บทที่14 :อดีต(1)
ในขณะที่ทั้งสองฝั่งหัวเราะ ต่างฝ่ายต่างคิดว่าฝั่งตรงข้ามต่อต้านตนไม่ได้ แต่แตกต่างกันตรงที่อีกกลุ่มนึงมีผู้บ่มเพาะมากกว่าเท่านั้นเอง
ซึ่งฝั่งนั้นก็คือฝั่งของกลุ่มเฉินเจียงนั้นเอง หลัวซูที่กำลังยิ้มกล่าวถาม"หัวหน้าพวกเราจะบุกเข้าไปหามันเลยมั้ย หรือรอมันเข้ามา?"
"พวกเราจะเข้าไปจัดการมันก่อน ปราบโจรอย่างรวดเร็วแบบเหมือนการบดขยี้"เฉินเจียงกล่าวยิ้มอย่างโเี้ปล่อยจิตสังหารออกมา
แม้ว่าภายนอกเฉินเจียงจะดูเหมือนไม่เคยสังหารใครมาก่อน แต่ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่โเี้ได้ ถึงจิตใจเขาจะดูปกติแต่หากถึงเวลาโเี้เขาก็ทำตัวให้เป็แบบนั้นได้ โดย พร์พิเศษของเฉินเจียงในชาติก่อนคือ 'การควบคุมอารมณ์ระดับสุดยอด'
บุคคลอื่นอาจจะคิดว่า 'การควบคุมอารมณ์ระดับสุดยอด' ดูเหมือนไร้ประโยชน์แต่หากใช้ถูกมันจะนำภัยภิบัติหรือโชคลาภเข้ามาหาตนก็ได้
ผลพิเศษของ'การควบคุมอารมณ์ระดับสุดยอด'ก็ตรงตามชื่อ สามารถควมคุมอารมณ์เช่น หากไม่เคยสังหารใครมาก่อนการมีจิตสังหารนั้นเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
ทว่าหากมีพร์นี้จะสามารถทำให้จิตใจของตนเปลี่ยนไปดู เ็า เฉยชา โเี้ ตื่นเต้น หากสามารถใช้ได้ถูกเวลาจะนำผลประโยชน์มากมายเลยทีเดียว
สิ่งนี้มีความสามารถพิเศษมากในโลกก่อน ตอนนั้นโลกเป็เพียงประมาณปี2015 เพราะกฏหมายที่เคร่งครัดทำให้การสังหารใครเป็เื่อันตรายมากหากโดนจับ ตัวเองก็ต้องพร้อมโดนจับ
ด้วยเหตุผลทำให้คนที่มีจิตสังหารมีน้อยมากในโลกก่อน แต่จะมีก็แค่ ตำรวจ ฆาตรกร ทหาร นักฆ่า
สิ่งที่เรียกว่าจิตสังหารอาจดูเหมือนไม่มีตัวตน แต่สิ่งนี้ไม่สามารถจับต้องได้แต่มีอยู่จริงยกเว้นจะมีทักษะพิเศษในการควบคุม แต่คนในโลกเทคโนโลยีจะมีทักษะแบบนั้นได้ยังไง
จิตสังหารคือสิ่งที่วัดว่าคนนั้นสังหารคนมามากแค่ไหนหากมีกลิ่นอายที่น่ากลัวมากแค่ไหนก็ยิ่งฆ่ามาเยอะแต่บางกรณีอย่างเช่นเฉินเจียงนั้นเป็ข้อยกเว้นเพราะพร์โดยกำเนิดทำให้ควบคุมจิตสังหารได้
