16.ขันทีน้อย
หนิงหรงยังคงใช้ชีวิตร่ำเรียนวิชาต่างๆอยู่ในหุบเขาอสูรต่ออีกครึ่งปีท่านอาจารย์ถางอี้เหริน ทุกๆหนึ่งเดือนจะใช้เวลาสิบห้าวันในการสอนวรยุทธให้หงหนิงหรงและเวลาใช้อีกสิบห้าวันกลับไปที่สำนักฝึกยุทธหลวงดังนั้นเยี่ยนเฟยจึงเป็คนรับหน้าที่สอนวรยุทธให้หงหนิงหรงแทนในเวลาที่ท่านอาจารย์ถางอี้เหรินไม่อยู่ ด้วยสติปัญญา และความอดทนภายในครึ่งปีหนิงหรงก้าวขึ้นสู่พลังยุทธระดับห้าแล้ว
นอกจากนี้วิชาเดินหมากหนิงหรงทำได้แค่พอเดินหมากได้ไม่นับว่ามีพร์ใดๆเป็วิชาที่หนิงหรงเรียนแล้วทำได้แย่ที่สุดจนจ้าวจื่อหานกลุ้มใจยังดีทีวิชาค่ายกลหนิงหรงสามารถจดจำและประยุกต์ใช้ได้จ้าวอี้หานจึงปล่อยวางลงยอมรับว่าไม่อาจเคี่ยวกรำหนิงหรงให้ก้าวหน้าถึงขั้นเป็นักเดินหมากอัจฉริยะได้หาไม่แล้วจ้าวอี้หานต้องเคี่ยวกรำนางจนตายแน่
ส่วนวิชาการใช้อาวุทธลับที่เรียนจากเฉินอี้หนิงหรงขยันฝึกทุกวันจนมีความชำนาญและความแม่นยำในการใช้อาวุธ อย่างเช่นมีดบิน แส้ เข็มบินอาบยาพิษ ส่วนวิชาตัวเบาหนิงหรงที่พละกำลังอ่อนด้อยเพราะร่างกายที่เยาว์วัยเกินไป ตัดสินใจเพิ่มวิธีฝึกพละกำลังจากปกติ ด้วยการปีนหน้าผาลึกกว่าสองร้อยเมตรทุกวันในตอนเช้าท่ามกลางความเป็ห่วงของเหล่าองครักษ์และอาจารย์ถางอี้เหริน แม้วิธีนี้จะลำบากจนหนิงหรงได้แผลกลับมาทุกวันทว่าท้ายที่สุดวิชาตัวเบาของนางก็สามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถะโจากต้นไม้ต้นหนึ่งข้ามไปอีกต้นได้อย่างง่ายดายแม้จะไม่สามารถเทียบเท่ายอดฝีมือได้แต่ก็น่าตื่นตะลึงสำหรับเด็กในวัยแค่สี่ขวบ
วิชาแพทย์หนิงหรงก็จดจำแยกแยะยาสมุนไพรต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งจากการดมกลิ่น ชิมรสการมองฝีมือปรุงโอสถยิ่งก้าวหน้าขึ้นทุกวันจนหวงเหวินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ภูมิใจที่มีศิษย์ฉลาดเฉลียวและมีพร์
วิชากระบี่และอาวุธทั่วไปหนิงหรงเรียนกับจ้าวอี้หาน วิชากระบี่หนิงหรงชื่นชอบอย่างมากค้นพบว่าตนเองมีประสาทััดีเยี่ยมบวกกับการเรียนวิชาตัวเบาทำให้หนิงหรงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเวลาฝึกกระบี่จึงสามารถหลบหลีกกระบี่ที่ฟาดฟันลงมาของจ้าวอี้หานได้นับวันยิ่งยื้อเวลาความพ่ายแพ้ได้นานขึ้นเวลาโจมตีโต้กลับหนิงหรงจะเลือกที่จุดตายของฝ่ายตรงข้ามเสมอเล่นเอาจ้าวอี้หานเหงื่อตก แม่ว้าพละกำลังของหนิงหรงจะยังสู้เขาไม่ได้แต่ถ้าหากเขาปัดป้องไม่ทันเกรงว่าได้ไปพบเทพเ้าแห่งความตายแน่นอนต้องโทษที่หนิงหรงเรียนวิชาแพทย์จนเชี่ยวชาญจุดตาย ทำให้ลงมือโเี้เสมอดาบแต่ละดาบ แทงไปที่จุดตายเสมอ! ยิ่งนับวันหนิงหรงยิ่งรวดเร็วขึ้นๆ จนบางครั้งจ้าวอี้หานก็เกือบพลาดท่าพ่ายแพ้!
