เจค...
เจค...ผู้ชายคนเดียวที่เธอชื่นชมบูชามาั้แ่จำความได้แม้ว่าเขาจะเดินทางมาเยี่ยมเยือนน้อยครั้งเหลือเกินก็ตามแต่ทุกครั้งที่เขาเห็นเธอเข้า จะต้องคว้าตัวขึ้นชูไว้เหนือหัวจับตัวเธอให้อยู่ในท่านั้น จนกว่าแบนเนอร์จะร่ำร้องขอความกรุณาทั้งที่ในใจไม่อยากให้เขาปล่อยเธอลงเลย
ไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีเรือนร่างสูงสง่าเหมือนเจคไม่มีใครอีกแล้วที่จะแข็งแรงเท่าเขา ไม่มีผู้ชายคนไหนที่จะมีเรือนผมสีบลอนด์แบบนั้นไม่มีใครที่หัวเราะเสียงดังลั่นไม่มีใครที่จะผลักชิงช้าให้ไกวแกว่งขึ้นไปในอากาศได้สูงเท่าเขาและไม่เคยมีใครเล่าเื่ผีให้เธอฟังได้น่ากลัวเท่าเขาด้วย
เขาคือวีรบุรุษในใจเธอเสมอมาเป็อัศวินเกราะทอง วันที่เธอมีความสุขที่สุด คือวันที่เจคเดินทางมา
ริเวอร์ เบนด์การปรากฏตัวของเขานำความสุขมาสู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็มา ลีเดีย รอสส์ ลีและมิคาห์ดังนั้นทุกคนจึงรอวันเดินทางมาถึงของเจคเสมอแต่สิ่งที่แบนเนอร์ไม่ชอบเลยคือเขาจะมาพักอยู่เพียง่ระยะเวลาอันสั้น
ทั้ง ๆ ที่นาน ๆจะมาสักครั้งก็ตาม
เมื่อเธอเจริญวัยขึ้นและได้ตระหนักว่าเจคไม่สามารถมาเยี่ยมเยือนหรืออยู่ประจำที่นี่ได้เธอก็บังเกิดความหมองหม่นขึ้นในใจอย่างช่วยไม่ได้เธอไม่เคยได้รับความสุขอย่างเต็มอิ่มในทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวขึ้นเพราะรู้อยู่ว่าหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็จะควบม้าจากไปอีกนานแสนนานกว่าที่เธอจะได้เห็นหน้าเขาอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ตอนเช้าของวันสำคัญนี้จึงเป็วันที่เธอตื่นเต้นอย่างที่สุดเมื่อมิคาห์กับลีวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน และลีประกาศด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า
“ดูนี่สิว่าเราไปพบใครนอนหลับอยู่ในโรงนา”
แล้วเขาก็ผลักร่างเจคให้เดินออกมาจากประตูหลังบ้านเสียงหัวเราะดังลั่นขึ้นทุกคนที่นั่งรวมกันอยู่ในครัวเตรียมที่จะรับประทานอาหารเช้าต่างดูจะพูดขึ้นพร้อมกัน
“เจค...”
“ลูกแม่...”
