั้งที่ในอ้อมกอดของพรบุหลันนั้นยังมีเถ้ากระดูกของครูรัชนีกรอยู่
“ก็คงเร็วๆ นี้น่ะค่ะ เพราะเงินเก็บก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว จันทร์ต้องดูแลตัวเองให้ได้ค่ะพี่กร จันทร์ไม่อยากให้แม่มีห่วงอะไรอีก”
ดวงตาสวยเจือเศร้าหลุบมองห่อผ้าขาวในพานและโกศทองเหลืองที่เธอกอดอยู่ เธอต้องก้าวเดินต่อไปให้ได้ ให้สมกับที่แม่อบรมเลี้ยงดูเธอมาอย่างดี ความดี ความกตัญญูที่แม่เพียรสอนให้เธอจดจำจะทำให้เธอฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้
“จันทร์...ถ้าจันทร์ขาดเหลืออะไร จันทร์ต้องบอกพี่นะ พี่ยินดีช่วยจันทร์ทุกอย่าง”
“จันทร์คงรบกวนพี่กรไม่ได้หรอกค่ะ แค่นี้พี่กรก็ทำให้จันทร์มามากพอแล้ว”
“สำหรับจันทร์พี่ไม่ลำบากเลย พี่อยากช่วย เอ่อ...อย่างนั้นจันทร์รับปากพี่อย่างหนึ่งนะ ถ้าจันทร์เดือดร้อนไม่ว่าจะเื่อะไรก็ตาม จันทร์จะคิดถึงพี่เป็คนแรก”
ใบหน้าสวยที่มองมาอย่างสงสัยในคำพูดทำให้ภากรต้องพูดกลบเกลื่อน เพราะหากพรบุหลันไม่ได้คิดตรงกันกับเขา ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาอาจสะบั้นลงก็ได้ เขาต้องแน่ใจให้มากกว่านี้ แน่ใจว่าพรบุหลันไม่ได้รังเกียจข้าราชการครูเงินเดือนไม่มากเช่นเขา และต้องมั่นใจว่าเธอพร้อมจะรับเขาเข้าไปดูแลหัวใจ ไม่ใช่คิดกับเขาแค่พี่น้องหรือเพื่อนบ้าน
“ค่ะพี่ จันทร์รับปาก”
ดวงตาสวยหวานที่มองมาพร้อมรอยยิ้มด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้งทำให้ภากรชะงักไปชั่วครู่ เพราะหัวใจของเขเบ่งบานไม่ต่างจากดอกไม้กำลังแย้มกลีบดอก ก่อนจะได้สติเพราะสุดสายตานั้นเห็นชายจีวรสีส้มอมเหลืองกำลังใกล้เข้ามา
“โน่นแน่ะจันทร์ พระท่านมาแล้ว ไปกันเถอะ”
ระหว่างที่พระทำพิธีบรรจุโกศกระดูกเข้าไว้ที่ช่องกำแพงโบสถ์ ภากรได้แต่ลอบมองด้านข้างของพรบุหลันพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่เธอพูดเอาไว้ เพราะเขาไม่้าให้เธอทำอะไรให้เลยสักอย่าง สิ่งที่เขาอยากได้จากพรบุหลันก็คือ ให้เธอรับหัวใจของเขาเอาไว้ ซึ่งวันนั้นต้องมาถึงในไม่ช้า ขอเพียงให้เธอแสดงออกสักนิดว่าพอใจในตัวเขาเช่นเดียวกัน แค่เพียงแววเขินอายสักนิดจากดวงตา จากนั้นเขาจะไม่รออะไรอีก
“ไปกันเลยมั้ยจันทร์” ภากรถามหลังจากพระทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ค่ะ งั้นพี่กรไปรอจันทร์ที่หน้าวัดนะคะ เดี๋ยวจันทร์ไปเอาดอกไม้ก่อน”
“ไม่เป็ไร เดินไปด้วยกันนั่นแหละ มาเถอะ”
พรบุหลันยิ้มอ่อนอย่างขอบคุณเมื่อภากรยื่นมือมาให้เธอจับ แต่ก่อนที่เธอจะวางมือลงไปนั้น...
