“เพราะการคงอยู่ของเธอคือชีวิตของฉัน”
-มอสโคว์, รัสเซีย-
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆไวโอเลตก็เรียกประชุม”
เสียงของเกรย์ดังขึ้นในห้องโถงใหญ่กลางคฤหาสน์ชานกรุงมอสโคว์ลำแสงสีม่วงเข้มใต้ฝ่าเท้าหายวับไปเมื่อร่างสูงของเด็กหนุ่มัักับพรมเปอร์เซียผืนหนานุ่มกลางห้องเยลโลว์ที่นั่งอยู่ตรงโซฟาสีเืนกริมห้องเงยหน้าขึ้นมองเขา ในมือกำลังกรีดไพ่ไปมาอย่างชำนาญแต่คนที่เอ่ยทักก่อนกลับเป็ซิลเวอร์ที่นั่งอยู่ข้างกัน
“มาเร็วดีนี่เล่นด้วยกันสักตาไหม?”
“นั่นไม่ใช่คำตอบนะแล้วก็ไม่มีอารมณ์จะมานั่งเล่นด้วยเฟ้ย!” คนขี้เบื่อพูดขึ้นอย่างหัวเสีย
“พวกเราเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น”
ร่างสูงของโกล์ดปรากฏขึ้นตรงกรอบประตูพร้อมกับถาดบรรจุชาร้อนๆและแก้วสามใบลายดอกไม้สีหวานเข้าชุดที่ดูแล้วไม่เข้ากับเด็กหนุ่มร่างสูงหน้าคมเข้มอย่างเขาเลยสักนิดโกล์ดเดินตรงมาหาสองคนที่นั่งรออยู่ตรงโซฟา เยลโลว์เริ่มแจกไพ่ไปรอบวงซิลเวอร์เดินเข้ามารับถาดจากเขาขณะที่เกรย์มองดูทั้งสามคนอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะตัดสินใจเดินไปนั่งด้วยกัน
“ตกลงมันเกิดเื่ร้ายแรงอะไรล่ะเนี่ยถึงได้เรียกมาตอนกำลังวุ่นๆแบบนี้ให้ตายสิ! ที่จริงตอนนี้ฉันน่าจะนั่งอยู่ในสนามดูมิลานเตะด้วยซ้ำ”
“หุบปากสักห้านาทีไม่ได้หรือไงนะนายเนี่ย!”
ซิลเวอร์บ่น กำลังลุ้นไพ่ในมืออย่างเอาเป็เอาตายโกล์ดโยนธนบัตรมูลค่าสูงลงกลางโต๊ะ พลางยกชาขึ้นจิบและเฝ้ามองท่าทีของซิลเวอร์ผู้ไม่เคยปิดบังความรู้สึกบนใบหน้าได้เลยสักนิดอย่างขบขันเยลโลว์กระตุกยิ้มริมมุมปากตอนที่ซิลเวอร์คว่ำหน้าไพ่และไม่ยอมแพ้
แต่ก่อนที่เยลโลว์จะเริ่มทำการเปิดไพ่ร่างสองร่างก็ปรากฏขึ้นตรงกลางห้องที่เดียวกับที่เกรย์เคยปรากฏตัวเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้วงแหวนเวทสีม่วงเข้มส่องสว่างอยู่กลางพรมเปอร์เชียผืนหนา ร่างสูงของบราวน์โผล่ออกมาก่อนตามมาด้วยออเร้นจ์ที่ดูท่าว่าเพิ่งจะตื่นได้ไม่นานก้าวออกมายืนอยู่ข้างกัน
“อรุณสวัสดิ์ครับ”เด็กหนุ่มร่างเล็กเอ่ยเสียงงัวเงีย
“อรุณสวัสดิ์ออเร้นจ์าแหายดีแล้วเหรอ?” ซิลเวอร์ทัก ขณะที่เยลโลว์กับโกล์ดกลั้นขำกับคำทักทาย ‘อรุณสวัสดิ์’ ตอนใกล้เที่ยงคืนของเด็กหนุ่ม
“สมานตัวดีแล้วครับเพราะได้คุณซิลเวอร์ช่วยไว้แท้ๆเลยทำให้รอดตัวไป”
คนถูกทักตอบสะลืมสะลือยกมือสองข้างขึ้นขยี้ตาโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกแซวเข้าให้ ร้อนถึงบราวน์ต้องลากเข้าห้องน้ำพาไปล้างหน้าล้างตาให้หายง่วง
“บลูล่ะยังไม่มาเหรอ?”