“ให้ตายสิมันเป็ไปได้ยังไงนี่”
“รอสส์คะระวังคำพูดหน่อยสิ ลูกอยู่กันทุกคน”
“แล้วมันเื่อะไรคุณถึงเข้าไปนอนในโรงนายังงั้นล่ะ”
“เมื่อคืนนี้ตอนลงจากรถไฟกรวดมันเข้าไปอยู่ในเกือกม้า”
“เราก็เคยนั่งรถไฟเหมือนกันค่ะอาเจค”
“ใช่แล้วยายนี่ก็กลัวแทบตาย แต่ผมไม่กลัวเลย”
“ฉันไม่ได้กลัวนะ”
“แล้วคุณมาั้แ่เมื่อไหร่”
“จากไหน...จากฝอร์ทเวิร์ธ น่ะเรอะ”
“ใช่ จากฝอร์ทเวิร์ธ น่ะสิ มาถึงดึกมากแล้ว ก็เลยไม่อยากรบกวนใคร”
“ไม่เห็นจะรบกวนตรงไหนเลย”
มากอดเขาไว้หลับตาแน่นสกัดกั้นหยาดน้ำตามิให้ลามไหลและแล้วนางก็เริ่มเลคเชอร์ว่าเจคผ่ายผอมไปมากเพียงไร
“นั่งลงแม่จะเอาขนมปังกับเกรวี่ให้ ทำไม เ้าของปศุสัตว์ในแพนแฮนเดิ้ลไม่มีปัญญาเลี้ยงดูคนงานให้อิ่มหมีพีมันบ้างเลยหรืองูมันยังเคลื่อนไหวเนื้อตัวมันได้เร็วกว่าแกเสียอีก แล้วนี่ล้างมือหรือยังล่ะเจคแมรี่เนลล์วางหนังสือเสียทีเถอะ แล้วมาชงกาแฟให้พี่เขาสิ แอนนาเบธ บอกให้พวกเด็ก ๆเงียบ ๆ หน่อยเถอะ เอะอะโวยวายจนฟังอะไรไม่ได้ศัพท์แล้ว”
เจคนั้นมีดรัมมอนด์น้อยคนหนึ่งเกาะเข่าอยู่ส่วนอีกคนหนึ่งคว้าหมวกได้ก็ลองเอามาสวมดูบ้างส่วนคนที่ยังเดินไม่ได้ก็คลานอยู่ปลายเท้าเอาช้อนเคาะหัวรองเท้าของเขาเล่นอย่างสนุกสนานแอนนาเบธก้าวข้ามตัวลูกเข้ามาจูบพี่ชายตรงแก้มกระซิบบอกว่า
“มากลุ้มใจเื่พี่จะแย่อยู่แล้ว”หลังจากบอกความลับส่วนตัวให้เขาได้รับรู้ไว้ เธอก็ไล่ลูก ๆให้ออกไปข้างนอก สั่งให้คนโตดูแลคนเล็กให้ดี
ลีเดียเดินเข้าสู่อ้อมแขนของเจคกอดเขาไว้แน่น
“ฉันดีใจเหลือเกินที่คุณได้มาเราเป็ห่วงกันจะแย่ว่าคุณจะติดธุระจนมาไม่ได้”
“เื่อย่างนี้ผมจะพลาดได้ยังไงกันเล่า”เขากวาดสายตาไปทั่วใบหน้าสดสวย “ไฮย่า...รอสส์”เขาเอื้อมมือข้างหนึ่งไปจับมือกับเพื่อนรักแแ่ “เป็ยังไงมั่งล่ะ”
“เยี่ยม...เยี่ยมมากทีเดียวแล้วนายล่ะบั้บบ้า” ไม่บ่อยครั้งนักที่ชื่อเรียกเล่นจะพลั้งออกมาจากปาก
“ก็พอทน”
“งานการเป็ยังไงมั่งล่ะ”
“ลาออกแล้ว”
“ลาออกอีกแล้วหรือนี่”มาหันขวับมามองหน้าลูกชาย ในมือมีจานขนมปังร้อน ๆ ถืออยู่
เจคยักไหล่แสดงท่าให้รู้ว่าเขาไม่้าทำลายบรรยากาศที่กำลังมีความสุขด้วยเื่ส่วนตัว
“อย่างน้อยในตอนนี้ผมก็ต้องขอมาดูหน้าเ้าสาวหน่อยก่อนละจริงไหมแล้วนี่หายตัวไปไหนเสียล่ะ”
เขาแสร้งทำเป็กวาดตามองไปรอบๆ แสร้งทำเป็มองไม่เห็นแบนเนอร์ ซึ่งแยกตัวออกไปยืนห่างคนอื่นอย่างเจตนา้าให้เขาทักทายเธอเพียงคนเดียว
“เจค แลงสตันคุณก็รู้อยู่แก่ใจแล้วนี่ว่าฉันเป็เ้าสาว” เธอผวาเข้าสู่อ้อมแขนของเขาและเจคก็โอบเอวตวัดร่างเธอลอยขึ้นจากพื้นห้อง หมุนไปสองรอบก่อนจะวางลงและผลักออกห่างจากตัว
