“นายจะอยู่ต่อทำไมวะเนี่ย ฉันไม่น่าพานายมาที่นี่เลยว่ะ น่ากลัวชิบหายกว่าจะรอดมาได้” ขับรถออกมาได้สักพัก เกียกกายก็เริ่มบ่นขึ้น
“เมื่อคืนตอนที่ฉันหลับไป ฉันฝันถึงเขมทัตด้วยว่ะ” ถึงปากของทีปกรจะพูด แต่ใจของเขากลับเต้นแรงอีกครั้งเมื่อเอ่ยชื่อนี้ และใบหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ
“นายร้อนเหรอวะ หน้าแดงอีกแล้ว เดี๋ยวฉันเปิดหน้าต่างให้” เกียกกายเปิดหน้าต่างทุกบาน จนลมด้านนอกปะทะเข้าใบหน้าของทั้งสองคน
“เห้อ… ได้รับอากาศบริสุทธิ์หลังจากที่อุดอู้กันมาทั้งคืน เอ้ย… เมื่อกี้นายว่าไงนะ นายฝันถึงใครนะ”
“เขมทัต...”
“เขมทัตอีกแล้วเหรอ ชักมาบ่อยแล้วแหะตาคนนี้ แล้วนายฝันว่าอะไร” ทีปกรเล่าเื่ที่ได้พบกับเขมทัตในความฝันให้เกียกกายฟังทั้งหมด
“แล้วเขาก็จูบฉัน...” ทีปกรหยุดพูดไปชั่วขณะ เมื่อพูดถึง่ที่โดนจูบ หน้าของทีปกรก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที จนเกียกกายสังเกตเห็น
“ฉันว่าที่นายหน้าแดงไม่ใช่เพราะร้อนแล้วว่ะ น่าจะเป็เพราะรักมากกว่า” เกียกกายแซวเพื่อนรักด้วยสีหน้าที่ทะเล้นดังเคย ความกลัวในเหตุการณ์เมื่อคืนเริ่มจางหายไป
“นายจะบ้าเหรอ รักเริกอะไรกัน ฉันเป็ผู้ชายก็ต้องชอบผู้หญิงสิ” ทีปกรรีบพูดแก้ตัวทันที และหันหน้าออกนอกหน้าต่าง โดยไม่ยอมสบตาเกียกกายที่กำลังจ้องจับผิด
“จะคอยดูละกัน เห็นมานักต่อนักแล้วอาการแบบเนี้ย”
“แต่เดี๋ยวนะ เขมทัตนี่ใช่คนรึเปล่าวะ นายจะมีความรักกับผีไม่ได้นะเว้ย” เกียกกายฉุกคิดขึ้นมาได้และทักท้วงทีปกรทันที
“ไม่ใช่ผีเว้ย” ทีปกรหันหน้าไปหาเกียกกายและสวนกลับทันที เพราะรู้สึกว่าคำพูดของเกียกกายที่หาว่า 'เขมทัตเป็ผี' ไม่ค่อยเข้าหูสักเท่าไร
“ไม่ใช่ผีแล้วเป็อะไรวะ”
“ผู้ดูแล” ทีปกรตอบพร้อมทั้งแอบยิ้มที่มุมปาก
“จ้ะ แล้วแต่เลยจ้ะทีเพื่อนรัก อย่าบอกนะว่าเจอกันไม่กี่ครั้ง นายก็ตกหลุมรักนายเขมทัตอะไรนี่แล้ว” เกียกกายถามขึ้น แต่ทีปกรไม่ตอบคำถามใด ๆ ได้แต่หันหน้าหนีมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ต้นไม้ใบหญ้าที่กำลังลู่ไปตามลมทำให้จิตใจของทีปกรเหม่อลอยไปชั่วขณะ ซึ่งสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในใจลึก ๆ นั่นก็คือการคิดถึงเขมทัตก็ผุดออกมา
“เพิ่งจากกันเมื่อครู่ก็นึกถึงข้าอีกแล้วเหรอ…” เสียงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของทีปกร ทำเอาเ้าตัวที่กำลังเหม่อลอยอยู่สะดุ้งขึ้น