ครึ่งปีมานี้เ้ากระต่ายเองก็ใช่ย่อยมันก้าวขึ้นสู่ระดับยอดยุทธแล้วทว่าตัวมันยังเล็กนิดเดียวเหมือนลูกกระต่ายน้อย ทำให้ดูภายนอกน่ารักน่ากอดไร้พิษสง เว้นแต่เวลากางกรงเล็บแยกเขี้ยวยิงฟัน
ส่วนพวกเ้าหมาป่าฝูงใหญ่ก็ก้าวจากระดับแปดขึ้นเป็ระดับเก้าเพราะยาที่หนิงหรงปรุงให้เช่นกัน
ผ่านมาครึ่งปีอ๋องฮุ่ยแวะมาเยี่ยมเยียนเยียนด้วยตัวเองสามครั้งแล้วมาแต่ละครั้งก็ล้วนแต่มีเสื้อผ้า อาหาร ขนม ดีๆจากในวังมาฝากเสมอ อ๋องฮุ่ยปฎิบัติต่อจิวหรง ซึ่งมาสิงร่างหนิงหรง เสมือนปฏิบัติต่อหลานแท้ๆของพระองค์มีสิ่งใดดีก็จะให้คนนำมามอบให้ ทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณ วัตถุดิบปรุงยา สมุนไพรเครื่องประดับมากมาย
ส่วนหงซือจงผู้เป็บิดากลับกระตือรือร้นจนผิดปกติมาเยี่ยมหนิงหรงทุกเดือน ทุกครั้งมองหนิงหรงด้วยแววตาคาดหวังเสมอ แม้ว่าหนิงหรงจะมองตอบอย่างเ็าก็ตามและไม่ลืมที่จะเกลี้ยกล่อมให้หนิงหรงกลับจวน เธอได้แต่นึกสมเพชหงซือจงผู้นี้สายเกินไปหรือไม่ที่จะมาทำเป็ห่วงใยดูแลตอนนี้หากเธอคือหงหนิงหรงตัวจริงอาจจะดีใจซาบซึ้งขึ้นมาก็ได้ ทว่าเธอไม่ใช่! เธอคือจิวหรงผู้ทะลุมิติมาหงซือจงในสายตาเธอคือคนหน้าด้านไร้ยางอายผู้นึงเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลแล้วเขากล้าแบกหน้ามาพบเธอ ทำดีด้วยสารพัด ราวกับว่าเขาไม่เคยรังเกียจหนิงหรงมองนางเป็แค่ขยะมาก่อน
ในเช้าวันอันสดใสตะวันเพิ่งจะขึ้นจากขอบฟ้าหนิงหรงกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองหลังจากฝึกฝนร่างกายยามเช้าเพื่ออาบน้ำทานอาหารก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเหลือบมองไปที่เตียง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปยืนชิดเตียงยกปลายเท้าขึ้น
“ตุ้บ!”หนิงหรงใช้ปลายเท้าเขี่ยก้อนขนปุกปุยสีขาวสะอาดลงจากเตียง
“โอ้ยยยย”เสียงร้องหวยหวนดังลั่นบ้านอย่างคุ้นเคยดังขึ้น
เ้ากระต่ายน้อยที่กลิ้งตกเตียงหมุนอยู่หลายตลบก่อนจะแหกปากลั่นหันกลับไปมองคนที่บังอาจประทุษร้ายมัน
“เ้าคนชั่ว! รังแกข้าอีกแล้วนะ”เ้ากระต่ายน้อยหรือเสี่ยวไป๋โวยวาย
“ข้าบอกให้เ้าลุกไปฝึกยุทธตั้งนานแล้วเ้ากลับนอนหลับต่อ ข้าพบว่าทุกครั้งที่เ้าเป็แบบนี้ การใช้เท้าเขี่ยเ้าลงจากเตียงเป็วิธีปลุกที่ได้ผลเสมอ”หนิงหรงแสยะยิ้ม
ใช่เ้ากระต่ายน้อยจอมขี้เซาอาศัยอยู่กับเธอมาหลายเดือนแล้วมันชอบกินและชอบนอนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะนอนตื่นสายหนิงหรง้าให้มันขยันฝึกยุทธจะได้ก้าวหน้าเร็วกว่านี้ทว่าเ้ากระต่ายกลับไม่มีใจทะเยอทะยานอยากก้าวขึ้นสู่ราชันยอดยุทธดังนั้นหลังจากได้เป็ยอดยุทธแล้วแต่ละวันมันจึงทำแค่กินกับนอน