“เดี๋ยวครับ! เดี๋ยว!”
เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นทำให้พรบุหลันหันมองคนที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาดักหน้าเธอไว้ ซึ่งเธอจำได้ว่าเขาคือผู้ชายที่มากับอารัญเมื่อวานนี้ แค่เพียงคิด ภาพของอารัญก็มาอยู่ตรงหน้าจนเธอต้องเม้มริมฝีปากเพื่อสะกดความตื่นเต้นเอาไว้ คนของเขามาที่นี่ ย่อมมีเื่เกี่ยวข้องกับเธอแน่ แต่เื่อะไรล่ะ
ทว่าภากรที่มองมาอย่าง้าคำตอบทำให้เธอต้องส่ายหน้า เพราะเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคนนี้มีธุระอะไรกับเธอ
“โอ๊ย! เหนื่อย... เฮ้อ! ผมคิดว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว โอ๊ย...”
กายพ่นลมหายใจออกจากปาก ขณะก้มลงจับเข่าตัวเองเพื่อไม่ให้ล้มพับลงไปด้วยความเหนื่อยอ่อนซะก่อน เพราะจากหน้าวัดมาจนถึงท้ายวัดไม่ใช่ระยะทางใกล้ๆ เลย เขาต้องรีบวิ่งมาให้เร็วที่สุด เพราะหากไม่ทันอีกคราวนี้ เขาคงไม่มีหน้ากลับไปรายงานคุณบอสสุดเฮี้ยบแน่
“เอ่อ...คุณมีอะไรเหรอคะ” พรบุหลันถามเมื่อเห็นว่าเขาน่าจะพร้อมพูดแล้ว
“ผม...เอ่อ... เดี๋ยวครับ เดี๋ยวๆ ขอเวลาผมอีกแป๊บ ขอผมหายใจลึกๆ ก่อน โอ๊ยเหนื่อย...ผมคิดว่าจะมาไม่ทันคุณพรบุหลันซะแล้ว เหนื่อยจริงๆ ครับ ทั้งเหนื่อยทั้งจุก โอ๊ย!”
“งั้นไปนั่งพักตรงนั้นก่อนนะครับ” ภากรผายมือไปด้านหน้า ก่อนจะเดินนำทั้งพรบุหลันและชายหนุ่มที่เขาเพิ่งเห็นครั้งแรกเมื่อวานไปที่ศาลาริมน้ำ ที่อยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น
“เฮ้อ ได้หายเหนื่อยหน่อย”
กายนั่งพักพร้อมพ่นลมหายใจออกยาวๆ อย่างเหนื่อยจริงจัง เพราะคำสั่งจากบอสสุดเฮี้ยบทำให้เขาต้องรีบบึ่งรถออกมาจากกรุงเทพฯ ั้แ่ยังไม่สว่างดี แต่เมื่อเข้าไปที่บ้านของพรบุหลัน เพื่อนบ้านกลับบอกว่าเธอมาเก็บกระดูกแม่อยู่ที่วัด เขาก็ต้องรีบบึ่งรถมาที่วัดอย่างเร็วเพราะกลัวว่าจะคลาดกันอีก
โชคยังเข้าข้างให้เขาวิ่งมาดักหน้าเธอได้ทัน เพราะหากเธอไปที่อื่น เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปตามเธอได้ที่ไหน และแน่นอนที่สุดว่าบอสคงไม่้าคำแก้ตัวจากเขาแน่ เพราะไม่ว่าบอสจะ้าอะไร เขาต้องทำให้ได้เสมอ ไม่มีคำว่าไม่ได้
“เอ่อ... สรุปว่าคุณ...”
