ภารกิจสามสิบวัน หวังว่าคุณจะหลงรักผม

    ตอนที่11 ระหว่างขับรถ

            “นายจะอยู่ต่อทำไมวะเนี่ย ฉันไม่น่าพานายมาที่นี่เลยว่ะ น่ากลัวชิบหายกว่าจะรอดมาได้” ขับรถออกมาได้สักพัก เกียกกายก็เริ่มบ่นขึ้น


            “เมื่อคืนตอนที่ฉันหลับไป ฉันฝันถึงเขมทัตด้วยว่ะ” ถึงปากของทีปกรจะพูด แต่ใจของเขากลับเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเอ่ยชื่อนี้ และใบหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็๲สีแดงระเรื่อ


            “นายร้อนเหรอวะ หน้าแดงอีกแล้ว เดี๋ยวฉันเปิดหน้าต่างให้” เกียกกายเปิดหน้าต่างทุกบาน จนลมด้านนอกปะทะเข้าใบหน้าของทั้งสองคน


            “เห้อ… ได้รับอากาศบริสุทธิ์หลังจากที่อุดอู้กันมาทั้งคืน เอ้ย… เมื่อกี้นายว่าไงนะ นายฝันถึงใครนะ”


            “เขมทัต...” 


            “เขมทัตอีกแล้วเหรอ ชักมาบ่อยแล้วแหะตาคนนี้ แล้วนายฝันว่าอะไร” ทีปกรเล่าเ๱ื่๵๹ที่ได้พบกับเขมทัตในความฝันให้เกียกกายฟังทั้งหมด


            “แล้วเขาก็จูบฉัน...” ทีปกรหยุดพูดไปชั่วขณะ เมื่อพูดถึง๰่๥๹ที่โดนจูบ หน้าของทีปกรก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที จนเกียกกายสังเกตเห็น


            “ฉันว่าที่นายหน้าแดงไม่ใช่เพราะร้อนแล้วว่ะ น่าจะเป็๲เพราะรักมากกว่า” เกียกกายแซวเพื่อนรักด้วยสีหน้าที่ทะเล้นดังเคย ความกลัวในเหตุการณ์เมื่อคืนเริ่มจางหายไป


            “นายจะบ้าเหรอ รักเริกอะไรกัน ฉันเป็๲ผู้ชายก็ต้องชอบผู้หญิงสิ” ทีปกรรีบพูดแก้ตัวทันที และหันหน้าออกนอกหน้าต่าง โดยไม่ยอมสบตาเกียกกายที่กำลังจ้องจับผิด


            “จะคอยดูละกัน เห็นมานักต่อนักแล้วอาการแบบเนี้ย” 


            “แต่เดี๋ยวนะ เขมทัตนี่ใช่คนรึเปล่าวะ นายจะมีความรักกับผีไม่ได้นะเว้ย” เกียกกายฉุกคิดขึ้นมาได้และทักท้วงทีปกรทันที


            “ไม่ใช่ผีเว้ย” ทีปกรหันหน้าไปหาเกียกกายและสวนกลับทันที เพราะรู้สึกว่าคำพูดของเกียกกายที่หาว่า 'เขมทัตเป็๲ผี' ไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไร


            “ไม่ใช่ผีแล้วเป็๲อะไรวะ”


            “ผู้ดูแล” ทีปกรตอบพร้อมทั้งแอบยิ้มที่มุมปาก


            “จ้ะ แล้วแต่เลยจ้ะทีเพื่อนรัก อย่าบอกนะว่าเจอกันไม่กี่ครั้ง นายก็ตกหลุมรักนายเขมทัตอะไรนี่แล้ว” เกียกกายถามขึ้น แต่ทีปกรไม่ตอบคำถามใด ๆ ได้แต่หันหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้าที่กำลังลู่ไปตามลมทำให้จิตใจของทีปกรเหม่อลอยไปชั่วขณะ ซึ่งสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในใจลึก ๆ นั่นก็คือการคิดถึงเขมทัตก็ผุดออกมา

     


            “เพิ่งจากกันเมื่อครู่ก็นึกถึงข้าอีกแล้วเหรอ…” เสียงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของทีปกร ทำเอาเ๯้าตัวที่กำลังเหม่อลอยอยู่สะดุ้งขึ้น


