บทที่ 3 ดาวมงคล
“ก่อนหน้านี้ตาก็สงสัยในคำทำนายของซินแสที่บอกว่าหลินเอ๋อร์เกิดมาพร้อมกับดาวมงคล แต่ตอนนี้ตาเชื่อหมดใจแล้ว”
คำของผู้เฒ่ากู้ที่เผลอพูดเื่ในอดีตออกมาทำให้แม่ของกู้หลินมีสีหน้าเปลี่ยนไป
แม่เฒ่ากู้เมื่อเห็นสีหน้าของลูกสาวที่ซีดเผือดลงก็รีบเปลี่ยนเื่ในทันที
“จริงของตาเฒ่า ปีนั้นหลินเอ๋อร์ยังเด็กมีซินแสพเนจรเจ็บป่วยมาให้ตาของเ้ารักษาพออาการดีขึ้นไม่มีเงินจ่ายก็เลยทำนายดวงของเ้าเป็การตอบแทน”
กู้หลินรู้ว่าเื่นี้ซับซ้อนกว่าที่ได้ยินแต่ก็แสร้งทำเป็ไหลไปตามน้ำ
“ซินแสบอกว่ายังไงหรือท่านตา”
บรรยากาศในห้องโถงเงียบกริบกู้เยี่ยหวนคิดถึงวันที่ลูกสาวของนางเพิ่งเกิดได้ไม่ถึงสามเดือน ในวันนั้นพ่อของเด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่ตรงข้ามซินแสเขาเฝ้ารอคำทำนายของซินแสอย่างใจจดใจจ่อ
ซินแสพเนจรหยิบกระดูกเสี่ยงทายขึ้นมา เขากระดกกระดูกขึ้นลงอย่างช้า ๆตาคมกริบจ้องมองไปที่กระดูกแต่ละชิ้นราวกับกำลังสื่อสารกับสิ่งลี้ลับบางอย่าง ความเงียบปกคลุมห้องโถงมีเพียงเสียงเทียนที่ลุกไหม้อย่างแ่เบาเท่านั้นที่ดังอยู่
หลังจากนั้น ซินแสวางกระดูกเสี่ยงทายลงบนโต๊ะ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมที่ดูเคร่งขรึมตอนนี้กลับมีรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้น เขาหันไปมองบิดาของกู้หลิน กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
“ข้าได้ทำนายดวงชะตาของบุตรสาวท่านแล้ว นางเกิดมาพร้อมกับดาวมงคล ดาวประจำตัวที่ส่องแสงเจิดจ้า เป็ดาวแห่งความรุ่งเรืองความมั่งคั่งและโชคลาภ นางจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัวของท่านอย่างแน่นอน”
ตอนนั้นบิดาของกู้หลินถึงกับตาโต รอยยิ้มแห่งความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“แต่ดวงชะตาของนางก็ยังมีความผันผวน ท่านต้องดูแลนางอย่างดี ให้การศึกษาที่ดีและปลูกฝังคุณธรรม เพื่อให้ดาวมงคลส่องแสงเจิดจ้าอย่างเต็มที่นั่นจะทำให้ความรุ่งเรืองมาถึงครอบครัวของท่านอย่างสมบูรณ์”
ซินแสกล่าวเสริมในตอนท้าย
กู้เยี่ยดึงความนึกคิดที่ล่องลอยไปในอดีตกลับมาที่เดิมก่อนจะตอบลูกสาวแทน
“ซินแสบอกว่า หลินเอ๋อร์เกิดมาพร้อมกับดาวมงคล ที่เป็ดาวแห่งความรุ่งเรืองความมั่งคั่งและโชคลาภ ลูกจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ครอบครัว”
กู้หลินพยักหน้ารับรู้ จากนั้นทุกคนก็หันไปให้ความสนใจในจัดเก็บข้าวของที่เพิ่งได้มาจากกำไลหยก
จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าแล้ว ท้องฟ้าสีครามค่อย ๆเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วง แสงไฟจากตะเกียงดินเผาส่องสว่างห้องเล็ก ๆของครอบครัวตระกูลกู้ บรรยากาศ ดูอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยความกังวลกู้หลินนั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง กำไลหยกสีเขียวมรกตส่องแสงอ่อน ๆ บนข้อมือของนาง