“ไม่มีทาง...คุณไม่ใช่เ้าสาวแน่เพราะแบนเนอร์ โคลแมน ที่ผมรู้จักจะถักเปียขาผอมเหมือนตะเกียบแถมยังนุ่งกางเกงยีนส์ขาดตรงหัวเข่าอีกด้วยมา...ขอดูกางเกงก่อนจะได้แน่ใจว่าคนเดียวกันหรือเปล่า” เขาก้มลงตั้งท่าจะยกชายกระโปรงขึ้นแบนเนอร์หัวเราะเสียงดังลั่นพร้อมกับปัดมือเขาออก
“อย่าว่าแต่หัวเข่าเลยหน้าแข้งคุณก็จะไม่ได้เห็นอีกต่อไปแล้วนะแล้วคุณก็ไม่มีทางจะมาวิจารณ์ฉันได้อีกแล้วละว่าอ้วนหรือผอมเวลานี้ฉันโตเป็สาวแล้วนะ หรือว่าคุณไม่สังเกตเห็นเลย” เธอทำเสียงสูงแถมยกมือข้างหนึ่งขึ้นเท้าสะเอว เชิดหน้าแอ่นกายในท่าของนางแบบ
ลีะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นมิคาห์ผิวปากเปี๊ยวป๊าวแถมตบมือให้ด้วย ส่วนเจคก็กวาดสายตาไปทั่วร่างสาวน้อยโคลแมน
“อือม์...เป็สาวแล้วจริงๆ” เขาทำน้ำเสียงจริงจัง “เด็ก ๆทุกคนล้วนแต่โตเป็หนุ่มเป็สาวไปตาม ๆ กัน” เขาวางมือลงบนไหล่ทั้งสองข้างโน้มใบหน้าเข้าประทับจูบลงบนแก้มอย่างแสดงความนับถือ และแล้วก็ทำในสิ่งที่เคยทำคือตบก้นเธอเช่นเมื่อครั้งยังเด็ก
“แต่ถึงยังไงในสายตาของผมคุณมันก็ยังเป็เด็กหัวรั้นคนเดิมนั่นแหละ เอ้า...ช่วยหาเก้าอี้ให้ผมนั่งสักตัวสิจะได้กินอาหารเสียที เดี๋ยวก็เย็นหมดพอดี”
แบนเนอร์มีความสุขยิ่งนักกับความใกล้ชิดสนิทสนมที่เขาแสดงออกแม้ว่าคนอื่น ๆ จะหัวเราะเยาะใส่ที่เขายังเห็นเธอเป็เด็กอยู่ก็ตาม
และขณะนี้หัวใจของเธอก็พองโตด้วยความปลาบปลื้ม เมื่อประสานสายตากับเขา ขณะเดินช้า ๆไปตามช่องทางเดินนั้น เธอภาคภูมิใจในตัวเขาเหลือเกินภาคภูมิใจที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าเรือนผมสีบลอนด์จางกับดวงตาคู่สีฟ้าคมปลาบคนนี้เป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวอย่างแท้จริง
ยิ่งกว่านั้นในโอกาสสำคัญนี้เขายังลอกคราบโคบาลออก สวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอ้านทับด้วยเสื้อกั๊กหนังสีดำผ้าที่เคยพันอยู่รอบคอเปลี่ยนเป็เนคไทสีดำ แต่เข็มขัดซองปืนยังคงคาดอยู่ที่สะโพกแบนเนอร์เดาเอาว่า นิสัยประจำตัวบางอย่างก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้
เธอให้เหตุผลกับตัวเองว่าการที่เขาต้องพกปืนมาในครั้งนี้มิใช่เพื่อจุดประสงค์ที่จะรักษาความปลอดภัยและเจคก็ไม่ใช่คนที่ชอบประพฤติผิดกฎหมาย เธอรู้ว่าเขาเป็นักดื่มตัวฉกาจเป็นักการพนันที่ฝีมือยอดเยี่ยมและคลุกคลีอยู่กับผู้หญิงประเภทที่เธอไม่สมควรจะทำความรู้จักด้วย แต่ท่าทางห้าวหาญของเขายิ่งจะทำให้เขาดูน่าเกรงขามมากขึ้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเพื่อนสาวที่มาร่วมงานในวันนี้อยากจะให้เธอช่วยแนะนำให้รู้จักกับเขาบ้าง