“กายครับ ผมชื่อกาย ผมเป็เลขาฯ ของคุณอารัญครับ”
“ค่ะ แล้วคุณกายมีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ ถึงได้รีบขนาดนี้”
พรบุหลันเอ่ยถามทั้งที่ความรู้สึกจากหัวใจกำลังสื่อสัญญาณความไม่ปกติออกมา จังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วฟ้องว่าต้องเกี่ยวข้องกับเขาคนนั้นแน่ ไม่อย่างนั้นเลขาฯ ของเขาคงไม่รีบมาหาเธอแต่เช้าแบบนี้หรอก
ใบหน้าที่ร้อนวูบวาบเพราะไม่ทันตั้งตัวทำให้หญิงสาวต้องสะกดความคิดนั้นไว้ให้เร็ว เพราะเธอไม่ควรคิดกับเขาแบบนั้นเลย ในเมื่อเขากับเธอยังคงเป็คนแปลกหน้าสำหรับกันอยู่ และเธอก็แค่ทำให้แม่มีความสุขเท่านั้น ต่อจากนี้เส้นทางของเธอกับผู้ชายคนนั้นคงไม่มีทางจะโคจรมาพบกันอีกได้ คนจนอย่างเธอคงไม่มีเส้นทางใดที่ต้องเดินร่วมกับคนรวยอย่างเขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเปิดเส้นทางให้เธอเข้าหาซะแล้ว เมื่อกายยื่นบางสิ่งมาให้
“นี่ครับ คุณอารัญให้ผมนำมาให้คุณพรบุหลันครับ และกำชับว่าผมต้องให้กับมือเท่านั้น เมื่อวานท่านรีบก็เลยไม่ได้ให้เองน่ะครับ”
พรบุหลันรับนามบัตรสีดำมาจากมือของกาย ดวงตาสวยหวานมองสำรวจตัวหนังสือสีเทาที่ปรากฏอยู่พร้อมความคิดหนึ่งที่วาบขึ้นมาในหัวใจ ‘กลัว’ เธอรู้สึกกลัวนามบัตรนี้อย่างนั้นเหรอ ไม่แปลกหรอกที่ผู้ชายจะใช้นามบัตรสีดำ ทว่าเธอไม่คิดว่าจะเป็ของผู้ชายที่หล่อและดูอบอุ่นอย่างอารัญต่างหาก เขาน่าจะใช้นามบัตรสีเทาและมีตัวหนังสือสีดำมากกว่า หรือว่ารสนิยมของเธอแย่
‘F.K. GROUP’ คือตัวหนังสือขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าของนามบัตร ส่วนด้านหลังนั้นคือ...ชื่อของเขา
‘อารัญ แอนโทนี แฟรงเกนส์’ ชื่อภาษาอังกฤษพร้อมระบุตำแหน่ง ‘กรรมการผู้จัดการ’ และช่องทางในการติดต่อ ไม่ว่าจะเป็เบอร์โทรศัพท์ออฟฟิศ ที่อยู่ของบริษัท อีเมลแอดเดรส รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวที่เขียนด้วยปากกาสีดำ เข้มเสียยิ่งกว่าสีดำด้านของกระดาษ ลายมือที่เขียนกำกับลงไปนั้นเขาเป็คนเขียนเองใช่ไหม เขาจะบอกเป็นัยว่ายินดีถ้าเธอจะติดต่อเขาผ่านเบอร์โทรศัพท์นี้หรือเปล่า
ความหวาดหวั่นบางอย่างคล้ายจะแทรกซึมเข้ามาตามปลายนิ้วที่ลูบไล้อยู่บนหมายเลขโทรศัพท์นั้น ทว่าความอุ่นวาบก็ซาบซ่านไปทั่วทั้งตัวด้วยเหมือนกัน เมื่อเธอให้คำตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเขาต้องให้เลขาฯ นำนามบัตรนี้มาให้ เพราะหากเธอ้ารับความช่วยเหลือจากเขาจริง เธอก็มีช่องทางติดต่อเขาได้อยู่แล้ว และช่องทางนั้นที่ทำให้เขามาที่นี่เมื่อวานได้
“ขอบคุณคุณกายมากเลยนะคะที่ต้องลำบากเอานามบัตรมาให้ฉันอีก”
