“อาผิง เ้าไปหารถม้ามาให้ข้าสักคัน” อาผิงศิษย์ผู้เป็น้องมองหน้าเฟิงอี้อย่างงุนงง “ศิษย์พี่จะเอารถม้ามาทำไมหรือขอรับ ทางขึ้นเขาลาดชันมากหากจะใช้รถม้าคงต้องอ้อมไปไกลหลายวันกว่าจะถึง” อาผิงทักท้วงเมื่อเห็นว่ารถม้าไม่ใช่สิ่งจำเป็ในการเดินทางครั้งนี้ ไป่หยางที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินจึงเดินเข้ามาห้ามปราม “ไม่ต้องหรอกอาฟาน ข้าเดินไหว” เฟิงอี้ก้มมองดูมือที่กุมบริเวณาแของ ไป่หยาง เฟิงอี้พยักหน้า แล้วเดินนำทางขึ้นเขาไปทันที “เ้าไหวหรือไม่” ิ่หลางเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าไป่หยางมีสีหน้าไม่ค่อยดี ไป่หยางพยักหน้าตอบยิ้มๆ “ข้าเกลียดรอยยิ้มเ้าเป็บ้า” ิ่หลางกอดอกมองหน้าไป่หยางอย่างเคืองๆ ไม่รู้ทำไมเวลาเขาเห็นไป่หยางยิ้มทีไรขนลุกทุกที อาจเพราะชายหนุ่มผู้นี้เวลามีความสุขมักแสดงออกนอกหน้า ช่างน่าหมั่นไส้เสียจริงๆ “อาหลาง ถ้าเ้าว่างมากก็ช่วยพยุงคนเจ็บเสีย” อาผิงที่อยู่ใกล้ๆ พูดประชดิ่หลางเพราะเห็นว่านอกจากเด็กหนุ่มจะไม่ช่วยแล้ว ยังก่อกวนจนน่ารำคาญ มาดคุณชายจอมหยิ่งที่พวกเขาพบเจอวันแรกแทบไม่เหลือ เหลือแต่คุณชายจอมแก่นที่สนทนาด้วยทีไรก็ชวนปวดหัวตลอด “เ้ามายุ่งอะไรกับข้า” ิ่หลางตอกกลับด้วยน้ำเสียงหยิ่งเผยอ “ก็ถ้าเ้าไม่ทำตัวน่ารำคาญ ข้าก็ไม่ยุ่งกับเ้าหรอก” ิ่หลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวดกอดอกแน่นเหมือนเด็กโดนแย่งขนม ไป่หยางได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหัวกับเด็กหนุ่มสองคนที่เถียงกันตลอดทาง ไม่น่าเชื่อว่าเฟิงอี้จะมีศิษย์น้องอย่างเฟิงผิงได้ นิสัยแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว “อ้า อาผิงเ้าเป็ปากที่สองของอาเฟิงรึไง พูดไม่หยุดเลย ช่างแตกต่างจากศิษย์พี่เ้าเหลือเกิน” ไป่หยางกล่าวแซวอาผิงพลางชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปทางเฟิงอี้ที่เดินนำหน้าไม่พูดไม่จามาตลอดทาง “ศิษย์พี่ข้าไม่เสียเวลามาสนทนาเื่ไร้สาระกับพวกเ้าหรอก” อาผิงกล้าด้วยท่าทีมาดมั่น ภูมิใจในตัวศิษย์พี่ของตนเกินหน้าเกินตา ไป่หยางเบ้ปากยิ้มเจื่อนๆ ตอบกลับไป เพราะเถียงอย่างไรก็คงไม่สู้เ้าเด็กนี่หรอก “อ้า...” อยู่ๆ ไป่หยางก็รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณาแ ิ่หลางที่อยู่ใกล้ๆ เมื่อเห็นท่าทีไม่ดีจึงรีบวิ่งมาพยุง “เ้าเป็อย่างไรบ้าง” เฟิงอี้หยุดเดินหันมาถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความเป็ห่วงที่เขายังคงพอััได้ “อื้อ...” ความเ็ปบริเวณาแเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนน่าใ ระหว่างทางยังดีมาตลอดนี่ “เ้าให้ไป่หยางพักก่อนเถอะ” ิ่หลางหันไปบอกเฟิงอี้เมื่อเห็นว่าไป่หยางเริ่มเดินไม่ไหว เฟิงอี้โบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดเดิน เฟิงอี้รีบเดินเข้ามาช่วยิ่หลางพยุงไป่หยางไปพักใต้ต้นไม้ใหญ่ “ข้า...ไม่เป็ไร” ไป่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่ “ทำไมอยู่ๆ ถึงเจ็บแผลขึ้นมาได้” ิ่หลางสงสัย เพราะตอนที่พักอยู่โรงเตี๊ยมเขาจำได้ว่าไป่หยางใช้พลังิญญารักษาแผลไปไม่น้อย ถึงยังไม่หายก็คงไม่รุนแรงจนเดินไม่ไหวขนาดนี้นี่ “เ้า...” เฟิงอี้หันมองหน้าิ่หลางก่อนจะก้มลงมองกระบี่ในมือของเด็กหนุ่ม “เ้าไปพาศิษย์คนอื่นไปหาน้ำไป” เฟิงอี้บอกกับิ่หลาง เด็กหนุ่มมองงงๆ แต่ก็ลุกขึ้นไปตามคำสั่ง พลางบ่นพึมพำ “น้ำในกระบอกก็มีเยอะแยะ กระเพาะเ้าเป็โอ่งหรือไง” เมื่อิ่หลางเดินแยกไปแล้วเฟิงอี้จึงทำการเปิดเสื้อของไป่หยางออก “เ้าจะทำอะไร” ไป่หยางจับมือที่กำลังจะถอดเสื้อเขาของเฟิงอี้ไว้ “ขอข้าดูหน่อย” ไป่หยางเลิกคิ้วปล่อยมือ เฟิงอี้แกะผ้าพันแผลของไป่หยางออกเผยให้เห็น ร่องรอยสีดำที่เกาะอยู่บนาแของไป่หยาง “ิญญาปีศาจ” ไป่หยางก้มลงมองสิ่งที่อยู่บนาแของตนตามคำพูดของเฟิงอี้ “เ้านี่น่าเกลียดเป็บ้า” ไป่หยางสบถ สีดำๆ ราวเถ้าถ่านของิญญาปีศาจที่มาเกาะาแของเขาเพื่อดูดกลืนพลังิญญาทำให้แผลของเขาดูน่าเกลียดยิ่งนัก เฟิงอี้ชักกระบี่ของตนออกมา เสกวิชากำราบิญญาลงบนคมกระบี่จากด้ามสู่ปลายชี้ไปที่ิญญาปีศาจที่เกาะอยู่บนแผลของไป่หยาง จนมันส่งเสียงโอดครวญและสลายหายไป เฟิงอี้เดินไปหยิบผ้าพันแผลในสัมภาระของพวกศิษย์น้องมาทำแผลให้ไป่หยางดังเดิม “เ้ามองอะไร” ไป่หยางเลิกคิ้วดึงเสื้อขึ้นมาปิดไว้ดังเดิมเมื่อเห็นว่าเฟิงอี้ทำแผลให้เขาเสร็จแล้วแต่ยังเอาแต่จ้องมันอยู่อย่างนั้น เฟิงอี้เงยหน้าขึ้นมองไป่หยางเขาไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ก็ลุกหนีไปดื้อๆ “เอ๋...