วิธีพิสูจน์ว่าจิตสังหารมีจริงนั้นเฉินเจียงเคยทำมาแล้ว ซึ่งนั้นคือการปล่อยจิตสังหารใส่เหยื่อ หากเหยื่อคนนั้นเป็คนธรรมดา เหยื่อคนนั้นจะรู้สึกกระวนกระวาย เหงื่อจะไหลออกอย่างแปลกรู้สึกกดดัน แต่ไม่สามารถรับรู้ได้ จึงคิดว่าตนไม่สบาย
แต่หากบุคคลนั้นมีการบ่มเพาะหรือเคยสังหารมาเหมือนจะสามารถรับรู้ถึงจิตสังหารได้โดยสัญชาตญาณ จนทำให้รู้สึกขนลุก เหงื่อจะไหล
แต่หากจะรับรู้จิตสังหารโดยไม่ฆ่าหรือมีการบ่มเพาะ มีเพียงพร์ของเฉินเจียงหรือเคยผ่านประสบการณ์เสียดตายเท่านั้น ทว่าคนแบบนั้นก็มีน้อยเพราะจะตายกันไปเยอะจนเหลือเพียงน้อยนิด
แน่นอนเฉินเจียงเขาเองก็มีอายุมากพอตัว ด้วยสิ่งที่เรียกว่าพร์ของเขาทำให้เขาสามารถใช้สัญชาตญาณรับรู้ถึงจิตสังหารได้ เขาเองก็เคยไปเจอคนใหญ่คนโตสามารถรับรู้ว่าบุคคลตรงหน้านั้นคิดดีหรือร้ายกับเขา
มีครั้งนึงตอนอยู่ถนนเฉินเจียงเวลากลับบ้านเขาเดินไปเจอคนนึง ที่ทำให้เขารู้สึกกดดันมากๆเรียกได้ว่าหวาดกลัวจนเหงื่อกาฬไหลมาทั่วหน้า
ชายนั้นเป็คนที่ถูกรัฐบาลตามล่า
เบื้องหน้ารัฐบาลบอกว่าคนๆนั้นเป็ฆาตกรต่อเนื่องฆ่ามาแล้วหลายสิบศพ จึงถูกรัฐบาลตามล่า
แต่สัญชาตญาณของเขาบอกว่าชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ฆาตกรฆ่าสิบศพใช่ว่าเฉินเจียงไม่เคยเจอ แต่คนแบบนั้นมีน้อยเฉยๆแต่เขาไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรเลย
แต่ชายคนนี้ทำให้เขาหวาดกลัวถึงกระดูก ออร่าความตายไหลผ่านรอบตัวของเขา จนเรียกว่าหากควบแน่นกันก็ควรกลายเป็หยดน้ำ แม้จะไม่เห็นใบหน้าของคนนั้น
แต่ใจของเฉินเจียงไม่กล้าพอที่มอง เวลานั้นเขาปรารถนาให้มันจบไปไวๆ แต่สิ่งนั้นจะเป็ไปตามความปรารถนาของเขาหรือ แน่นอนย่อมไม่
ชายคนนั้นรู้สึกว่าเฉินเจียงทำตัวแปลกๆ จึงเดินเข้าไปหากล่าวถามด้วยเสียงเบาๆ"เป็อะไรไหม " ทว่าเสียงนี้กลับสั่นไหวในหูของเฉินเจียงจนแทบน้ำตาไหล
เฉินเจียงมองไปที่ชายคนนั้น เขาเห็นว่ารูปร่างใบหน้าเขาดูหล่อเหลากว่าคนปกติเล็กน้อยดวงตาดูลึกล้ำ แต่ในสายตาของเฉินเจียงดวงตารูปร่างใบหน้าทุกอย่างไม่ต่างจากยมทูตกำลังยืนอยู่ข้างหน้าเลย
เฉินเจียงพยายามรวบรวมความกล้ากล่าวตอบ"ผ..ผม ไม่.เป็อะไร"ในน้ำเสียงยังคงหวาดกลัวเช่นเดิม