ไม่ฝึกพลังยุทธหนิงหรงจึงใช้เท้าเขี่ยมันลงจากเตียงแทบทุกวัน จนเสียงแหกปากร้องของเ้ากระต่ายเป็ที่คุ้นชินในทุกๆเช้าเ้ากระต่ายไม่เคยจดจำใส่สมองเลยว่าหากมันตื่นสายย่อมต้องเจ็บตัวดังนั้นมันจึงขยันทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงหัวเราะขององครักษ์ด้านนอกดังแว่วเข้ามาทำให้เ้ากระต่ายหงุดหงิดมันกระทืบเท้าอย่างโกรธเคืองก่อนจะลุกไปฝึกยุทธหาไม่แล้วจอมมารร้ายตัวน้อยหนิงหรงจะก่อกวนมันทุกวิถีทาง
วันนี้หนิงหรงยังคงเรียนวิชาต่างๆเหมือนปกติทว่าความวุ่นวายเริ่มมาเยือน เมื่อทหารองค์รักษ์ระดับยอดยุทธสิบคนจากวังหลวงคุ้มกันรถม้าคันหนึ่งมาที่หุบเขา เป็รถม้าสีทอง ลวดลายัผ้าม่านยังปักลายั ทั่วทั้งอาณาจักรมีคนกลุ่มเดียวที่กล้าใช้ คนจากวังหลวง
ขันทีในชุดแดงเืหมูก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าทรงอำนาจแม้จะค้อมศีรษะขณะประครองม้วนผ้าไหมสีทองเหนือหัวลงมา ปั้นสีหน้าเคร่งขรึมแทนที่จะดูนอบน้อม ทว่าให้ความรู้สึกน่าครั่นคร้าม ไม่อาจก้าวล่วงละเมิดสร้างความกดดันขุมนึงให้
หนิงหรงเห็นแล้วเลิกคิ้ว ‘นี่สินะราชโองการ’ คิดขณะเหลือบมองกงๆอายุราวๆสี่สิบห้าสิบปีตรงหน้าแค่ราชโองการก็ทำให้คนรู้สึกได้ถึงอำนาจยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้ได้แล้วหากเสด็จเองเกรงว่าบารมีพระองค์คงกดข่มจนคนไม่กล้าเงยหน้า
“หงหนิงหรงรับราชโองการ”เสียงแหลมของขันทีดังกังวาน หนิงหรงก้าวไปยืนข้างหน้าสุด ปั้นสีหน้าเคร่งขรึมแม้ใจจะสงสัยว่าฮ่องเต้มีพระราชโองการอะไร เท่าที่รู้ ราชโองการหากไม่แต่งตั้งก็สั่งลงโทษ หนิงหรง หมอบกราบรอรับฟังราชโองการ
“หงหนิงหรง มากความสามารถห้าขวบก้าวขึ้นสู้พลังยุทธระดับห้านับเป็อัจฉริยะวัยเยาว์ ที่เด็กที่สุด แต่งตั้งเป็ท่านหญิงนับแต่นี้ต่อไปถือเป็คนของราชสำนัก ให้เข้าเรียนที่สำนักฝึกยุทธ์หลวงเพื่อทำคุณต่อแผ่นดินในภายภาคหน้า จบราชโองการ”ขันทีเฒ่าม้วนราชโองการยื่นให้หนิงหรงที่ยื่นมือออกมารับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแสดงความยินดี
“ขอบพระทัยฝ่าา”หนิงหรงรับราชโองการมางุนงงว่าทำไมฮ่องเต้ต้องเรียกตัวอย่างเป็ทางการ เหตุใดต้องระบุให้เป็คนของราชสำนักหนิงหรงขมวดคิ้ว
“ท่านหญิงโปรดรับราชโองการ”ขันทีเฒ่าเตือนขณะยิ้มให้อย่างเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทีงุนงงของเด็กหญิง
“ขอบ...พระทัยฝ่าาขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆปี”หนิงหรงโขกศีรษะยื่นมือไปรับ
“ยินดีกับท่านหญิงด้วย”คราวนี้ขันทีเฒ่าหันมาค้อมกายคำนับหนิงหรงทำให้หนิงหรงและทุกคนลุกขึ้น
“ขอบคุณท่านกงกงเชิญเข้ามาดื่มชาก่อน”หนิงหรงกล่าวขณะผายมือเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไม่เย่อหยิ่งไม่ต่ำต้อย