เ้านี่ลืมปากไว้กับศิษย์น้องของเ้ารึไง” ไป่หยางเบ้ปากบ่นพึมพำ “เ้าเป็อย่างไรบ้าง” ไป่หยางเงยหน้ามองเ้าของเสียงที่ถือผลไม้ป่าติดมือมาเต็มไปหมด “อาฟานใช้เ้าไปตักน้ำไม่ใช่หรือไง” ิ่หลางไม่ตอบแต่โยนผลไม้ลูกหนึ่งให้ไป่หยาง “น้ำเต็มกระบอกขนาดนั้นข้าจะไปเอามาเพิ่มทำไม อีกอย่างเ้านั่นคงลืมว่าเส้นทางนี้ไม่มีลำธาร” ไป่หยางหัวเราะ ก็จริงเฟิงอี้คงลืมว่าทางกลับขึ้นเขานั้นไม่มีลำธาร เขากัดผลไว้ในมือกินเล่นระหว่างรอให้ศิษย์คนอื่นๆ เตรียมพร้อมเดินทางกลับขึ้นเขาต่อ “ตกลงเมื่อครู่แผลเ้าเป็อะไร เน่าแล้วหรือไง” ิ่หลางถามพลางกัดผลไม้ในมือด้วยท่าทีกวนๆ จนน่าเตะตกจากท่อนไม้ที่เขานั่งอยู่ “เ้านี่เลี้ยงสัตว์ไว้ในปากหรือไง” ไป่หยางส่ายหัวเอือมระอากับความปากร้ายของเด็กหนุ่ม “ข้าไม่เป็ไร แค่ปีศาจท้องถิ่นมาขอแบ่งพลังน่ะ” ิ่หลางพยักหน้าเข้าใจ...
สำนักเฟิงหลิน...
“ศิษย์พี่กลับมาแล้ว” เหล่าศิษย์น้องต่างพากันเดินมาต้อนรับเฟิงอี้ด้วยท่าทีดีใจแต่ยังคงความสง่าเอาไว้ตามแบบฉบับของสำนัก ไว้อย่างน่าชื่นชม “ท่านอาจารย์อยู่ในสำนักหรือไม่” เฟิงอี้เอ่ยถามศิษย์น้องที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “อยู่ที่พักขอรับ วันนี้ท่านอาจารย์ไม่ให้พวกข้าเข้าฝึก” เฟิงอี้พยักหน้ารับรู้แล้วเดินไปยังตำหนักของท่านอาจารย์ทันที “ท่านอาจารย์” อาจารย์เฟิง ยี่ถงลืมตาขึ้นมองไปยังเ้าของเสียงเห็นเฟิงอี้เดินเข้ามาพร้อมหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งในมือ เฟิงอี้ก้มหัวเคารพอาจารย์พร้อมยื่นคัมภีร์ที่ตนได้รับจากประมุขลู่ส่งให้ท่านอาจารย์ “จากตำหนักต้องห้ามสินะ” ยี่ถงรับมาเปิดดูทีละหน้า เฟิงอี้เพียงพยักหน้าตอบไม่เอ่ยคำใดๆ “เ้าเดินทางไปอิ๋งอี๋ครานี้ได้ความว่าอะไรบ้าง” เฟิงอี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “บุคคลในตำนานเมื่อ16ปีก่อนปรากฏตัวขึ้นที่อิ๋งอี๋ ออกปล้นชาวบ้าน พรากชีวิตชาวบ้านและนักพรตเมืองต่างไปไม่น้อย” ยี่ถงขมวดคิ้ว เมื่อพูดถึงบุคคลในตำนานคงเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก ตาเฒ่าผาง หรือตาเฒ่ากินคนแห่งเผ่าผีสิงนั่นเอง “ได้ยินว่าสมบัติในเผ่านี้มีมหาศาล” ยี่ถงกล่าวแล้วเดินไปนั่งยังโต๊ะดื่มชา เฟิงอี้เดินตามไปนั่งอย่างสงบ ไม่ได้เอ่ยคำใดๆ อีกเช่นเคย “เหตุใดจึงต้องปล้นชาวบ้าน” เฟิงอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย เขาเองเมื่อทราบเื่ก็แปลกใจเช่นกัน นับวันเื่นี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ “ประมุขลู่กำลังสืบเื่นี้เช่นกัน” เฟิงอี้ตอบเรียบๆ “ดูเหมือนเ้ามีเื่ไม่สบายใจ” ยี่ถงเอ่ยถามหลังสังเกตเห็นแววตาของเฟิงอี้เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แม้แทบจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนสีหน้า