หากเป็คนปกติคงจะบอกว่า"อ้อ โอเครักษาสุขภาพด้วย" แต่ไม่ใช่กับชายคนนี้ที่ยืนขางหน้าของเขา ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรือยๆ
จิตสังหารรอบๆตัวเริ่มโหมเข้าหาเฉินเจียง เรียกได้ว่าน่ากลัวเป็อย่างมาก ในใจเฉินเจียงตอนนี้เรียกได้เขาพร้อมที่ตายเลยก็ว่า นี้ก็คือส่วนนึงของ'การควมคุมอารมณ์ระดับสุดยอด' ซึ่งก็คือการยอมรับความจริงและประมวลผลอย่างรวดเร็ว
เมื่อชายคนนั้นที่ใส่ผ้าครุมสีดำเห็นเฉินเจียงเป็นั้น ในสายตาของเขาเริ่มโเี้ก่อนจะหายไป และกล่าวถาม"เ้าถูกรัฐบาลส่งมาใช่มั้ย"
เฉินเจียงในตอนรู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่าง เขารีบตอบพร้อมเก็บอารมณ์หวาดกลัวไปให้หมดและพยายามกล่าวในน้ำเสียงดูเหมือนการพูดจริงแบบคูณสอง
"ผมไม่ได้ถูกส่งมาโดยรัฐบาล ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณเป็ใคร"ในน้ำเสียงเฉินเจียงดูเหมือนจริงเพราะมันคือเื่จริง แต่เขาใส่อารมณ์พร์เข้าไปอีกจนเรียกได้ว่านักแสดงยังต้องอาย
ชายชุดครุมดำรู้สึกแปลกใจ เพราะท่าทีของเฉินเจียงมันจริงๆมาก ในใจของเขาครุ่นคิด'แต่คนปกติธรรมดา จะรับรู้ถึงจิตสังหารของข้าได้ยังไงกัน'
เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าเฉินเตียงมีพร์พิเศษที่ทำให้รับรู้ถึงอารมณ์ของคนได้ แถมยังแสดงได้ดีอีกต่างหาก ฉะนั้นสิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้คือเฉินเจียง เป็ตำรวจเก่าหรือทหารเก่าไม่ก็ฆาตกรแถวนี้
ชายคนนั้นยังไม่รีบไป แต่กล่าวถามเฉินเจียงอีกครั้ง"เ้ารับรู้ถึงจิตสังหารได้ยังไง"
เฉินเจียงเมื่อได้ฟังคำถาม หน้าซีดไปทันทีเพราะไม่ค่อยอยากเปิดเผยพร์นี้เท่าไร แต่ทันใดเฉินเจียงก็คิดได้ว่า'ข้าโกหกได้ว่าข้าเป็ตำรวจที่ถูกปลดได้'
ในเมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเจียงตอบกลับไปแทบทันที"มันเป็เพราะผม เคยเป็ตำรวจแต่กำลังจะโดนผู้ร้ายฆ่าแต่ผมตอบโต้ได้ทันท่วงที หยิบมีดแทงมันจนมันตาย .... และผมก็โดนปลด"ขณะเล่า เฉินเจียงทำอารมณ์ให้ดูเศร้าอีกด้วย
ในเื่ที่เล่าไปนั้นเรียกได้ว่า นักแต่งนิยาย ยังต้องบอก"นับถือ นับถือ การตอแหลได้ดียิ่งนัก นับถือ!"