ขันทีเฒ่ายิ้มอย่างพอใจกับท่าทางที่ดูเป็ผู้ใหญ่ฉลาดเฉลียวของนางเกินวัยขันทีเฒ่าทำท่าคารวะขอบคุณก่อนจะกล่าว
“มิกล้าๆเชิญท่านหญิงเข้าไปก่อน”กล่าวด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ แม้อดีตหงหนิงหรงผู้นี้จะเป็ขยะในสกุลฮุ่ยมาบัดนี้ ถูกแต่งตั้งเป็ท่านหญิงด้วยวัยเพียงห้าขวบถูกยกย่องจากฮ่องเต้เป็อัจฉริยะวัยเยาว์ ถูกระบุให้เป็คนในราชสำนักเท่ากับว่าอนาคตจะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน
หนิงหรง หันไปมองเสี่ยวเมิ่งส่งสัญญาณให้ไปชงชาและเตรียมของว่างมาให้กงกงและผู้ติดตามหนิงหรงหันไปยิ้มให้กงกง ก่อนจะเดินนำหน้าครึ่งก้าว ไปที่ห้องหนังสือ
“ขอเรียนถามกงกง”จิวหรงยิ้มแย้มขณะนั่งลงบนตั่งตัวข้างๆขันทีเฒ่าในห้องหนังสือ
“เชิญท่านหญิงกล่าวอย่าได้เกรงใจข้าน้อย”
“การถูกระบุว่าเป็คนของราชสำนักมีความหมายว่าอย่างไรหรือ แล้วเข้าเรียนที่สำนักฝึกยุทธฝ่าาทรงระบุหรือไม่ว่าต้องไปวันใด”
“การถูกระบุว่าเป็คนของราชสำนักหมายความว่าอนาคตคุณหนูจะได้เป็ขุนนางในอนาคตเป็เกียรติที่ฝ่าามอบให้อัจฉริยะวัยเยาว์ที่มีความสามารถ ท่านหญิงเป็อัจฉริยะวัยเยาว์ที่อายุน้อยที่สุดซึ่งถูกแต่งตั้ง”กงกงผู้เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมไม่หยิ่งยโสไม่ประจบประแจงเกินไป “ส่วนเื่เข้าเรียน ฝ่าาระบุว่าให้คุณหนูเร่งรีบหน่อยเพราะสำนักฝึกยุทธหลวง กำลังจะเริ่มการเรียนการสอนเทอมล่าสุดอีกไม่ถึงครึ่งเดือนแล้ว”
“ขอบคุณท่านกงกงที่ช่วยชี้แนะ”หนิงหรงกล่าวขณะที่รินชาที่เสี่ยวเมิ่งยกเข้ามาให้กงกงดื่มพร้อมของว่าง
“เื่เล็กน้อยๆท่านหญิงอย่าได้เกรงใจ”กงกงตอบขณะกำลังจะยกชาขึ้นจิบ
“อ้ากกกกก”เสียงกรีดร้องของใครบางคนทำลายความสงบของบ้านทันทีเป็เสียงเด็กผู้ชาย
หนิงหรงขมวดคิ้ว“ไม่ถูกที่นี่ไม่ควรจะมีเด็ก...กงกงท่านพาเด็กผู้ชายมาด้วยหรือ”หนิงหรงหันไปถามกงๆที่ใกับเสียงสะดุ้งจนทำถ้วยน้ำชาหก
เสี่ยวเมิ่งก้าวเข้ามาเช็ดโต้ะและช่วยเปลี่ยนถ้วยชาให้กงกงดื่มน้ำชาปลอบขวัญตัวเองก่อนจะตอบ
“เรียนท่านหญิงข้าน้อยไม่ได้นำเด็กผู้ชายมาด้วย”กงกงตอบขณะที่เหงื่อเริ่มผุดตามใบหน้าท่าทางดูวิตกกังวลอย่างผิดปกติ ท่าทางคล้ายอยากพุ่งออกจากห้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไม่ได้นำมาด้วยเหตุใดบ้านข้าจึงมีเสียงเด็กผู้ชาย”หนิงหรงถามเสียงเย็นส่อเค้าอันตราย สร้างแรงกดดันจนกงกงผู้เฒ่ากระสับกระส่ายแทบจะหมอบกราบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
‘เหมือน เหมือนฝ่าาเหลือเกิน’กงกงลอบคิดในใจขณะก้มหน้าหลบสายตา ทว่าแรงกดดันขุมนั้นยังอยู่เขาััได้สาบานได้ว่าั้แ่รับใช้วังหลวงมาเกือบทั้งชีวิต เขาไม่เคยพบเห็นเ้านายในวัยแค่ห้าขวบมีแรงกดดันน่ากลัวถึงเพียงนี้ไม่ว่าจะเป็องค์ชาย หรือองค์หญิงก็ตาม