บราวน์ถามปล่อยให้คนตัวเล็กคลำทางออกจากห้องน้ำเอาเอง
เกรย์เลิกคิ้วคว่ำไพ่ลงบนโต๊ะ “ไม่ได้อยู่ด้วยกันรึไง?”
“คุณบลูอยู่มาดริดฮะผมนึกว่าเธอจะได้รับสัญญาณแล้วมาที่นี่ก่อนพวกเราซะอีก”
ออเร้นจ์ที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำเอ่ยตอบอย่างประหลาดใจหันไปมองคนที่อยู่ด้วยกันซึ่งกำลังทำสีหน้าเคร่งเครียดอยู่มุมห้องแล้วอดหนักใจแทนไม่ได้
“เดี๋ยวก็คงมาล่ะมั้ง”
โกล์ดว่าลอบสังเกตอาการของบราวน์ขณะที่เยลโลว์เริ่มสับไพ่ใหม่อีกครั้ง
ก่อนที่บรรยากาศในห้องโถงจะตึงเครียดมากไปกว่าเก่าประตูบานใหญ่ที่อยู่อีกฟากของห้องโถงก็เปิดออกพร้อมๆกับร่างสูงของกรีนก้าวเดินฉับๆออกมาจากห้องตรงมาหาพวกเขาอย่างเร่งรีบ
“ได้เวลาแล้ว”
กรีนเอ่ยบอกคนในห้องโถงั์ตาสีเขียวเข้มคมดุภายใต้กรอบแว่นกวาดตามองสมาชิกในห้องอย่างว่องไวก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งทั้งหมดเดินตามกรีนเข้าไปในห้องที่ประตูเปิดรอท่าไว้ก่อนจะแยกย้ายเข้าประจำที่
เก้าอี้ไม้ตัวใหญ่บุนวมหนาด้วยผ้าสักหลาดสีประจำตัวตั้งวางเรียงรายอยู่ภายในห้องรูปทรงกระบอกที่มีเพดานโค้งเป็รูปครึ่งทรงกลมประดับประดาไปด้วยแสงสว่างจากดวงดาวทั้งสิบสามที่ลอยเอื่อยอยู่บนท้องฟ้าสีดำสนิทเหนือเก้าอี้เจ็ดตัวที่ตั้งเรียงโค้งเป็รูปตัวยูอยู่บนพื้นหินอ่อนขัดมันที่อยู่ด้านล่างเป็แท่นหินอ่อนที่ยกระดับขึ้นมาอีกขั้นและมีเก้าอี้สี่ตัวตั้งอยู่บนนั้นสองตัวฝั่งซ้ายและขวาที่อยู่ติดกับพื้นต่างระดับมีเรดและแบล็คนั่งอยู่ก่อนแล้วส่วนกรีนเดินเลยทั้งสองคนไปยังที่นั่งของตัวเองที่อยู่ถัดเข้าไปฝั่งเดียวกับแบล็คเก้าอี้บุนวมสีชมพูตรงข้ามเขานั้นว่างเปล่า แต่ถัดจากเขาไปอีกขั้น บน ‘บัลลังค์’ ที่อยู่เหนือสุดภายในห้องนั้นมีร่างของเด็กหนุ่มเ้าของเรือนผมสีเงินยวงในชุดสีขาวสะอาดกำลังนั่งคอยท่าอยู่
“เริ่มกันเลย ไวโอเลต”
กรีนเอ่ย
ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องและความกังวลใจเริ่มปรากฏบนสีหน้าของคนที่นั่งอยู่ด้านล่างเมื่อเห็นเก้าอี้สองตัวในห้องไร้ผู้
ไวโอเลตจ้องมองคนในห้องด้วยั์ตาสีม่วงอ่อนคมกริบก่อนเอ่ย
