หลังผ่านไปสามเดือนเต็ม ความสัมพันธ์ที่เคยแแ่กลับค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างไร้ร่องรอย มู่เฉิน สังเกตได้ชัดเจนว่า ฮวาอี้หรง เริ่มห่างเหิน นางหาโอกาสมาพบน้อยลงเรื่อยๆ แม้เขาจะพยายามไปหาด้วยตนเองก็กลับถูกปฏิเสธหรือเลี่ยงหลบหน้าไปเสียทุกครั้ง ความร้อนรนก่อตัวในใจอย่างยากจะห้าม ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดร้าว หากนางมีเื่ทุกข์ร้อนใด เหตุใดจึงไม่บอกเล่าแก่เขา?
แต่เมื่อหาคำตอบไม่ได้ มู่เฉินจึงได้แต่พยายามปลอบตนเองว่า…
หรือว่า ฐานะที่แตกต่างกันเกินไป เป็เหตุ?
หรือข่าวลือที่แพร่สะพัดในสำนักเป็จริง นางถูกมารดาห้ามปรามมิให้ติดต่อกับเขาอีกต่อไป?
วันเวลาล่วงเลยเกือบครบเดือนที่มิได้เจอกัน ในที่สุดมู่เฉินก็ตัดสินใจแน่วแน่ มุ่งหน้าตรงไปยัง จวนตระกูลฮวา ด้วยตนเอง
เขาแจ้งแก่ยามเฝ้าประตูว่าเป็ “สหาย” ของคุณหนูฮวาและขอเข้าพบ ยามทำหน้าอึกอักก่อนจะหายเข้าไปในเรือนใหญ่ ทิ้งให้มู่เฉินยืนรออยู่ท่ามกลางความกังวล แต่เมื่อประตูเปิดออกอีกครั้ง ผู้ที่ออกมาต้อนรับกลับไม่ใช่อี้หรง หากแต่เป็ มารดาของนาง
สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นเดินออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม เพียงโบกมือเบาๆ ก็มีคนใช้และยามถอยห่างออกไป จนเหลือเพียงนางกับมู่เฉินสองต่อสอง เสียงของนางอ่อนโยน สุภาพ แม้รอยยิ้มอ่อนละมุน แต่ทุกถ้อยคำที่กล่าวกลับแฝงด้วยความหมายหนักแน่น
“ได้โปรดตัดใจจากบุตรสาวของข้าเถิด…นับแต่นี้ไป จงอย่าได้ติดต่อกันอีก”
นางมิได้ให้เหตุผลชัดเจน แต่เพียงเท่านี้มู่เฉินก็มากพอจะเข้าใจ ความอ่อนโยนที่แฝงความเด็ดขาดนั้นเสมือนบ่วงมัดหัวใจจนแน่น เขาได้แต่โค้งตัวรับคำแนะนำ มิอาจเอ่ยถามสิ่งใดต่อให้กลายเป็การล่วงเกิน ได้แต่หันหลังเดินจากไปอย่างหนักอึ้ง
เขารู้ดีการที่มารดาของอี้หรงออกมาพูดด้วยตนเองเช่นนี้ ล้วนเพื่อ รักษาน้ำใจ ของเขาแล้ว หากฝืนถามต่อไปก็ยิ่งไร้ประโยชน์
เมื่อกลับถึงสำนัก ศิษย์ผู้เคยร่าเริงแจ่มใสในวันนี้กลับกลายเป็ผู้เงียบเหงาเต็มไปด้วยเงามืดในดวงตา เพื่อนร่วมสำนักต่างสังเกตเห็น แต่ไม่มีใครกล้าทักถาม แม้แต่ เหยียนอิงเหอ ที่เห็นความผิดปกติชัดเจน นางก็ได้แต่เก็บความห่วงใยไว้ในใจ ไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ในยามนี้
ค่ำคืนหนึ่ง ภายใต้ท้องฟ้ามืดมิด มู่เฉินหิ้วสุราหลายไห ออกไปยัง บ้านร้างนอกเมือง ที่เขามักใช้เป็ที่หลบซ่อนใจ เขานั่งอยู่บนหลังคาไม้ผุพัง แหงนมองดวงดาวที่พร่าเลือนเพราะน้ำตา
ทุกคำพูดของมารดาอี้หรงยังดังก้องอยู่ในหัว เขายกไหสุราขึ้นดื่มไม่ขาดปาก อึกแล้วอึกเล่า รสขมเฝื่อนแผดเผาลำคอแต่ยังไม่อาจดับไฟในใจได้
ไม่นาน น้ำตาก็ไหลพรากออกมาอย่างไร้การยับยั้ง เขาร้องไห้ทั้งหัวเราะทั้งสะอื้น ราวกับิญญาถูกฉีกออกเป็เสี่ยงๆ เสียงพึมพำของเขาเบาบางแต่เต็มไปด้วยความปวดร้าว