ยังไม่ทันที่กงกงผู้เฒ่าจะได้ตอบเสียงของหลิวอานผู้มีพละกำลังเป็เลิศก็ดังขึ้นหน้าห้อง
“เรียนคุณหนู”ชายร่างใหญ่บึกบึนกล่าวรายงานเสียงดังจนกงกงสะดุ้งกับพลังเสียงนั้น“พบขันทีเด็กบุรุกห้องนอนคุณหนูขอรับ เสี่ยวไป๋จับตัวไว้แล้ว”
ขันทีเฒ่าได้ยินแล้วหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ‘บัดซบ เ้าเด็กสมควรตายคนไหนบังอาจลอบขึ้นรถม้ากลับไปข้าจะเฆี่ยนให้หลังลาย’แต่พอคิดดูอีกทีไม่เคยมีขันทีเด็กใจกล้าเช่นนี้มาก่อน หากจะมีก็อาจจะเป็ ‘คนผู้นั้น’
คราวนี้ขันทีเฒ่าหน้าซีดเผือดเมื่อคิดถึงความเป็ไปได้ที่จะเกิดขึ้น
“เหอะ! ”หนิงหรงทำเสียงไม่พอใจสะบัดชายเสื้อเดินออกจากห้องตรงไปยังห้องนอนของตัวเองยิ่งเดินก็ยิ่งได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเด็กชายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
หวงเหวิน และเฉินอี้ผุ้เฝ้าหน้าประตูห้องเปิดประตูออกเผยให้เห็นร่างของเด็กชายในชุดขันทีสีแดงเืหมูถูกมัดขากับขื่อบ้านห้อยหัวแกว่งไปมากลางอากาศขณะที่เสี่ยวไป๋แสยะยิ้มเผยคมเขี้ยวน่าสยดสยองกวัดแกว่งกงเล็บที่ลับคมมาอย่างดีเพื่อสังหารศัตรูและฉีกทึ้งอาหาร
‘อาหารๆ มนุษย์นี่บุกรุก จับกินได้หรือไม่’กระต่ายน้อยชี้มือมาที่ขันทีเด็กขณะน้ำลายไหลหยดเต็มพื้น ท่าทางตะกละที่ขันทีน้อยเห็นแล้วกรีดร้องเสียงดังยิ่งกว่าเดิม
เสียงนั้นดังจนหนิงหรงแสบแก้วหูจนต้องออกคำสั่ง“อุดปากมัน!”
เสี่ยวไป๋ขยับยิ้มก่อนจะปั้นผ้าเช็ดโต๊ะที่วางแถวๆมุมห้องเป็ก้อนแล้วขว้างอุดปากเด็กชายอย่างแม่นยำ
ขันทีน้อยหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธรสชาติขม กลิ่นเหม็นของผ้าเช็ดโต๊ะล้อยคลุ้งไปทั้งโพรงปาก
ขณะที่ขันทีเฒ่าวิ่งหน้าตื่นเข้ามาแข้งขาสั่นใบหน้าซีดขณะที่เห็นใบหน้าคนที่ถูกแขวนชัดเจน
ขันทีน้อยดิ้นรนหนักกว่าเดิม แม้แต่มือยังถูกมันไว้ไม่มีปัญญาดึงผ้าออกจากปากได้แต่ถลึงตาใส่ขันทีเฒ่าที่มัวแต่เข่าอ่อน ตัวสั่น
“ทะ ท่านหญิง รีบรีบปล่อยคนลงมาเร็วเข้า”ขันทีเฒ่าเสียงสั่น หวาดกลัวจนไม่มีแรงยืนต้องคลานเข่าเข้าหาเด็กหญิงแทน จากจันทีที่สง่างามทรงอำนามยามอัญเชิญราชโองการกลายเป็ขันทีชราน่าสมเพช
ดูท่าแล้วเ้าขันทีเด็กนั่นคงจะมีความสำคัญไม่น้อย
เสี่ยวไป๋ที่กำลังน้ำลายไหลนึกว่าจะได้กินคนหันไปมองหนิงหรงอย่างคาดหวัง ว่านางจะไม่ปล่อยคน
“ทำไมข้าต้องปล่อยขันทีคนนึงที่บังอาจบุกรุกห้องนอนข้า...อาจจะเป็นักฆ่าเด็กที่ถูกส่งมากำจัดข้าก็ได้”หนิงหรงตอบด้วยน้ำเสียงเ็า
ไม่ว่าเ้าขันทีเด็กนี่จะสำคัญมาจากไหนนางก็จะไม่ยอมปล่อยคนง่ายๆแน่นอน!
