ปรมาจารย์ ไร้เดียงสา
บทที่ 6 สัญญาของกันและกัน
ชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังเดินอยู่ในเมือง เมื่อเห็นใบหน้าของเหล่าจางเข้าก็รีบวิ่งออกไปทันที
คนทั้งสี่ที่ไม่รู้ตัวว่าถูกจับตามอง ได้เดินเที่ยวเล่นอย่างมีความสุขในงานเทศกาล ั้แ่เกิดมา นี่น่าจะเป็ครั้งแรกที่มี่มี่ได้มาเที่ยวงานเทศกาลพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว นางจึงรู้สึกมีความสุขอย่างมาก ทุกคนที่เห็นมี่มี่มีความสุขต่างก็มีความสุขเช่นกัน
"ท่านพ่อ ปีหน้าพาข้า เกอเกอและท่านแม่มาเที่ยวกันแบบนี้อีกนะเ้าคะ"
"ได้สิ พ่อจะพาพวกเ้าทุกคนมาเที่ยวแบบนี้ทุกๆปีเลย"
พวกเขาได้ให้สัญญากันไว้ว่าทุกๆปีพวกเขาทั้งครอบครัวจะมาเที่ยวเทศกาลพร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้ตลอดไป แต่ใครจะคิดว่ามันจะไม่มีทางมีวันนั้นอีกแล้ว
พวกเขาแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านเล็กๆแห่งหนึ่ง แม้จะเป็ร้านเล็กๆแต่ก็ดูสะอาดสะอ้าน พวกเขาสั่งกับข้าวมาสี่อย่างกับน้ำแกงหนึ่งอย่าง รสชาติอาหารของร้านนี้ถือว่าอร่อยใช้ได้ ทั้งสี่กินไปคุยไปอย่างสนุกสนาน อี้เฉินที่รู้หน้าที่ของตัวเองก็ไม่ได้เดินตามทั้งสี่เข้าร้านอาหาร เพราะร้านอาหารส่วนมากห้ามไม่ให้สัตว์เข้าไปด้านใน ดังนั้นเขาจึงเดินเล่นอยู่ด้านนอก เขาเดินชนเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง ตัวสูงใหญ่ดูรีบร้อน ไม่สนใจแม้แต่จะมองว่าชนเข้ากับแมวอย่างเขา อี้เฉินได้แต่ด่าบุรุษผู้นั้นในใจก่อนจะเดินเล่นต่อไป
หลังทั้งสี่จัดการกับอาหารเรียบร้อย ก็ได้เดินชมเทศกาลรอบหนึ่ง
"มี่มี่หนูอยากได้โคมอันไหนจ๊ะ"
เข้าสู่่บ่ายแก่ๆ พวกเขาไม่อยากกลับบ้านค่ำมืดจึงบอกให้มี่มี่เลือกโคมเพื่อจัดไฟลอยขึ้นไปในตอนนี้ เด็กหญิงตัวน้อยมองโคมมากมายที่วางอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเลือกหยิบโคมรูปดอกบัวมาจุดเพื่ออธิษฐาน นางอธิษฐานขอให้ตัวเองโตไวๆ จะได้ช่วยที่บ้านทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ นางขอให้ทุกๆคนรวมทั้งมาวมาวอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแบบนี้ตลอดไป ทุกคนต่างมีความสุขและร่วมกันปล่อยโคมไปพร้อมกับมี่มี่
หลังปล่อยโคมและเดินเที่ยวรอบๆงานแล้ว ทั้งสี่ก็พากันเดินทางกลับบ้าน ตอนนี้เป็เวลายามโหย่ว เมื่อเดินไปเรื่อยๆ อี้เฉินที่นึกขึ้นได้ว่าลืมขุดกันเฉ่า จึงเอ่ยเตือนมี่มี่ขึ้นว่า
'แม่หนู เ้าลืมขุดกันเฉ่ามาปลูกที่บ้าน'
มี่มี่ที่ได้ยินก็นึกขึ้นมาได้ นานๆพวกเขาจะได้ออกมานอกบ้าน นี่ก็เลยต้นกันเฉ่าที่นางเจอมาไม่ไกลมากนัก ดังนั้นนางจึงเอ่ยกับบิดามารดาขึ้นว่า