            “เห้ย เป็๞อะไรไปวะไอที อยู่ดี ๆ ก็สะดุ้ง ทำฉันเสียขวัญหมด ขวัญเอ้ยขวัญมานะไอกาย” เกียกกายโวยวายพร้อมทั้งปลอบใจตัวเองด้วยการเอามือข้างหนึ่งตบที่หน้าอกของตัวเองเบา ๆ


            “ขวัญอ่อนจริง ๆ นะไอกาย มีอะไรที่ไหนกัน ตั้งใจขับรถไปเถอะน่า” ถึงปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ทีปกรไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เขารู้ว่าเขมทัตต้องอยู่แถวนี้แน่ ๆ จึงหันไปมองด้านหลังรถ แต่ก็พบกับความว่างเปล่า


            “เห้อ… หวังลม ๆ แล้ง ๆ สินะ” ทีปกรพ่นลมหายใจออกมา และคิดตัดพ้ออยู่ในใจเมื่อไม่ได้เป็๞อย่างที่หวังเอาไว้ว่าหันไปแล้วจะได้เห็นเขมทัตอีกครั้ง


            “มองอะไรวะ อย่าบอกนะว่ามองหาพ่อหนุ่มเขมทัต” เกียกกายถามขึ้น พร้อมทั้งมองไปด้านหลังผ่านกระจงส่องหลังเช่นกัน แต่ก็มีแค่เบาะนั่งที่ว่างเปล่า


            “ขับรถไปเถอะน่า ไม่ต้องสนใจฉันหรอก” ทีปกรตอบด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ เมื่อเกียกกายเห็นสีหน้าที่ผิดหวังของผู้เป็๞เพื่อนจึงไม่พูดอะไรต่อ


            เขมทัตได้แต่มองทีปกรจากเบาะด้านหลังรถ โดยที่ไม่ได้แสดงตัวออกมา พร้อมทั้งยิ้มมุมปากน้อย ๆ และยื่นหน้าชะโงกไปใกล้ ๆ แก้มด้านขวาของทีปกร หลังจากนั้นริมฝีปากอ่อนนุ่มของชายร่างใหญ่ก็ประทับลงบนแก้มของทีปกรเบา ๆ


            “นี่เป็๞รางวัลของเ๯้า ขอบคุณที่นึกถึงแต่ข้า” มีเสียงกระซิบเบา ๆ ข้าง ๆ หูของทีปกรอีกครั้ง เมื่อสิ้นเสียงพูดเ๯้าของริมฝีปากอ่อนนุ่มนั้นก็หายตัวไปทันที


            ใจของทีปกรเริ่มเต้นไม่เป็๞จังหวะอีกครั้ง และรีบหันกลับไปทางด้านหลังแต่ก็ไม่พบอะไรเช่นเคย ได้แต่เอามือถูแก้มตัวเองแล้วหันกลับมาด้านหน้า เผยยิ้มออกมาอย่างชัดเจน คราวนี้สีหน้าของทีปกรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่แดงระเรื่อไปจนถึงใบหู ทำเอาเกียกกายสังเกตได้


            “ไอทีเป็๞อะไรวะ เดี๋ยวก็ทำหน้าผิดหวัง เดี๋ยวก็ทำหน้าดีใจ ทะเลาะกับตัวเองอยู่เหรอวะ” เกียกกายถามด้วยความสงสัยกับท่าทีของเพื่อสนิทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว


            “ไม่มีอะไรหรอกน่า”


            “มันต้องมีแน่ ๆ ไม่งั้นไม่เป็๞แบบนี้หรอก”


            “วุ้ย  จับผิดอยู่ได้ ขับรถไปเถอะน่า” ทีปกรทำเสียงเข้มดุเพื่อน กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง


            “เพื่อนฉันอาการท่าจะหนัก สงสัยกลับไปต้องพาไปรดน้ำมนต์สะหน่อยแล้ว” เกียกกายได้แต่บ่นพึมพำ แต่ทีปกรก็ไม่สนใจเสียงนั้น กลับมองเหม่ออมยิ้มและเอามือถูแก้มของตนเองไม่หยุด จนผู้เป็๞เพื่อนได้แต่ส่ายหัว