“ทุกคนฟังให้ดี”
เสียงหนักแน่นของกู้หยาง หัวหน้าครอบครัวดังขึ้น ทุกคนเงียบลงพร้อมจ้องมองมายังตาเฒ่าใบหน้าของพวกเขาดูจริงจัง
“เื่กำไลวิเศษนี้ ต้องเก็บเป็ความลับห้ามบอกใครเด็ดขาด”
กู้หลินพยักหน้ารับ ตัวนางเองก็รู้สึกถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้หากเื่นี้ถูกคนภายนอกรู้ กำไลวิเศษชิ้นนี้อาจจะนำมาซึ่งภัยอันตรายต่อตัวเองและครอบครัว
“ความโลภของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด”
แม่เฒ่ากู้กล่าวเสริม น้ำเสียงของนางเจือไปด้วยความกังวล
“หากมีคนรู้ว่าหลินเอ๋อร์มีสิ่งของวิเศษเช่นนี้ พวกเขาอาจจะทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิงมันไป”
พี่ชายใหญ่ของกู้หลินซึ่งเป็คนเงียบขรึมแต่มีความคิดรอบคอบกล่าวว่า
“เราต้องระมัดระวังตัวให้มากอย่าประมาทและอย่าแสดงความร่ำรวยออกไปให้ใครเห็น แม้แต่เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ตาม”
แม่ของกู้หลินพยักหน้าเห็นด้วย
ทุกคนในครอบครัวตระกูลกู้ ต่างรับรู้ถึงความสำคัญของการเก็บความลับเื่กำไลวิเศษ พวกเขาต่างสัญญาต่อกันและกันว่าจะปกปิดเื่นี้ไว้เป็ความลับและจะใช้กำไลวิเศษอย่างระมัดระวังเพื่อให้ครอบครัวของพวกเขาอยู่รอดปลอดภัย
กู้หลินที่มาจากโลกแห่งอนาคตรู้ดีว่าหากนำกำไลหยกมาดลบันดาลสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านอย่างพร่ำเพรื่อย่อมจะทำให้เพื่อนบ้านเกิดความสงสัยดังนั้นจึงคิดวางแผนขึ้นเขาเพื่อหาสมุนไพรมีค่าแล้วนำไปแลกเปลี่ยนเป็เงินมาใช้จ่ายในครอบครัวเพื่อความสมเหตุสมผล
“ท่านตา บ้านเรามีความรู้เื่สมุนไพรจากที่ท่านสั่งสอนข้าว่าหากเราสามารถค้นหาสมุนไพรมีราคาจากูเา แล้วนำไปขายก็จะทำให้ความร่ำรวยของบ้านเราไม่ถูกจับตามอง”
กู้หยางหันมามองหน้าหลานสาวที่ดูเหมือนว่าจะฉลาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากกำไลวิเศษ
“หลินเอ๋อร์หมายถึง....”
กู้หลินพยักหน้า แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า
“ข้ากับพี่ใหญ่ขึ้นเขาเพื่อหาผักและล่าสัตว์อยู่เป็ประจำหากคราวหน้าพวกข้าจะได้สมุนไพรล้ำค่าติดมือมา ก็ไม่น่าจะเป็เื่แปลกและทางที่ดีชวนเพื่อนบ้านขึ้นเขาไปด้วยเพื่อให้พวกเขาได้เห็นกับตาว่าข้าได้ของสิ่งนั้นมาจริง ๆบางทีเราควรจะเผื่อแผ่คนในหมู่บ้านให้พวกเขาพบสมุนไพรไปขายเพื่อช่วยให้พวกเขาได้มีเงินซื้ออาหารและหลุดพ้นจากความอดอยากเหมือนพวกเราด้วย”
แม่เฒ่ากู้คว้ามือหลานสาวจับไว้แน่นอย่างชื่นชม
“เ้าช่างมีจิตใจงดงามและฉลาดปราดเปรื่องนัก แม้แต่ตาเฒ่าที่เป็หมอยังคิดไม่ทัน”
เสียงวิจารณ์ของแม่เฒ่าทำให้ครอบครัวหัวเราะอย่างขบขัน