ขนาดนักแต่งนิยายบอกขนาดนี้แล้ว แน่นอนว่าชายชุดดำนั้นต้องเชื่อเื่นั้นแน่นอน
ใบหน้าของเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็มิได้ทำอะไร เขากล่าว"ข้าขอโทษด้วยแล้วกัน แต่เ้าห้ามเอาเื่ที่เคยเจอข้าไปบอกใครแล้วกันไม่อย่างนั้น"เขาทำท่าต่อยที่กำแพง กำแพงที่ควรสั่นไหวเล็กน้อย
ทว่าไม่ใช่ เมื่อหมัดนั้นโดนกำแพง มันพังทลายลง ดวงตาของเฉินเจียงเบิกโพลงเต็มไปด้วยความใและตะลึง
เมื่อกำแพงพังทลายลงชายชุดดำ เขากำลังจะเดินหนีแต่ทันใดก็หันมามองที่เฉินเจียงอีกครั้ง สายตาของเขากำลังพิจารณาเฉินเจียง
ชายชุดดำเขายิ้มออกมาเล็กน้อย"อืม ร่างกายดูแข็งแรงอยู่ มีสัญชาตญาณที่ดี ไม่กลัวความตายเหมาะสมกับนักฆ่าอยู่นะเนี้ย ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เ้ามีสองทางเลือก หนึ่งถูกฆ่าทิ้ง สองมาเป็นักฆ่า"
แน่นอนว่าสิ่งนี้เหมือนมีมมีมนึง เฉินเจียงที่ก็กลัวความตายอยู่เล็กน้อย เขาไม่ลังเลนิดหน่อยก่อนตอบ "ผมขอเลือกทางที่สอง"
ชายชุดดำคนนั้นดึงหมวกออกใบหน้าชายอายุ30ปลายๆ มีใบหน้าหล่อเหลาอยู่พอตัว เขาหัวเราะเล็กน้อย"ฮ่าๆ เ้าเลือกทางถูกแล้ว ข้าชื่อมู่หลง"
เฉินเจียงก็ฝืนยิ้มกลับเช่นกันแต่ก็ดูเป็ธรรมชาติเหลือเกิน "ผมชื่อเฉินเจียง"
ในตอนนี้บ้านที่กำลังจะกลับก็ไม่ได้กลับเพียงแต่ตาม มู่หลงไปในระหว่างทางไปเฉินเจียงก็กล่าวถามมู่หลงไปเล็กน้อยอย่างเช่น"พี่หลง ทำไมท่านถึงโดนรัฐบาลตามล่าละ"
ที่เฉินเจียงกล้าเรียกมู่หลงว่าพี่เพราะมู่หลงเป็คนบอกให้เรียกแบบนั้นเอง อายุของทั้งสองก็ไม่ได้ห่างอะไรมากนัก เฉินเจียงอายุ36 มู่หลงอายุ38
"น้องเจียงเ้าเป็คนธรรมดาสินะ ในโลกนี้มีโลกอยู่สองใบนั้นคือโลกแสงสว่างและโลกใต้ดิน โลกเสียงสว่างจะเป็คนปกติทุกอย่างดูปกติ แต่หากเป็โลกใต้ดินจะมีการต่อสู้ ปืน จอมยุทธ เรียกได้ว่ามีหลายสิ่งที่รัฐบาลปิดบัง "มู่หลงบอก
"ถ้าอย่างนั้นพี่หลงก็เป็ผู้บ่มเพาะใช่มั้ย"เฉินเจียง
มู่หลงตอบด้วยใบหน้าภูมิใจ"ใช่ๆ ข้าเองก็เป็จอมยุทธขั้น6¹อีกด้วย แต่ก็มิได้แข็งแกร่งที่สุด บนโลกนี้มีจอมยุทธขั้น1-ขั้น9 มีมากกว่านี้ข้าเองก็ไม่ทราบ มีคำกล่าวว่าในตำนานว่าหากฝึกไปเกินกว่าจอมยุทธขั้น9 จะมีกำลังเหนืุ์ยกรถถังได้วิ่งเร็วเหนือเสียง"
"แต่ข้าว่าขั้นนั้นมันมีอยู่จริง ซึ่งข้าจะต้องไปให้ถึงขั้นให้ได้ แต่นั้นก็ในอนาคตนะ"มู่หลงกล่าวเสียงเบาลง
"ส่วนที่รัฐบาลตามล่าข้าเพราะ ข้าเผลอไปฆ่าพวกระดับสูงเข้านะสิ"มู่หลงตอบ
_________________________________
1จอมยุทรขั้น1-9ก็คือ หลอมกายานี้แหละ