“ท่านหญิงได้โปรดเถอะรีบปล่อยคนลงมาเร็วเข้า คนผู้นี้คนผู้นี้ไม่อาจตอแยได้เด็ดขาด”ขันทีเฒ่าอึกอักไม้กล้าพูดความจริง
“ฮึ!”หนิงหรงทำเสียงไม่พอใจ ขณะโน้มตัวพูดเบาๆข้างหูกงกงผู้เฒ่า
“คนที่ตอแยไม่ได้แน่นอนว่าเขาคงไม่ใช่ขันที”หนิงหรงยิ้มเย็นขญะที่ขันทีเฒ่าเหงื่อตกหน้าซีดแววตาหลุกหลิก “ถ้าเดาไม่ผิดหากไม่ใช่หลานท่านอ๋องฮุ่ยก็ต้องเป็เชื้อพระวงศ์ในวัง... หลานอ๋องฮุ่ยในวัยเด็กมีแค่ข้าเท่านั้น...ถ้าเช่นนั้นคนผู้นี้ก็คงเป็องค์ชายสักองค์”
ขันทีเฒ่าพยักหน้าถี่ๆเหมือนไก่จิกข้าวสารมีสีหน้าดีใจคาดว่าหนิงหรงจะหันไปสั่งปล่อยคน...
“เสี่ยวไป๋”หนิงหรงสั่งด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่เสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วฉีกยิ้มโชว์ฟันที่น่าสยดสยองของมัน เสียงแบบนี้มีเื่แน่นอน!
“ตี!”หนิงหรงสั่งเสียงดังฟังชัดน้ำเสียงโเี้ ขณะส่งสายตาให้เสี่ยวไป๋ซึ่งวิ่งไปคว้าไม้กระบองที่มุมห้องไม้ซึ่งใหญ่กว่าเสี่ยวไป๋ ทว่ามันยกอย่างง่ายดาย
ขันทีเฒ่าอ้าปากค้างไม่คิดว่าหนิงหรงจะกล้าสั่งแบบนี้
“ผั้วะ!”
“อั้ก!”เสียงดังเล็ดลอดมาจากปากที่อุดไว้ของคนถูกไม้ฟาดก้น
“ผั้วะ!”
“อั้ก!”
“ผั้วะ!”
“อั้ก!”
เด็กชายน้ำตาไหลพรากด้วยความเจ็บและความแค้นขณะที่ขันทีเฒ่าพูดอะไรไม่ออกอยู่นานพอขันทีเฒ่าจะอ้าปากบอกว่าเด็กชายผู้นี้เป็ใคร หนิงหรงกลับพูดขึ้น
“หยุดตี!”หนิงหรงสั่ง“ปล่อยคน”
เสี๋ยวไป๋ยืนไม้ในมือทิ้งเกิดเสียงดังขณะะโด้วยขาหลังดีดตัวเข้าหาเชือก ตวัดกงเล็บตัดเชือกขาด
“อื้อออออ”เด็กชายส่งเสียงร้องขณะหัวจะทิ่มพื้้น
“ตุ๊บ!”
“อั่ก”ขันทีเฒ่าใช้ร่างรับเด็กชายไว้ทันแต่กระนั้นแรงกระแทกก็ทำเอาคนทั้งคู่เจ็บชั่วขณะ
“กงกง ท่านคงได้เวลากลับแล้ว เชิญ!”หนิงหรงออกปากไล่คนขณะที่กงๆดึงผ้าออกจากปากขันทีน้อยและรีบแก้มัดให้
“เพี้ยะ!”เสียงฝ่ามือของขันทีน้อยตวัดตบขันทีชราใบหน้าเด็กชายเขียวคล้ำบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดขณะมีคราบน้ำตาบนใบหน้า
“เ้าขันทีเฒ่าสมควรตาย!”เด็กชายสบถลั่น“ปล่อยให้ผู้อื่นรังแกข้า!”