“อี้หรง…เหตุใดเ้าจึงหันหลังให้ข้าได้ง่ายดายนัก…”
คืนที่มืดมิดและเงียบงันนั้น มู่เฉินจมอยู่กับสุราและความเศร้าอย่างเดียวดาย
แต่สิ่งที่เขาไม่เคยล่วงรู้ก็คืออีกฟากหนึ่งของเมือง ในเรือนหรูของตระกูลฮวา ฮวาอี้หรง ก็นั่งร้องไห้สะอื้นพรั่งพรูอยู่ข้างหน้าต่าง น้ำตาชโลมแก้มจนเปียกชุ่มเช่นกัน
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความเ็ปที่นางเก็บงำไว้ ความลับที่อยู่ในใจนางนั้นอาจหนักหน่วงจน เ็ปกว่าความทุกข์ของมู่เฉินยิ่งนัก…
ทุกข์ของนางนี้น้อยคนจะรู้ และยิ่งยากหากพูดออกไป
—------------------------------------------------------
ไม่กี่วันทางสำนักก็มีงานใหญ่เข้ามา รอบนี้มีการรวบรวมศิษย์นับร้อยเพื่อรับภารกิจ
่นี้โจรป่าฮึกเหิมสร้างกองกำลังขนาดใหญ่ บุกปล้นสะดมหมู่บ้านเล็กๆมากมาย อีกทั้งยังฆ่าทั้งเด็กละสตรีไม่เลือกหน้า แม้ทางการจะทราบเื่ แต่ก็มิอาจจะจะยกทหารประจำเมืองทั้งหมดไปปราบปรามได้ จึงได้จ้างวานห้าสำนักร่วมต่อต้าน งานนี้ไม่มีค่าตอบแทนจากทางการ แต่นี่เป็เหมือนดั่งการถูกเหยียบยามที่โจรร้ายไม่เห็นหัวห้าสำนักอยู่ในสายตา กล้าก่อเหตุในบริเวณนี้
งานนี้มีศิษย์จำนวนมากได้เข้าร่วมกับทางการ หากรวมหทารและทั้งห้าสำนักก็มีกำลังพลกว่าพันคน โดยเกินครึ่งเป็ทหาร รองมาก็เป็สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้และตามด้วยยอดฝีมือของสำนักทั้งสี่
เมื่อถึงวันกำหนดการ…
เสียงโห่ร้องคำรามของเหล่าทหารและศิษย์ทั้งห้าสำนักประสานดังก้องกังวานกลางหุบเขามืด ราวกับคลื่นทะเลสาดซัดซ้ำไม่สิ้นสุด เปลวไฟคบเพลิงที่ปักรายรอบปากรังโจรสะท้อนกับเงาดาบและหอกที่วูบวาบกลางความมืด ทำให้สนามรบแห่งนี้เหมือนกลายเป็แดนนรก
กองทัพพันกว่าคนเคลื่อนพลบุกเข้าพร้อมกัน เสียงโครมครามของโลหะปะทะดังระงม ศพแรกยังไม่ทันล้มลง ศพถัดไปก็กองทับเข้ามาไม่หยุดหย่อน เสียงกรีดร้องปะปนกับเสียงโกรธเกรี้ยวราวภูตผีแผดร้องอยู่รอบทิศ เืสาดกระเซ็นจนกลิ่นคาวคลุ้งลอยตลบ
มู่เฉินในยามนี้กลับไม่สะทกสะท้าน เขาเหมือนเสือที่หลุดออกจากกรง ยามนี้เขาเหมือนได้ปลดปล่อยความทุกข์ในใจที่มี ระบายออกมาทางการต่อสู้ คมดาบในมือสะบัดวูบวาบ ฟันฟาดไม่หยุดราวสายฟ้าฟาดลงกลางหมู่ศัตรู ร่างศัตรูล้มลงเรียงรายใต้เท้าของเขา ศิษย์ร่วมสำนักที่เห็นต่างก็ฮึกเหิม ลุกตามฝ่าฟันจนกลายเป็กำลังสำคัญผลักดันแนวรบทะลุเข้ากลางกองโจร
ดาบหนึ่งปะทะหอกหนึ่ง โล่หนึ่งแตกสลายด้วยแรงฟาดเพียงคราเดียว เสียงกรีดร้องปะปนกลายเป็ความวุ่นวายที่บรรยายมิได้ ทุกชีวิตต่างต่อสู้เอาชีวิตรอด ภาพหมู่บ้านที่ถูกเผาผลาญและเสียงร่ำไห้ราวกับยังดังก้องในหูมู่เฉิน เขาจึงยิ่งบ้าคลั่ง ตะลุยฝ่าเข้าไปข้างหน้า
และแล้วสายตาเขาก็จับจ้องไปยังร่างสูงใหญ่ของชายหนึ่งที่ยืนบัญชาการอยู่ด้านใน
หู่ป้า หัวหน้าโจรผู้เป็ต้นเหตุของความโกลาหลครั้งนี้!