"ท่านพ่อท่านแม่ ข้าลืมขุดต้นกันเฉ่า ขอข้าไปขุดต้นกันเฉ่าก่อนได้ไหมเ้าคะ"
"งั้นเดี๋ยวข้าไปเป็เพื่อนเม่ยเม่ยเองขอรับ"
เหล่าจางผู้เป็พ่อและจางซื่อผู้เป็แม่ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ได้เอ่ยคัดค้าน นี่ก็ห่างจากหมู่บ้านไม่ไกลมากนัก บุตรชายคนโตมีอายุถึงสิบปีแล้ว อีกทั้งมี่มี่ก็ไม่ใช่เด็กเล็กที่ไม่รู้ความ ดังนั้นพวกเขาจึงปล่อยให้ทั้งสองไปขุดกันเฉ่า ส่วนพวกเขาก็มุ่งหน้าไปเตรียมอาหารเย็นกันก่อน
อี้เฉินเดินนำหน้ามี่มี่และจางจือไปตามทางที่พบกันเฉ่า เมื่อถึงที่หมายพวกเขาก็ลงมือขุดทันที แต่มี่มี่กับจางจือไม่เคยขุดสมุนไพรมาก่อน จึงไม่รู้ว่าหากต้องนำไปปลูกมันต้องขุดอย่างไร มี่มี่จึงเตรียมท่าทางจะดึงก้านของกันเฉ่าออก อี้เฉินที่เห็นเข้ารีบร้องเรือนขึ้นว่า
'หยุดก่อน เ้าจะขุดแบบนั้นไม่ได้'
มี่มี่ที่กำลังตั้งท่าดึงหยุดชะงักทันที ก่อนจะมองไปทางอี้เฉินด้วยความสงสัย เหตุใดนางถึงดึงแบบนั้นไม่ได้ แล้วถ้าดึงไม่ได้นางต้องทำอย่างไร จางจือที่เห็นเม่ยเม่ยของเขาหยุดชะงักก็รู้สึกแปลกใจจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"เม่ยเม่ย เหตุใดไม่ดึงขึ้นมาล่ะ"
"อ้อ หากดึงขึ้นมาต้นไม้จะตาย เราต้องขุดดินรอบๆออกมาด้วยเพื่อรักษารากของต้นไม้ไว้เ้าค่ะ"
นี่คือคำอธิบายของอี้เฉิน นางจึงบอกต่อให้เกอเกอของนางได้ฟัง จางจือที่ได้ฟังก็พยักหน้า ที่เม่ยเม่ยกล่าวก็ดูสมเหตุสมผลอยู่นะ ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นใหม่ว่า
"แล้วเราจะใช้อะไรขุดกันดี"
มี่มี่ส่ายหน้าเป็คำตอบ นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องใช้อะไรขุด หากกลับบ้านแล้วกลับมาใหม่ต้องใช้เวลานานอย่างแน่นอน อีกทั้งไม่แน่ว่ามารดาจะยอมให้พวกนางออกมาอีกหรือไม่ ดังนั้นนางจึงถามอี้เฉินขึ้นในใจอีกว่า
'เราจะใช้อะไรขุดดี'
'เ้าก็ลองหากิ่งไม้ที่แข็งแรงๆสักกิ่งก็ได้แล้ว'
มี่มี่พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยก่อนจะบอกเื่นี้กับเกอเกอของนาง จางจือที่ได้ฟังจึงอาสาไปหากิ่งไม้มาให้ และขอให้นางรออยู่ตรงนี้ เวลาผ่านไปเกือบสองเค่อจนมี่มี่เริ่มทนไม่ไหว เกอเกอของนางหายไปไหนนานจัง สุดท้ายหนึ่งเด็กหนึ่งแมวก็เดินกลับบ้านมือเปล่าโดยไม่ได้กันเฉ่ากลับไป ระหว่างทางที่จะเข้าบ้าน อี้เฉินที่มีสัญชาตญาณของสัตว์ได้กลิ่นคาวเืคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เขาจึงเอ่ยกับมี่มี่ขึ้นว่า
'แม่หนูน้อยหยุดก่อน ข้างหน้ามีอันตราย'
มี่มี่เอียงคออย่างสงสัย ทางไปบ้านของนางจะมีอันตรายได้อย่างไร นางจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
'อันตรายอะไรหรือ?'