แต่ในฐานะที่เขาเลี้ยงลูกบุญธรรมคนนี้มาย่อมรู้ดีกว่าใคร “งานขอขมาฟ้าดิน” เฟิงอี้เงยหน้าขึ้นมองยี่ถงด้วยสีหน้าจริงจัง “ทำไม ปกติข้าไม่เห็นเ้าสนใจ หรือปีนี้เ้าอยากจะไปเปิดหูเปิดตาบ้าง” เฟิงอี้ส่ายหัว “ประมุขใหญ่จะนำมนุษย์มาเป็เครื่องสังเวยในปีนี้” ยี่ถงเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วทันใด เหตุใดจึงมีความคิดเช่นนี้ การสังเวยมนุษย์ไม่ใช่เื่ตลก และเกรงว่าคงไม่มีเทพองค์ไหนอยากได้ชีวิตคนเป็แน่ “ข้าบอกคัดค้านไประหว่างหารือ แต่ประมุขใหญ่ไม่รับฟัง จึงขอตัวเดินทางกลับเฟิงหลินทันที” ยี่ถงยกมือขึ้นมาลูบหนวดเคราสากๆ ของตน พลันคิดถึงหายนะที่กำลังจะเกิด หากมีการสังเวยชีวิตคนฟ้าดินจะพิโรธเป็แน่ สุดท้ายเคราะห์กรรมก็จะมาตกอยู่ที่ชาวบ้านธรรมดา ยี่ถงถอนหายใจหลับตาลงเพื่อผ่อนคลาย “เฟิงอี้ เ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ” เฟิงอี้พยักหน้า คำนับอาจารย์แล้วกลับที่พักของตน เขาเองก็เหน็ดเหนื่อยมากพอสมควร ไม่ได้พักมาเกือบสี่วันเต็มแล้ว เมื่อเฟิงอี้ออกไป ยี่ถงจึงหยิบคัมภีร์ขึ้นมาเปิดดูทีละหน้าว่ามีอะไรผิดแปลกหรือไม่
“ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว” ิ่หลางมองดูเหล่าศิษย์น้องที่วิ่งมาต้อนรับเขา ศิษย์พวกนี้อายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี แต่ไม่ได้ร่ำเรียนวิชามากเหมือนเขาเพราะฐานะทางครอบครัว “อาหยง เ้าไปหาขนมมาให้ข้าหน่อย” ิ่หยงศิษย์น้องของเฟิงอี้คำนับก่อนจะวิ่งออกไปหาขนมตามคำสั่งของศิษย์พี่ตน ิ่หลางเดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงของตนอย่างเหนื่อยล้า นึกถึงอดีตในวันที่ตาเฒ่ากินคนออกอาละวาดไล่ฆ่าทหารในวันนั้น เขากำผ้าห่มข้างกายแน่น สักวันหนึ่งเขาจะต้องไปแก้แค้นให้พ่อเขาและทหารเ่าั้ให้ได้ คนพวกนั้นต้องไม่ตายเปล่าเด็ดขาด นึกแล้วก็หยิบกระบี่คู่กายของตนขึ้นมาดู “พ่อ...สักวันข้าจะยิ่งใหญ่ให้ได้เหมือนท่าน” เขาพึมพำกับกระบี่คู่กายพลางเอามากอดไว้แน่น น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมา 11ปีมานี้เขาฝึกวิชาอย่างหนัก ทุกครั้งที่ร่ำเรียน เขามักจะนึกถึงอดีตที่พ่อบุญธรรมของเขาเล่าให้ฟังเพื่อกระตุ้นให้ตัวเขามีแรงฝึกอย่างบ้าระห่ำ “ขนมมาแล้วขอรับ” ิ่หลานพยักหน้าตอบรับ เมื่ออาหยงเดินออกไปเขาจึงลุกขึ้นมามองดูขนมที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายตรงหน้า เขาหยิบขึ้นมากัดกิน1ชิ้นก่อนจะคิดอะไรออกถือจานขนมวิ่งออกจากห้องไป