เืในกายพลุ่งพล่าน มู่เฉินพุ่งทะยานตรงไปโดยไม่คิดสิ่งอื่น เสียงดาบกระทบกันดังสะท้อนในหุบเขา ทั้งสองร่างเข้าปะทะเพียงไม่กี่กระบวนท่า หู่ป้าก็หันกายหนี มุดเข้าไปในถ้ำลึก มู่เฉินหาได้ยับยั้งชั่งใจไม่ รีบติดตามเข้าไปโดยสิ้นสติ มีเพียงความแค้นคุกรุ่นและปัญหาในหัวใจ จึงอยากตัดหัวศัตรูตรงหน้าเพื่อระบายความทุกข์เท่านั้น
ในถ้ำมืด เสียงฝีเท้าและเสียงโลหะกระทบก้องสะท้อนอย่างดุดัน ศัตรูที่เข้ามาขวางทางถูกฟาดฟันร่วงไม่เหลือ
เมื่อถึงห้องกว้างในถ้ำ หู่ป้าก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้ายิ้มเหยียดเอ่ยชมความเก่งกาจของมู่เฉินไม่หยุดปาก ทว่ามู่เฉินหาได้ใส่ใจ รีบพุ่งตรงเข้าใส่ด้วยคมดาบ
เพียงชั่วพริบตา หู่ป้าถอยร่น หลอกล่อให้เห็นเหมือนพลาดท่า มู่เฉินสบโอกาสฟันลงสุดแรง เสียงร้องโหยหวนของหู่ป้าดังก้องไปทั่วถ้ำ แต่ในขณะเดียวกัน กลไกที่ซ่อนอยู่ถูกเปิด ลูกศรเหล็กพุ่งออกมาจากด้านหลังด้วยความเร็วเหนือคาด
ทันใดนั้น ร่างสตรีผู้หนึ่งก็พุ่งเข้ามาขวางตรงหลังมู่เฉิน
เหยียนอิงเหอ!
เืสาดกระเซ็นเต็มอก มู่เฉินรีบคว้าร่างนางมากอดไว้แนบอก สายตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เขาไม่อาจเชื่อได้ว่านางจะเลือกมารับศรแทนตนเองเช่นนี้
เหยียนอิงเหอพยายามจะเปล่งวาจา ริมฝีปากขยับเบา ๆ คล้ายอยากเรียกชื่อเขา แต่เสียงกลับขาดหายไป รอยเืซึมออกจากมุมปาก สายตาที่เคยแวววาวบัดนี้พร่าเลือน ทว่าในวินาทีสุดท้ายของชีวิต นางยังฝืนส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้แก่เขา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักที่ไม่เคยมีโอกาสเอ่ยปากบอก
ความโง่งมในความรักของนาง และความโง่เขลาที่เขามิเคยเอาใจใส่ กลับมาทิ่มแทงหัวใจมู่เฉินราวคมดาบนับพัน เขาะโชื่อของนางลั่นถ้ำ เสียงสะท้อนก้องไปมา คล้ายจะฉีกหัวใจของเขาออกเป็เสี่ยง ๆ
ด้วยความเ็ปและโทสะสุดขีด มู่เฉินจึงฟาดดาบตัดหัวหู่ป้าอย่างไม่ปรานี จากนั้นอุ้มร่างไร้ิญญาของเหยียนอิงเหอและหัวของหัวหน้าโจรออกมาหน้าถ้ำ เสียงกู่ร้องโหยหวนของเขาดังกังวานจนสนามรบด้านนอกถึงกับหยุดชะงัก หันมองด้วยความะเืใจ
เมื่อหัวหน้าโจรถูกสังหาร เหล่าลูกสมุนที่เหลือต่างแตกตื่นสิ้นกำลังใจ พากันยอมแพ้และมอบตัว ศึกใหญ่ครั้งนี้จึงสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แม้ช่วยลดการสูญเสียของทหารและศิษย์ทั้งห้าสำนักได้มาก แต่ความสูญเสียในใจมู่เฉินกลับเกินเยียวยา
วันถัดมา สำนักคุ้มภัยหมื่นลี้เรียกมู่เฉินเข้าพบ ประกาศเลื่อนขั้นเป็ศิษย์ป้ายเงินขั้นหนึ่ง มอบชุดและตราประจำตำแหน่งใหม่ ทว่ามู่เฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับมีเพียงใบหน้าที่มืดหม่นไร้แววตาแห่งความยินดี เขารับของแล้วหันกายเดินจากไปอย่างคนไร้จิติญญา
แม้เขาจะได้รับเกียรติยศสูงขึ้น แต่ทุกผู้คนในสำนักต่างรู้ดี เื้ันั้นคือการแลกมาด้วยชีวิตของสตรีผู้หนึ่งที่รักเขาอย่างหมดหัวใจ… เหยียนอิงเหอ.