“ฉันมีเื่ที่้าจะบอกพวกนายอยู่สองสามเื่”น้ำเสียงของไวโอเลตนั้นราบเรียบและไร้โทนเสียงเสียจนจับความรู้สึกไม่ออก“อย่างแรกสุด ฉันคิดว่าพวกนายน่าจะสังเกตเห็นแล้วว่าบลูกับพิงค์ไม่อยู่ที่นี่ฉันเข้าใจว่าพวกนายกังวลกันเื่อะไร แต่ก็อย่างที่คิดกันนั่นแหละสาเหตุที่ฉันเรียกทุกคนมาประชุมกันในวันนี้มันเกี่ยวข้องกับการ ‘ตื่นขึ้น’ ของเมตาเรีย”
ไวโอเลตปล่อยให้ความเงียบก่อตัวขึ้นช้าๆอย่างจงใจ
“จากผลพวงของการต่อสู้เมื่อหกปีก่อน ฉันคิดว่าอีกไม่นานผนึกของทางนี้เองก็คงจะเริ่มคลายแล้วเหมือนกันเป็ไปได้มากทีเดียวว่าการปรากฏตัวของพวกนายต่อหน้าผู้พิทักษ์พวกนั้นจะช่วยกระตุ้นความทรงจำของ‘เ้าหญิง’ ให้ฟื้นคืนกลับมา”
นักรบอเวจีชุดแรกที่ได้ออกไปปะทะกับผู้พิทักษ์นั่งอยู่บนที่ของตัวเองอย่างไม่เป็สุขนักโดยเฉพาะออเร้นจ์เด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดของกลุ่มกำลังนั่งกุมพนักเก้าอี้ของตัวเองอยู่โดยที่ไม่ยอมสบตาใครเลย
ไวโอเลตเอ่ยต่อไปโดยไม่สนใจเขา
“ความทรงจำของ ‘เ้าหญิง’ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผนึกของเมตาเรียการที่เรดกับกรีนไปปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเธอนั้นทำให้เมตาเรียรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง”
และนั่นเป็เหตุผลที่ทำให้พิงค์กับบลูไม่อยู่ที่นี่...
หลายคนที่นั่งอยู่ด้านล่างได้คำตอบของตัวเองแล้วในใจ
“แต่แบล็คบอกกับฉันว่าเธอคนนั้นจำอดีตของตัวเองไม่ได้เลย”
ไวโอเลตว่า
“ใช่”แบล็คตอบรับมาจากที่นั่งของตัวเอง เด็กหนุ่มนั่งชันเข่ามือประสานกันอยู่ตรงหน้าอย่างใช้ความคิด “เป็ไปไม่ได้เลยที่จะให้ยัยเ้าหญิงนั่นจำอดีตของตัวเองขึ้นมาได้ในเมื่อหล่อนไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับอดีตของตัวเองเลยสักอย่างฉันคิดว่าน่าจะเป็เพราะเื่เมื่อหกปีก่อนที่ทำให้หล่อนเป็แบบนั้นนับั้แ่ที่การเชื่อมต่อนั้นขาดหายไป เมตาเรียก็อยู่ในสภาพหลับใหลมาตลอดแล้วก็เพิ่งมารู้สึกตัวเมื่อไม่นานมานี้พวกฉันเลยคิดว่าบางทีผนึกของทางนั้นอาจจะเริ่มเสื่อมลงไปแล้วก็ได้ก็เลยให้เรดกับกรีนไปหาพวกนั้น แต่หล่อนจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว”
“ถูกปิดกั้นหรือว่าถูกลบความทรงจำไปกันล่ะ?”
ใครบางคนเอ่ยถามมาจากด้านล่าง
“ไม่น่าจะใช่การปิดกั้นนะครับตอนาวันสิ้นโลกน่ะผมเข้าไปไม่ถึงตัวปราสาทของเอิร์ธมูนด้วยซ้ำ เพราะงั้น...”