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
“อ๋า...มาแล้วๆๆๆ” ไป่หยางเดินมาเปิดประตู เมื่อรู้ว่าเป็ใครถึงกับหรี่ตาลงจับผิดคนตรงหน้า “เ้าจะพังประตูห้องพักข้าหรือไง หากเสียหายขึ้นมาข้าจะให้เ้าเป็คนชดใช้ให้ท่านอาจารย์” ไป่หยางบ่นด้วยน้ำเสียงยานๆ เหมือนเด็กพึ่งตื่นนอน ิ่หลางเดินถือจานขนมเข้ามาในห้องของไป่หยางอย่างไม่เกรงใจเ้าของห้อง ทำให้ไป่หยางต้องรีบปิดประตูแล้วเดินตามเข้ามา “นี่พ่อหนุ่มน้อย เ้ามีอะไร” ิ่หลางวางจานลง กอดอกวางมาด “พูดเหมือนเ้าอายุมากกว่าข้าเยอะขนาดนั้น” ไป่หยางถอนหายใจี้เีต่อปากต่อคำ “เอ๋ มีขนมด้วย” ไป่หยางวิ่งมาหยิบขนมในจานเหมือนเด็กๆ “เ้าไม่ได้วางยาข้าใช่ไหม” ไป่หยางหยิบจานขนมขึ้นมาสำรวจดูรอบๆ เขาไม่ได้ระแวงเพียงแต่อยากแกล้งคนตรงหน้าก็เท่านั้น ิ่หลางเดินไปแย่งจานขนมออกจากมือของเขาทันที “ไม่ต้องกินแล้วเ้า” ไป่หยางแสยะยิ้มกวนพลางยื่นมือไปหยิบจานขนมคืนแบบเนียนๆ “ข้าได้ยินว่าพรุ่งนี้จะมีศิษย์ใหม่เข้ามาฝึก เป็ผู้หญิงด้วยนะ” ไป่หยางพูดไปกินขนมในจานไป “ตระกูลใด” ิ่หลางถาม “ได้ยินว่าเป็คนจากตระกูลอิน แห่งอวิ๋นเจี๋ยกระมัง” ิ่หลางพยักหน้า เขาเคยพบแม่นางผู้นี้เป็บุตรสาวของ อิน ต้วนจิ่ว ประมุขตระกูลอิน กับเล่เหยียนเอ๋อ บุตรสาวของทหารเอกของอิน ต้วนจิ่ว อายุเท่ากันกับเขา หน้าตางดงามราวภาพวาด “อ๋า...เ้าคิดอะไรอยู่” ไป่หยางเอาไหล่กระแทกิ่หลางเพราะคิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคงกำลังจินตนาการภาพสาวงามตระกูลอินอยู่เป็แน่ “งามหรือไม่ ในหัวของเ้าน่ะ” ไป่หยางยังคงแซวไม่เลิก ิ่หลางเบ้ปากถอยออกห่างจากไป่หยางอย่างเสียอารมณ์ “ข้าจะไปคิดอะไร ข้าไม่ใช่คนบ้ากามเช่นเ้า” ไป่หยางวางจานขนมลง กอดอกพิงเสา “เ้าว่าใครบ้ากาม” ไป่หยางพูดด้วยน้ำเสียงเ้าเล่ห์ “มีเ้าอยู่ที่นี่คนเดียว ข้าคงว่าหมากระมัง” ิ่หลางกอดอกตอบแบบมาดๆ ไป่หยางเหยียดยิ้มพยักหน้า ดึงเชือกเสื้อออก ิ่หลางสะดุ้งเบิกตาโพลง “เ้าจะทำอะไรน่ะ” ไป่หยางเหยียดยิ้มเดินเข้ามาใกล้เด็กหนุ่ม “ข้าจะทำแผล เ้าจะดูหรือไม่” ไป่หยางกระซิบบอกิ่หลาง เด็กหนุ่มชักสีหน้า หุนหันเดินออกจากห้องของไป่หยางทันที ชายหนุ่มหัวเราะขำขันกับท่าทีของิ่หลางอย่างชอบใจ
สำนักเฟิง...