“โธ่... ไม่ลำบากเลยครับ ผมน่ะต้องทำงานตามคำสั่งของบอสอยู่แล้ว บอสสั่งอะไรผมก็ต้องทำทุกอย่างแหละครับ เอ่อ...อีกอย่าง ลืมไปเลย เกือบหัวขาดแล้วมั้ยผม นี่ครับ เอกสารการรับสมัครงาน”
กายหยิบซองเอกสารที่ใส่ไว้ด้านในกระเป๋าเสื้อสูทออกมามอบให้พรบุหลัน อีกหนึ่งคำสั่งที่เขาต้องทำให้สำเร็จ และต้องได้รับคำตอบกลับไป
“รับสมัครงานเหรอคะ” เธอถามพร้อมเปิดเอกสารด้านในออกดู
“ครับ บอสอยากให้คุณพรบุหลันไปทำงานกับท่านน่ะครับ แต่คุณพรบุหลันลองอ่านดูก่อนก็ได้นะครับว่ามีตำแหน่งไหนที่พอจะทำได้บ้างหรือเปล่า”
เอกสารด้านในตรงตามที่กายบอก เพราะส่วนหัวของเอกสารระบุว่ามาจากเอฟเคกรุ๊ปจริง ตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครมีหลากหลาย แต่ที่เธอสนใจเป็พิเศษนั้นก็คือ ตัวเลขแสดงเงินเดือนเริ่มต้น และหมายเหตุที่ระบุไว้ว่าไม่จำเป็ต้องมีประสบการณ์ ข้อความนั้นเหมือนแสงสว่างเกิดขึ้นในเส้นทางที่มืดมิด เพราะจู่ๆ เธอก็มีงานมาให้เลือกถึงที่
“ตอนนี้ทางออฟฟิศเรา้าเ้าหน้าที่หลายตำแหน่งน่ะครับ เงินเดือนดี สวัสดิการเด่น มีที่พักให้ มีค่าอาหารกลางวัน ที่สำคัญ...ท่านอยากดูแลคุณพรบุหลันแทนคุณแม่ของคุณด้วย ถ้าคุณพรบุหลันคิดจะไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ก็ขอให้พิจารณาบริษัทในเครือของแฟรงเกนส์กรุ๊ปก่อนเป็อันดับแรกนะครับ” กายเว้นจังหวะเมื่อเห็นว่าพรบุหลันกำลังคิดอะไรบางอย่าง และน้ำขึ้นเขาก็ต้องรีบตัก
“ต้องมีสักตำแหน่งที่คุณพรบุหลันทำได้อย่างแน่นอน สมัยนี้ไม่จำเป็ต้องทำงานตามสาขาที่เรียนมาหรอกนะครับ ขอแค่มีใจสู้ ทางแฟรงเกนส์กรุ๊ปก็พร้อมที่จะสอนงานให้ เรามีทีมลีดเดอร์สำหรับสอนงานเด็กใหม่โดยเฉพาะ”
สคริปต์ที่เตรียมมาถูกพูดออกไปจนหมด ‘ทำให้เธอรับปากให้ได้’ เสียงทุ้มแต่มากไปด้วยอำนาจย้ำเตือนว่าเขาต้องทำให้ได้ แม้ไม่รู้ว่าเ้านายจะทำแบบนี้ไปทำไม แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ถาม รู้แต่เพียงว่าเมื่อวานเ้านายก็สั่งให้เขาไปสอบถามประวัติของครูรัชนีกรกับลูกสาวจากแขกที่มาร่วมงานจนทั่ว จนได้รู้ว่าครอบครัวนี้มีด้วยกันเพียงสองคนแม่ลูกเท่านั้น และเมื่อครูรัชนีกรจากไป พรบุหลันก็ไม่มีญาติที่ไหนอีก เธอเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีมาหมาดๆ ยังไม่ทันจะได้ทำงาน ครูรัชนีกรก็มาด่วนจากไปเสียก่อน แต่ไม่รู้ว่าที่เ้านายสั่งให้เขาเอานามบัตรพร้อมทั้งเอกสารรับสมัครงานในตำแหน่งต่างๆ มาให้พรบุหลันในวันนี้ เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่เขาสอบถามมาจากชาวบ้านหรือเปล่า เพราะคำสั่งนี้เกิดก่อนที่เขาจะรายงานข้อมูลที่ได้มาเสียอีก
“เอ่อ...ขอฉันคิดดูก่อนนะคะ พอดีวันนี้ฉัน...เอ่อ...”