ระหว่างที่หิมะยังตกหนัก ทุกคนในหมู่บ้านต่างเก็บตัวไม่ออกนอกบ้านทำให้ครอบครัวของกู้หลินมีเวลาช่วยกันนำสิ่งของที่ได้รับจากกำไลหยกมาซ่อมแซมบ้านที่เป็รูโหว่โดยไม่มีสายตาของคนภายนอกสอดแนม
กู้หลินขอกระเป๋ายาและเครื่องมือทางการแพทย์พร้อมทั้งวิตามินบำรุงร่างกายออกมาเพื่อรักษามารดาเ้าของร่าง เมื่อประกอบกับได้กินอาหารที่อุดมสมบูรณ์ในทุกวันใช้เวลาไม่นานกู้เยี่ยก็กลับมางดงามสะพรั่งอีกครั้ง
กู้หลินและกู้เฉินที่มีร่างกายผอมแห้ง หลังจากได้กินอาหารที่ดีทั้งสามมื้อแถมกู้หลินยังบำรุงทุกคนด้วยวิตามินเสริมหลายชนิดเพียงเวลาแค่เดือนเดียวทุกคนในบ้านก็มีร่างกายที่มีเนื้อหนังมีใบหน้าเปล่งปลั่งไปด้วยเืฝาด
และแล้วก็มาถึงวันที่หิมะหยุดตก แสงสีทองอ่อน ๆ ปรากฏบนยอดเขาสูงตระหง่านที่โอบล้อมหมู่บ้านกู้หลินและกู้เฉินต่างตื่นเต้นและเตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินทางอันแสนท้าทาย ตะกร้าสานสะพายหลังเต็มไปด้วยเสบียงและอุปกรณ์ที่จำเป็
ทั้งคู่พรางร่างกายในเสื้อเก่าตัวเดิมเพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกตุและเมื่อพวกเขาออกจากบ้านก็พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งเริ่มทยอยขึ้นเขาเพื่อหาผักป่าและล่าสัตว์เสียงทักทายเซ็งแซ่ดังไปตลอดทาง
“กู้หลิน กู้เฉิน”
เสียงของใครบางคนเรียกมาจากด้านหลัง ทำให้สองพี่น้องกู้หันกลับมามอง
“หลี่เหว่ย”
กู้เฉินหันไปเห็นเพื่อนที่เรียนในสำนักศึกษาในเมืองด้วยกันก็ทักทายด้วยน้ำเสียงยินดี
“เ้าก็มาด้วยหรือ”
กู้หลินมองดูหนุ่มน้อย ดวงตาคมกริบ คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็สันริมฝีปากบางดูอ่อนโยน ร่างของเขาสูงเพรียว แววตาดูฉลาดหลักแหลม
“เพิ่งเห็นแสงตะวัน ข้าอยากขึ้นเขาไปร่วมสนุกกับทุกคน”
หลี่เหว่ยตอบพร้อมกับชำเลืองมองกู้หลินที่ไม่เห็นกันไม่นานแต่ดูเติบโตขึ้นมาก
“กู้หลินก็มาด้วยเหรอ”
หญิงสาวพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็หันไปบอกพี่ชาย
“พี่ใหญ่ วันนี้เราต้องขยันหน่อยนะ”
กู้หลินพูดเสียงกระตือรือร้น
พี่ใหญ่ของนางพยักหน้า
“ข้ารู้ แต่เราต้องระวังตัวด้วยทางขึ้นเขาค่อนข้างอันตรายและเราต้องระวังสัตว์ป่าด้วย ไปกันเถอะ”
ประโยคสุดท้ายกู้เฉินหันไปพยักหน้าให้เพื่อน
ทั้งสามเริ่มปีนป่ายขึ้นเขา เส้นทางคดเคี้ยว ชัน และเต็มไปด้วยหิน แต่พวกเขาก็เดินอย่างระมัดระวังสายตาสอดส่ายมองหาอาหารและสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามซอกหิน และตามต้นไม้ใหญ่
กู้หลินลัดเลาะไปตามต้นไม้ใหญ่ห่างออกจาก หลี่เหว่ย สายตาของหญิงสาวมองไปที่ข้อมือที่สวมกำไลหยกสีเขียวมรกตแล้วคิดอยู่ในใจ
“ขอเห็ดหลินจืออายุร้อยปีสักสิบดอกด้วยเถิด”
หลังจากสิ้นสุดคำอธิษฐาน มือเล็กที่กำลังเขี่ยใบไม้ที่ปกคลุมโคนต้นไม้ใหญ่ก็สะดุดเข้ากับบางสิ่ง