“ไม่กี่วันที่ผ่านมา ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเ้า เฟิง อี้ฟาน ได้นำศิษย์น้องหลายคนลงเขาไปช่วยเหลือชาวบ้าน สร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักเรามากมาย เป็เื่ที่น่ายินดียิ่ง ชาวบ้านมากมายส่งสารชื่นชมมายังข้า พวกเ้าทั้งหลายจงดูเป็ตัวอย่าง จงช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างไม่ลังเล” อาจารย์และเหล่าศิษย์ต่างยิ้มชื่นชมความสามารถของเฟิงอี้ และคนอื่นๆ ที่ลงเขาไปด้วยกัน “นี่จึงเป็โอกาสดี อี้ฟาน เ้าออกมาข้างหน้า” เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับแล้วเดินออกไปตามคำสั่งของท่านอาจารย์ “ข้าขอแต่งตั้งให้เ้าเป็ต้าเฟิง มอบอำนาจในการตัดสินใจเื่ต่างๆ ในสำนักให้เ้า” ศิษย์ในสำนักต่างลุกขึ้นปรบมือแสดงความยินดีต่อ ต้าเฟิงคนใหม่ เฟิงอี้ก้มหัวคำนับอาจารย์และทุกคนในสำนัก “เอาล่ะ เ้ากลับไปนั่งได้ ข้ายังมีเื่สำคัญอีกเื่หนึ่งที่ต้องแจ้งให้พวกเ้าทราบ” เฟิงอี้คำนับอาจารย์อีกครั้งก่อนกลับเข้าที่ของตน “อาฟานๆๆ” ไป่หยางยื่นมือมาสะกิดเฟิงอี้จากด้านหลัง เมื่อเขาหันไปก็พบกับรอยยิ้มกว้างของไป่หยางพร้อมกับทำมือชื่นชมเขา “สุดยอด” ไป่หยางยิ้มกว้าง เฟิงอี้เพียงมองด้วยสีหน้าเรียบๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ในแววตาของเขานั้นแสดงออกถึงความอิ่มอกอิ่มใจ ไม่รู้ว่าไป่หยางจะเห็นหรือไม่นะ “เชิญเข้ามาได้” อาจารย์กล่าวอนุญาตบุคคลที่อยู่ด้านนอกให้เข้ามาปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน ทุกคนในสำนักต่างหันไปมองบุคคลที่เดินเข้ามา เป็เด็กสาวอายุน่าจะราวๆ สิบห้า สิบหก หน้าตาคมคายราวออกมาจากภาพวาด มีเพียงเฟิงอี้คนเดียวที่ยังนั่งด้วยท่าทีนิ่งสงบเหมือนเดิม เมื่อเด็กสาวเดินมาด้านหน้าเขาจึงเหลือบมองเพียงเล็กน้อย “ข้าน้อยชื่อ อิน จู่ฉู เป็บุตรสาวของประมุขตระกูลอิน แห่งอวิ๋นเจี๋ย มาฝากตัวเข้ารับการฝึกฝนในสำนักท่านอาจารย์เฟิง” เด็กสาวกล่าวจบก็คำนับอาจารย์หนึ่งครั้ง อาจารย์ผายมือส่งสัญญาณให้เด็กสาวเข้าไปนั่งได้ ที่นั่งของจู่ฉูถูกจัดไว้ข้างเฟิงอี้ เมื่อจู่ฉูนั่งลงก็หันหน้าส่งยิ้มอ่อนๆ ให้กับเฟิงอี้ แต่ทว่าชายหนุ่มกลับนั่งนิ่งไม่สนใจเธอ แม้กระทั่งชายตามองก็ไม่มี ิ่หลานที่นั่งอยู่ด้านหลัง ถึงกับนึกขำในใจกับท่าทีเ็ากับหญิงสาวของเฟิงอี้ “คำสอนของสำนักเรามีอยู่ไม่มาก อี้ฟาน เชิญเ้ากล่าวให้แม่นางอินฟังสักหน่อย” เฟิงอี้พยักหน้าตอบรับยืนขึ้นเงยหน้ามองตรง ไม่ได้หันมองเด็กสาวด้านข้างเลยแม้แต่น้อย “รักษาความสง่า ใฝ่คุณธรรม ไม่หลงในอำนาจ ยึดมั่นในเส้นทางของตน” อาจารย์ยิ้มรับพยักหน้าให้เฟิงอี้นั่งลง “คนเมื่อครู่คือต้าเฟิง เป็ศิษย์สูงสุดของสำนัก” เมื่อจู่ฉูได้ยินก็ยิ้มแล้วหันหน้าคำนับเฟิงอี้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเฟิงอี้เพียงพยักหน้าตอบเหมือนเดิมไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ในขณะที่จู่ฉูกำลังจะเอ่ยปากชวนเฟิงอี้คุยอยู่นั้น เขากลับหันไปหาไป่หยางที่นั่งหลับอยู่ด้านหลังจู่ฉูถึงกับชะงัก หันไปมองผู้ติดตามของตนอย่างไม่พอใจ “ตั้งใจฟังท่านอาจารย์” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาทำให้ไป่หยางสะดุ้งตื่น “เอาล่ะ วันนี้ไม่มีอะไรมาก พวกเ้าแยกย้ายกันไปพักเถอะ” ทุกคนในสำนักคำนับอาจารย์ก่อนแยกย้ายกันเดินออกมา “ต้าเฟิง” เสียงเรียกจากจู่ฉู ทำให้เฟิงอี้ ไป่หยางและิ่หลาง สามหนุ่มที่เดินอยู่ด้วยกันหันไปมอง “แม่นางมีอะไรหรือ” เป็ไป่หยางที่เอ่ยปากถาม เพราะกลัวสาวน้อยจะหน้าเสียเพราะท่าทีเ็าของเฟิงอี้ “ข้านำขนมที่ท่านแม่ข้าทำมามอบให้ท่าน เป็ขนมขึ้นชื่อมีเฉพาะในเมืองอวิ๋นเจี๋ยเท่านั้น ข้าว่าท่านต้องชอบแน่ๆ” ว่าจบก็รับตะกร้าจากผู้ติดตามมอบให้เฟิงอี้ แต่ทว่าเขากลับชายตามองไปยังไป่หยาง เป็สัญญาณให้เขารับตะกร้าแทน ไป่หยางสะกิดิ่หลางและออกแรงผลักเขาเล็กน้อยให้รับหน้าแทนเขาเช่นกัน ิ่หลางรับมาด้วยท่าทีหยิ่งๆ ตามประสาตน จู่ฉูยิ้มเจื่อนๆ คำนับเฟิงอี้ เขาเพียงพยักหน้าตอบแล้วเดินหนีทันที ทำให้ไป่หยางต้องลากแขนิ่หลางเดินตามไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้จู่ฉูยืนหน้าบูดหน้าเบี้ยวกระทืบเท้าไม่พอใจอยู่คนเดียว