'ข้าไม่แน่ใจ แต่ข้าได้กลิ่นคาวเืรุนแรงมากมาจากทางด้านหน้า เอาเป็ว่าเ้าระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า เดี๋ยวข้าจะเข้าไปดูสถานการณ์ เ้าแอบอยู่แถวๆนี้รอข้าก่อน'
มี่มี่ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเหตุใดมาวมาวถึงได้กลิ่นคาวเื แต่นางก็ยังคงเชื่อคำของมาวมาว นางจึงแอบเข้าไปหลบหลังต้นไม้รออี้เฉินอยู่เงียบๆ อย่างกระวนกระวายใจ ก่อนหน้านี้เกอเกอก็หายตัวไป ตอนนี้มาวมาวก็ได้กลิ่นคาวเืแปลกประหลาด จะบอกว่านางไม่กลัวก็คงเป็เื่โกหก นางเป็เด็กน้อยอายุเพียง 5 ขวบ นางได้แต่คิดในแง่ดี หรือมารดากำลังเชือดไก่ทำอาหารกันนะ
เวลาผ่านไปไม่นานก็มีเสียงหญ้าสั่นไหวจนมี่มี่ใกลัว โชคดีที่เป็อี้เฉินที่โผล่ออกมาจากพงหญ้า มี่มี่ที่เห็นอี้เฉินวิ่งมาด้วยสีหน้าตื่นใก็ถามขึ้นว่า
'มาวมาวเกิดอะไรขึ้นหรือ'
อี้เฉินที่กำลังใไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาในตอนนี้ ภาพที่เขาเห็นตรงหน้าน่ากลัวเกินกว่าจะอธิบายให้เด็กน้อยฟัง เขาไม่รู้ว่าควรจะบอกหรือไม่บอกนางดีในสิ่งที่เห็น เขาทำได้เพียงเอาหยกชิ้นหนึ่งที่ได้มาจากศพบิดาของนางมาวางไว้บนมือก่อนจะเอ่ยกับนางว่า
'แม่หนูน้อย ทำใจดีๆไว้นะ'
เมื่อได้ยินคำเริ่มต้นของอี้เฉิน มี่มี่ถึงกับจิตใจสั่นไหว หากเขาพูดแบบนี้แสดงว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับที่บ้านของนางอย่างแน่นอน มี่มี่ไม่รอฟังอี้เฉินพูดจบ นางรีบวิ่งพุ่งตรงไปข้างหน้าทันที อี้เฉินที่เห็นมี่มี่กำลังพุ่งตัวไปก็รีบเอ่ยขึ้นว่า
'หากเ้าเข้าไปตอนนี้เ้าจะช่วยอะไรได้ นอกจากไปเป็ภาระ'
มี่มี่ที่กำลังวิ่งไปหยุดชะงักนิดหนึ่งก่อนจะหันมาถามอี้เฉินด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขึ้นว่า
'ที่บ้านของข้าเกิดเื่อะไรขึ้นงั้นหรือ'
'เอ่อ... เ้าทำใจให้ดีๆนะ... บิดาและมารดาของเ้าเสียชีวิตแล้ว'
มี่มี่ที่ได้ฟังถึงกับตกตะลึง นางไม่เชื่อ เมื่อครู่พวกเขายังออกไปเที่ยวชมเทศกาลกับนางอยู่เลย เมื่อครู่พวกเขายังให้สัญญาว่าจะไปเที่ยวชมเทศกาลในเมืองทุกๆปีอยู่เลย เมื่อครู่ทุกคนยังหัวเราะอยู่เคียงข้างนางอยู่เลย เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ นางไม่เชื่อ!! มี่มี่ออกวิ่งอีกครั้ง อี้เฉินที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่จนใจเขาไม่อยากให้แม่หนูน้อยมีปมแค้นอยู่ในใจ แต่หากนางเข้าไปตอนนี้นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังอาจจะไม่รอดกลับออกมาอีกด้วย เขาจึงต้องเอ่ยขึ้นว่า
'หากเ้าเข้าไปตอนนี้แล้วใครจะช่วยล้างแค้นแทนบิดามารดาของเ้า!!'
สองขาของเด็กน้อยหยุดลง นางไม่เข้าใจว่าใครกันที่มาทำร้ายบิดามารดาของนาง มี่มี่ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพร้อมน้ำตาที่ไหลรินออกมา นางได้แต่คิดวนไปวนมาว่าเหตุใดเื่ร้ายๆเช่นนี้ต้องมาเกิดขึ้นกับนางด้วย