เธอทันเห็นตอนที่เขาหลิ่วตาให้และแบนเนอร์ก็หลิ่วตอบ นึกถึงครั้งที่เขาเล่าความลับบางอย่างให้ฟังความลับที่เขาถึงกับลงทุนสาบานว่าไม่เคยเล่าให้ลีหรือมิคาห์ฟังเลยและเธอก็เชื่อเพราะใจอยากเชื่ออยู่แล้วเธอถือว่าทุกคำพูดที่เขากล่าวกับเธอเป็สิ่งที่มีค่าควรแก่การรักษาไว้อย่างยิ่งและไม่ว่าเจคจะสนใจใครเป็พิเศษ แบนเนอร์จะริษยาบุคคลผู้นั้นทันที
แบนเนอร์รู้ดีว่าความผูกพันระหว่างเจคกับพ่อแม่นั้นเหนียวแน่นมากโดยเฉพาะเื่ที่เกี่ยวกับมารดา ซึ่งถือว่าเป็ความลับอันศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยมีใครกล้าหยิบยกเื่นั้นขึ้นมากล่าวเลยเป็เื่ต้องห้ามที่ใครจะแตะต้องมิได้แต่แบนเนอร์ก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าอะไรเป็อะไร ซึ่งเธอกลับดีใจ เพราะมันหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจคกับครอบครัวจะดำรงอยู่สืบไป
เมื่อเธอกับรอสส์เดินไปถึงตัวลีเดียซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าแบนเนอร์ก็โน้มตัวลงกระซิบกับมารดาว่า
“หนูรักมาม่าค่ะ”
“แม่...เอ้อ...พ่อกับแม่ก็รักหนูมากลูก”ลีเดียกระซิบตอบหยาดน้ำตาหล่อรื้นแต่เธอก็ยังยิ้มให้ลูกสาวอย่างมีความสุข
แบนเนอร์ยิ้มให้บุคคลทั้งสองอีกครั้งก่อนจะหันไปทางท่านสาธุคุณผู้ประกอบพิธีรอสส์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ระหว่างเธอกับแกรดี้
“ใครเป็ผู้อนุญาตให้หญิงสาวผู้นี้สมรสได้”ท่านสาธุคุณเอ่ยถามขึ้น
“แม่ของเขากับผมเองครับ”
รอสส์ก้มลงมองหน้าลูกสาวดวงตาคู่สีเขียวเข้มของเขาคลอคลองอยู่ด้วยหยาดน้ำตาบีบมือแบนเนอร์
แรง ๆแล้วจึงได้วางลงในมือของแกรดี้ หลังจากนั้นจึงได้เดินเข้าไปนั่งข้างลีเดีย
แบนเนอร์ได้ยินเสียงส่ายเสียดของเสื้อผ้าเมื่อทุกคนที่ลุกขึ้นยืนให้เกียรติต่างทรุดตัวลงนั่งเมื่อเหลือบตามองไปยังบุรุษที่เธอเลือกมาเป็เ้าบ่าวในวันนี้แบนเนอร์ก็บอกตัวเองว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนในโลกที่จะมีความสุขเท่าเธอในยามนี้อีกแล้วแกรดี้เป็ผู้ชายคนเดียวที่เธอเลือกจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเขาตลอดไปเธอมั่นใจว่าเขาและเธอจะรักกันเช่นที่ปาป้ารักมาม่าและเธอก็ยังให้สัตย์สาบานกับตนเองด้วยว่า นับแต่วาระนี้เป็ต้นไปเธอจะทำให้เขามีความสุขจนกว่าชีวิตจะหาไม่เธอมั่นใจในความรักที่แกรดี้มีต่อเธอด้วยยามที่เขาก้มลงมองหน้าเธอยามนี้
ท่านสาธุคุณเริ่มลงมือประกอบพิธีบรรยากาศภายในโบสถ์เต็มไปด้วยความสงัดเงียบอันศักดิ์สิทธิ์...
เปรี้ยง...
เสียงะุปืนที่พุ่งผ่านกระจกหน้าต่างโบสถ์เข้ามาทำลายความเงียบลงทันใด...เศษกระจกปลิวว่อนลงมาถูกตัวแบนเนอร์และตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง...
แบนเนอร์หันขวับไปมองทางนั้น...พร้อมกับที่ร่างของแกรดี้ซวนเซเข้ามาปะทะ
เืสาดกระเซ็นออกมาจากาแที่ถูกะุปืนอาบเสื้อชุดแต่งงานสีดำของเขาชุ่มโชก...