“ฉันรู้แล้วว่ามันเป็เพราะอะไรปัญหาคือทำยังไงถึงจะให้ยัยเด็กนั่นจำอดีตของตัวเองได้ต่างหาก”
กรีนเอ่ยเสียงเข้มขึ้นมาแทรกออเร้นจ์ที่ร้องบอกอย่างตื่นตระหนก
“แล้วจะให้พวกฉันทำยังไงกันล่ะ?”ซิลเวอร์โวยวาย “ขนาดพวกนายไปเองยังทำให้เ้าหญิงนั่นจำอดีตของตัวเองไม่ได้ส่งพวกฉันไปแล้วหล่อนจะรู้เหรอว่าเราเป็ใครฉันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับยัยนั่นหรือมีสายเืของเอิร์ธมูนสักหน่อย”
ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกโวยวายของซิลเวอร์ความเงียบได้ก่อตัวขึ้นหลังจากที่เด็กหนุ่มพูดจบ
“นายหมายถึง...” บราวน์หยั่งเชิงถาม“จะให้ส่งนักรบอเวจีจากเอิร์ธมูนไปกระตุ้นความทรงจำของยัยเด็กนั่นอย่างนั้นเหรอ”
เสียงพึมพำดังไปทั่วที่นั่งที่อยู่ด้านล่างขณะที่พวก้าสบตากันอย่างไม่เป็สุขนัก
“ตลกตายล่ะ! ตามหากันมาเป็แรมปี ไหนล่ะนักรบอเวจีจากเอิร์ธมูน?ที่นั่งรวมหัวกันอยู่นี่ก็มีแค่สิบสองคนเท่านั้นไม่ใช่เหรอไง?”
ซิลเวอร์เปิดประเด็นความจริงที่ว่ามีนักรบอเวจีเพียงแค่สิบสองคนจากดวงดาวทั้งหมดสิบสามดวงนั้นเป็ความจริงที่อยู่คู่กับพวกเขามาั้แ่สมัยที่อยู่บนโลกนั้นแล้วและแน่นอนดูเหมือนทุกคนจะลืมเหตุผลไปแล้วว่าทำไมถึงไม่มีนักรบอเวจีจากเอิร์ธมูนมาอยู่ในกลุ่มของพวกเขาทั้งๆที่มันน่าจะมีอยู่แท้ๆ
“นั่นยากยิ่งกว่าการทำให้ความทรงจำของยัยเด็กนั่นฟื้นขึ้นมาซะอีก”กรีนบ่นอย่างเหนื่อยหน่าย
“แต่เพราะไวโอเลตจัดการหล่อนกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ไปก่อนหน้าที่าจะเกิดไม่ใช่เหรอ?เราถึงได้ไม่จำเป็ต้องใช้นักรบอเวจีจากเอิร์ธมูนน่ะ”
“ไม่ใช่ยัยเ้าหญิงนั่นเองหรอกนะที่เป็นักรบอเวจีน่ะ!”
เกรย์พูดอย่างติดตลกแต่ไม่มีใครหัวเราะไปกับเขา เมื่อไวโอเลตขยับตัวออกมาจากที่นั่งและใช้ั์ตาสีม่วงใสคู่นั้นจ้องมองมาที่เด็กหนุ่มจากจุดสูงสุดของห้อง
“พูดได้ดีนี่เกรย์”
แต่คนถูกชมคิดว่าตัวเองไม่น่าพูดออกไปเลย
“ถ้าเราทำให้ความทรงจำของ ‘เ้าหญิง’ กลับคืนมาได้ก็คงจะหาคำตอบได้ว่านักรบอเวจีจากเอิร์ธมูนอยู่ที่ไหนถึงมันจะไม่จำเป็สำหรับเราแล้วก็เถอะ” แบล็คบอก “ที่สำคัญกว่าคือ...การที่ความทรงจำของเ้าหล่อนมีผลต่อเมตาเรียโดยตรงนี่ล่ะที่เรา้าถ้าจะปลดผนึกของฝั่งนี้ ฝั่งนั้นเองก็ต้องคลายผนึกด้วยเหมือนกันคราวก่อนที่กรีนส่งออเร้นจ์ไปหาผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันแล้วทำให้หมอนั่นปลดผนึกเป็ผู้พิทักษ์ได้นั่นทำให้ความทรงจำของ ‘เ้าหญิง’ฟื้นกลับขึ้นมาทีละน้อย พวกฉันคิดว่าถ้าเราไม่มีกุญแจที่ไขความทรงจำของหล่อน การที่ค่อยๆไล่ตามความทรงจำของผู้พิทักษ์แต่ละคนที่อยู่ข้างๆหล่อนไปก็คงจะให้ผลไม่ต่างกันถึงจะช้ากว่า... แต่ก็ดีกว่าที่เราไม่ลงมือทำอะไรเลยขืนปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปล่ะก็...เมตาเรียจะลุกขึ้นมาอาละวาดอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วคนที่ลำบากจะกลายเป็ฝั่งเราแทน”
แล้วแบล็คก็เงียบไปอีกครั้งหลังพูดจบเด็กหนุ่มกลับไปใช้ความคิดอยู่กับตัวเองเงียบๆขณะที่ปล่อยให้คนด้านล่างวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ที่เป็อยู่ในตอนนี้
บราวน์เอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง
“กุญแจที่จะใช้กระตุ้นความทรงจำน่ะถ้าตามหานักรบอเวจีจากเอิร์ธมูนไม่ได้ใช้เป็คนที่เคยอยู่ด้วยกันกับหล่อนสมัยที่อยู่เอิร์ธมูนไม่ได้หรือไง?”