ขณะที่ขันทีเฒ่าได้แต่หมอบกราบตัวสั่น
“ตุบ”
“ตุบ”
“ตุบ”
เด็กชายรัวหมัดและเท้าทั้งถีบทั้งต่อยขันทีเฒ่า
ทุกคนตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่เสี่ยวไป๋ยังอ้าปากค้าง คนผู้นี้อันธพาลน้อยชัดๆสู้ผู้อื่นไม่ได้กลับไปลงที่ขันทีชราผู้หนึ่ง ที่ไม่แม้แต่จะยอมปกป้องตัวเอง
หนิงหรงเห็นแล้วพลันหน้าเขียวคล้ำเ้าขันทีปลอมผู้นี้เอาแต่ใจเกินไปแล้วดูท่าคงเป็องค์ชายที่ถูกเลี้ยงดูจนเอาแต่ใจตัวเอง
“เสี่ยวไป๋ตี!”หนิงหรงตะวาดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธคนผู้นี้แทนที่โมโหแล้วจะมาตีกับเธอ ทว่ากลับรังแกข้ารับใช้แทนเด็กแบบนี้ไม่สั่งสอนไม่ได้แล้ว!
“ผัวะ”
“ผัวะ”
“ผัวะ”
“ผัวะ”กระต่ายน้อยรัวหมัดและเท้าถีบและต่อยด้วยความรวดเร็วรุนแรงจนเด็กชายล้มหงายท้อง เป็ฝ่ายถูกซ้อมจนขดตัวร้องโหยหวน
ขันทีเฒ่าะโเข้ามาขวางแทนแทนจนโดนลูกหลงไปหลายตุบ
“หยุด!”หนิงหรงสั่งด้วยความไม่พอใจหากไม่ใช่ขันทีเฒ่าเข้ามาขวาง จะให้เสี๋ยวไป๋ซ้อมเ้าเด็กโอหังนี่ให้น่วม!
“โอยยย”เสียงโอดครวญของเด็กชาย ดังขึ้นขณะที่ตามใบหน้าแขนขาเต็มไปด้วยรอยช้ำโดยเฉพาะที่ตา เขียวช้ำทั้งสองข้างดีที่เสี่ยวไป๋รู้จักออมแรง หาไม่แล้วเด็กน้อยคงตายไปภายในหมัดสองหมัดแล้ว!
“หุบปากสะไอ้เด็กเหลือขอ!”หนิงหรงตวาดลั่น ทำเอาขันทีปลอมสะดุ้ง
“ทะ...ท่านหญิงคนผู้นี้คือรัชทายาทนะขอรับ!”ขันทีเฒ่าทำสีหน้าตื่นใ ตอนนี้หนิงหรงทั้งทุบดีทั้งด่าว่าิ่รัชทายาท...เกรงว่าท่านหญิงผู้นี้จะหาเื่ใส่ตัวแล้ว
“ตุบ”เสียงหวงเหวินและเฉินอี้คุกเข่าเสียงดัง “ถวายบังคมรัชทายาท”ก่อนจะกล่าวเสียงดังฟังชัด
ทว่าหนิงหรงกลับตวัดมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาอาฆาตหมายหัว“พสกเ้าไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า บังอาจทำความเคารพศัตรูข้ารึ!”หนิงหรงตวาดลั่นท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนไม่เว้นแม้แต่องค์รัชทายาทพวกเขาไม่เคยเห็นใครกล้าประกาศตัวเป็ศัตรูกับองค์รัชทายาทอย่างโจ่งแจ้งมาก่อน
“มั่วตะลึงอะไรกันข้าบอกให้ไสหัวไป!”หนิงหรงตะหวาดลั่น“แค่ขันทีน้อยคนนึงพวกเ้าจะทำความเคาระทำไม!”
คราวนี้หวงเหวินและเฉินอี้สบตากันอย่างเข้าใจความหมายของหนิงหรง ก่อนจะทำความเคารพหนิงหรงแล้วจากไป
“เ้า...เ้า...”เด็กชายลุกขึ้นมายืนชี้หน้าหนิงหรงพูดอะไรไม่ออกอยู่ครูนึง
ทว่าหนิงหรงกลับเมินไม่สนใจเด็กชาย หันไปพูดดับขันทีเฒ่าที่ฟกช้ำไปทั้งร่างซึ่งส่วนใหญ่เป็ฝีมือรัชทายาท
“กงกงเชิญท่านกลับไปได้...”หนิงหรงกล่าวเสียงเย็น
“แต่...”กงกงอ้าปากพูดทว่าถูกหนิงหรงตัดบท
“ไม่มีแต่เชิญท่านกลับไปได้”หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด“ส่วนเ้าขันทีน้อยนี้ข้าจะอบรมสั่งสอนเอง สิบวันข้าจะเดินทางไปสำนักฝึกยุทธหลวงถึงเวลาข้าจจะปล่อยเ้าเด็กนี่ไป”หนิงหรงกล่าว
เด็กชาวอ้าปากจะโวยวายทว่าเสี่ยวไป๋กระต่ายน้อยะโมาโยนตรงหน้ากวัดแกว่งหมัดและแยกเขี้ยววาววับใส่ทำให้เด็กชายรีบหุบปาก ยืนงอตัวหลังค่อมด้วยความหวาดกลัว
“แค่ขันทีน้อยที่หนีออกจากวังคนเดียวท่านคงไม่มีปัญหากระมัง”หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าจนกงกงเฒ่าขนลุก
“แต่คนผู้นี้...”กงกงเฒ่าเถียงทว่าถูกตัดบทอีกครั้ง
“เ้าไปรายงาน คนผู้นั้นว่ามีขันทีน้อยหนีออกจากวัง บังอาจบุกรุกห้องนอนข้า ทำตัวอันธพาล ข้าเห็นแล้วขัดตาช่วยอบรมสั่งสอนให้สิบวัน!”หนิงหรงกล่าว “เ้าแค่รายงานเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบอกคนผู้นั้นว่าครบกำหนดสิบวัน ข้ารับรองว่าจะเปลี่ยนอันธพาลน้อย ให้กลายเป็ทายาทสิบสกุลที่ดี...”