ดวงตาสวยหวานเหลือบมองห่อผ้าขาวบนพานที่วางไว้บนตักของภากรอีกที ดั่งจะบอกให้กายรู้ถึงธุระสำคัญของเธอที่ต้องไปจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน
“โอ๊ะ! ผมขอโทษจริงๆ ครับ ผมนี่แย่จริง เชิญ เชิญคุณพรบุหลันกับเพื่อนไปทำธุระให้เรียบร้อยเถอะครับ ผมนี่เสียมารยาทจริงๆ ผมต้องขอโทษอีกครั้ง ขอโทษจริงๆ ครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ” พรบุหลันตอบพลางยิ้มเมื่อคุณเลขาฯ ค้อมศีรษะครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างคนสำนึกผิดจริงๆ เธอนึกถูกชะตากับกายขึ้นมาเพราะเขาดูกระตือรือร้นมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนกับ...ใบหน้าของใครคนนั้นวาบขึ้นในความคิด
“แต่ยังไง่เย็นผมขออนุญาตโทร. มาสอบถามอีกครั้งนะครับ”
“ได้ค่ะ แล้วคุณกายมีเบอร์มือถือของฉันแล้วเหรอคะ”
“มีแล้วครับ คุณท่านให้ผมมาแล้ว”
พรบุหลันยิ้มน้อยๆ แม้จะไม่เข้าใจว่า ‘คุณท่าน’ ที่กายบอกนั้นเป็ใคร จะเป็เขาหรือเป็คุณผู้หญิงที่โทรศัพท์มาถามข่าวเื่แม่หลังจากเธอส่งจดหมายไปตามที่อยู่พร้อมแนบเบอร์โทรศัพท์ไปด้วยก็ไม่รู้
แต่ไม่ว่าจะเป็ใคร ในยามนี้ก็ขอให้เธอได้ทำหน้าที่ของลูกให้ดีก่อนเถอะ ส่วนเื่งาน หากเธอมีคุณสมบัติที่เขาพอจะรับเข้าทำงานได้ ก็ถือเป็โชคดีที่เธอจะได้ไม่ต้องไปแสวงหางานอย่างไม่รู้เป้าหมาย
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”
“เดินทางปลอดภัยครับคุณพรบุหลัน คุณภากรด้วยนะครับ”
“คุณกายรู้จักพี่กรด้วยเหรอคะ”
“เอ่อ...ผม... ผมได้ยินคนในงานคุยกันเมื่อวานน่ะครับ ว่าคุณภากรช่วยเป็ธุระในการจัดงานทั้งหมด ยังนึกชื่นชมคุณภากรอยู่เลยครับที่ใจดีและมีน้ำใจมากๆ”
“เป็หน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ”
“งั้นฉันไปก่อนนะคะ”
กายยืนมองภากรและพรบุหลันที่พากันเดินไปขึ้นรถ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ เพราะเขาเกือบทำพลาดไปซะแล้ว หากพรบุหลันและภากรรู้ว่าเขาลอบสอบประวัติของเธอจากแขกที่มาร่วมงาน จนแทบจะรู้ทุกสิ่งในชีวิตของเธอ รู้แม้กระทั่งว่าในสายตาของเพื่อนบ้าน ทุกคนเข้าใจว่าภากรและพรบุหลันกำลังคบหากันอยู่
หากคนทั้งคู่รู้ว่าเขาซอกแซก ไม่วายเขาต้องถูกมองว่าเป็พวกโรคจิต และขืนเป็อย่างนั้นจริง งานที่เ้านายมอบหมายให้เขาทำคงเป็หมัน คิดแล้วก็กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ เพราะหากเขาทำงานพลาดมีหวังครั้งนี้หัวได้หลุดจริงแท้แน่นอน