“นั่นสิอย่างในกรณีของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันเองใช้ความทรงจำจากผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันในวันสิ้นโลกก็ปลดผนึกเป็ผู้พิทักษ์ได้แล้วนี่นา”
ซิลเวอร์ว่า
แบล็คสบตามองเรดที่นั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยที่เ้าตัวไม่ยอมพูดอะไร
“ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเหลืออยู่แล้วน่ะสิ”เป็กรีนที่ตอบคำถามของซิลเวอร์แทน “ยัยเด็กนั่นกำพร้าพ่อทั้งที่น่าจะเป็คนที่รู้เื่ราวเกี่ยวกับผู้พิทักษ์มากที่สุด จากข้อมูลที่ได้มาดูเหมือนว่าจะตายไปแล้วก่อนหน้าที่หล่อนจะเกิดได้ไม่นานส่วนแม่ที่เป็อดีตราชินีของเอิร์ธมูนตอนนี้กลายเป็คนธรรมดาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเื่ราวในคราวนี้ไปซะแล้วเพราะงั้นถ้าเป็เื่ทางครอบครัวล่ะก็... ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ที่ตายไปพร้อมกับยัยเด็กนั่นก่อนาวันสิ้นโลกล่ะ?”
“ไม่!ถ้าเป็อย่างนั้นฉันว่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์น่าจะส่งผลต่อความทรงจำของเ้าหล่อนมากกว่านะสองคนนั้นอยู่ด้วยกันมาั้แ่เด็กแล้วนี่นา”
“ไม่ว่าจะหน้าไหนๆก็ไม่โผล่มาให้เราใช้งานได้ทั้งนั้นแหละ!”
กรีนโวยวายอย่างอารมณ์เสีย
“อะไรกันล่ะนั่น! ถ้าอย่างนั้นมีแต่ต้องเข้าทางผู้พิทักษ์คนอื่นๆงั้นหรือไง?”
เกรย์โวยวาย
“มองจากหน้ากรีนแล้วฉันคิดว่าน่าจะเป็อย่างนั้นแหละ” ซิลเวอร์พูดอย่างประนีประนอม
“ว่าแต่...” โกล์ดที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยถามมาจากที่นั่งข้างๆซิลเวอร์“จู่ๆความทรงจำของยัย ‘เ้าหญิง’นั่นหายไปได้ยังไงกันล่ะ?”
“นั่นน่ะสิครับ”
ออเร้นจ์เห็นด้วยกับความคิดของเด็กหนุ่ม
“จะบอกว่าคุณกรีนเป็คนลบมันออกไปก็ไม่น่าจะใช่... ใช่ไหมล่ะครับ?”
“ฉันไม่ได้ทำ” กรีนบอกอย่างหงุดหงิด
“ถ้าอย่างนั้น...”
“เมื่อหกปีก่อน...” แบล็คเอ่ยเสียงเรียบ ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายราวกับ้าจะจบบทสนทนาเหล่านี้เสียเหลือเกิน“ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ลบมันออกไปนั่นเป็เหตุผลที่ทำให้เด็กนั่นจำอดีตของตัวเองไม่ได้ รวมไปถึง... เื่ของตัวหมอนั่นเองด้วย”