กงกงฟังแล้วมีสีหน้าลังเลทว่าด้วยนิสัยอันธพาลของรัชทายาท หากไม่มีคนกำราบต่อไปในภายภาคหน้าคนผู้นี้ต้องนิสัยหนักข้อขึ้น เติบใหญ่กลายเป็ตัวถ่วงของราชสำนักหากขึ้นเป็ฮ่องเต้เกรงว่าแผ่นดินจะพินาศ...
“ถ้าเช่นนั้นข้าน้อยฝากกงกงน้อยผู้นี้ให้ท่านช่วยอบรมแล้ว”ขันทีเฒ่าสูดหายใจลึก กล่าวคล้อยตามลดฐานะของรัชทายาทกลายเป็ขันทีน้อยผู้หนึ่งซึ่งซุกซนแอบปีนขึ้นรถม้ามาด้วย
“เ้าขันทีบัดซบกลับมานะ!”เสียงร้องโวยวายไล่ตามหลังขันทีเฒ่าทว่าเสียงแว่วต่อมาจากในห้องคือเสียงคนถูกทุบตี และเสียงร้องที่หายไปเหมือนถูกจับอุดปากอีกครั้ง
ขันทีเฒ่าได้แต่ถอนหายใจเหล่าองค์รักษ์ที่รอยู่นอกลานบ้านต่างรุมสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาได้ยินแค่เสียงโวยวาย เสียงคนถูกทุบตีพอจะทราบว่ามีขันทีน้อยถูกจับได้ระหว่างแอบเข้าห้องนอนท่านหญิงที่เพิ่งถูกแต่งตั้งท่านหญิงที่บัดนี้แม้แต่ฮ่องเต้ยังถือหาง ไม่มีใครกล้าล่วงเกิน
“แค่ขันทีน้อยซุกซนคนนึงพวกเ้าไม่ต้องไปสนใจ”ขันทีเฒ่าคืนสู่มาดกงกงผู้สูงส่งซึ่งเป็ตัวแทนฮ่องเต้อ่านราชโองการเขาถอนหายใจแ่เบาขณะสั่งราชองค์รักษ์หลวงเคลื่อนพลกลับโดยไม่หันหลังกลับมามองบ้านหลังน้อยอีก เขามั่นใจว่าฮ่องเต้เองก็อยากให้มีใครสักคนกำราบรัชทายาทเหมือนกัน! เพราะฉะนั้นฮ่องเต้ยอมถือหางหนิงหรงผู้นี้อย่างแน่นอน...จะว่าไปนี่ก็เป็เื่ในครอบครัวของฮ่องเต้ ที่เด็กสองคนตีกัน(ถึงแม้รัชทายาทจะถูกตัฝ่ายเดียว) ฮ่องเต้ก็คงจะไม่ใส่พระทัยมากนักตราบใดทีเื่เสื่อมเสียนี้ไม่แพร่งพรายสู่ภายนอก
“ฮึ ฮึเ้าเด็กน้อยคราวนี้ข้าจะตั้งใจอบรมสั่งสอนเ้าอย่างดีเลยละ!”หนิงหรงสะบัดแส้ในมือด้วยแววตาโเี้ขณะที่ขันทีปลอมถูกจับอุดปาก มัดแขนขาไว้กับเสาบ้านมีสีหน้าหวาดกลัวราวกับเจอผีร้าย น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัว สิบวันหลังจากนี้ชีวิตของรัชทายาทกำลังจะตกสู่ขุมนรกอย่างแท้จริงนรกที่จะหลอกหลอนรัชทายาทไปจนวันตาย!