“เห้ย เป็อะไรไปวะไอที อยู่ดี ๆ ก็สะดุ้ง ทำฉันเสียขวัญหมด ขวัญเอ้ยขวัญมานะไอกาย” เกียกกายโวยวายพร้อมทั้งปลอบใจตัวเองด้วยการเอามือข้างหนึ่งตบที่หน้าอกของตัวเองเบา ๆ
“ขวัญอ่อนจริง ๆ นะไอกาย มีอะไรที่ไหนกัน ตั้งใจขับรถไปเถอะน่า” ถึงปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ทีปกรไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เขารู้ว่าเขมทัตต้องอยู่แถวนี้แน่ ๆ จึงหันไปมองด้านหลังรถ แต่ก็พบกับความว่างเปล่า
“เห้อ… หวังลม ๆ แล้ง ๆ สินะ” ทีปกรพ่นลมหายใจออกมา และคิดตัดพ้ออยู่ในใจเมื่อไม่ได้เป็อย่างที่หวังเอาไว้ว่าหันไปแล้วจะได้เห็นเขมทัตอีกครั้ง
“มองอะไรวะ อย่าบอกนะว่ามองหาพ่อหนุ่มเขมทัต” เกียกกายถามขึ้น พร้อมทั้งมองไปด้านหลังผ่านกระจงส่องหลังเช่นกัน แต่ก็มีแค่เบาะนั่งที่ว่างเปล่า
“ขับรถไปเถอะน่า ไม่ต้องสนใจฉันหรอก” ทีปกรตอบด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ เมื่อเกียกกายเห็นสีหน้าที่ผิดหวังของผู้เป็เพื่อนจึงไม่พูดอะไรต่อ
เขมทัตได้แต่มองทีปกรจากเบาะด้านหลังรถ โดยที่ไม่ได้แสดงตัวออกมา พร้อมทั้งยิ้มมุมปากน้อย ๆ และยื่นหน้าชะโงกไปใกล้ ๆ แก้มด้านขวาของทีปกร หลังจากนั้นริมฝีปากอ่อนนุ่มของชายร่างใหญ่ก็ประทับลงบนแก้มของทีปกรเบา ๆ
“นี่เป็รางวัลของเ้า ขอบคุณที่นึกถึงแต่ข้า” มีเสียงกระซิบเบา ๆ ข้าง ๆ หูของทีปกรอีกครั้ง เมื่อสิ้นเสียงพูดเ้าของริมฝีปากอ่อนนุ่มนั้นก็หายตัวไปทันที
ใจของทีปกรเริ่มเต้นไม่เป็จังหวะอีกครั้ง และรีบหันกลับไปทางด้านหลังแต่ก็ไม่พบอะไรเช่นเคย ได้แต่เอามือถูแก้มตัวเองแล้วหันกลับมาด้านหน้า เผยยิ้มออกมาอย่างชัดเจน คราวนี้สีหน้าของทีปกรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่แดงระเรื่อไปจนถึงใบหู ทำเอาเกียกกายสังเกตได้
“ไอทีเป็อะไรวะ เดี๋ยวก็ทำหน้าผิดหวัง เดี๋ยวก็ทำหน้าดีใจ ทะเลาะกับตัวเองอยู่เหรอวะ” เกียกกายถามด้วยความสงสัยกับท่าทีของเพื่อสนิทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีอะไรหรอกน่า”
“มันต้องมีแน่ ๆ ไม่งั้นไม่เป็แบบนี้หรอก”
“วุ้ย จับผิดอยู่ได้ ขับรถไปเถอะน่า” ทีปกรทำเสียงเข้มดุเพื่อน กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง
“เพื่อนฉันอาการท่าจะหนัก สงสัยกลับไปต้องพาไปรดน้ำมนต์สะหน่อยแล้ว” เกียกกายได้แต่บ่นพึมพำ แต่ทีปกรก็ไม่สนใจเสียงนั้น กลับมองเหม่ออมยิ้มและเอามือถูแก้มของตนเองไม่หยุด จนผู้เป็เพื่อนได้แต่ส่ายหัว