ลู่ปิงเยวี่ยอดเป็ห่วงลู่เฉินมิได้เพราะหลังจบเื่ นางก็จะเดินทางกลับเมืองตงอันแล้ว ไม่อาจอยู่ปกป้องเขาได้
“พี่ปิงเยวี่ยไม่ต้องเป็ห่วงแม้ตอนนี้ข้ายังไม่อาจเทียบหวังเสี้ยวเทียนได้ แต่เชื่อว่าในไม่ช้า ข้าจะต้องแข็งแกร่งกว่าเขาแน่” ลู่เฉินเหยียดยิ้มเขาไม่จำเป็ต้องกังวลเื่นี้ เพราะถึงหวังเสี้ยวเทียนจะอยู่ในขั้นล้างไขกระดูกแล้วแต่ก็ยังด้อยกว่าลู่อิงมาก
แล้วลู่เฉินที่กล้ารับคำท้าลู่อิงจะต้องกลัวหวังเสี้ยวเทียนด้วยหรือ?
“ปิงเยวี่ย?”
ขณะที่ลู่เฉินกับลู่ปิงเยวี่ยกำลังคุยกันอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีเสียงหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง
ลู่เฉินจึงหันไปมอง พบว่าเป็สตรีชุดม่วงที่ยืนเคียงข้างบุรุษชุดขาว...เขารู้จักคนทั้งสอง
สตรีสวมชุดม่วงมีนามว่าไช่เหยาส่วนบุรุษที่อยู่ข้างๆ คือซ่งอวี้หลาง
ในเมืองชิงเฟิงมีสามตระกูลใหญ่ซึ่งเป็ที่รู้จักกันดี นอกจากนี้ ก็ยังมีทั้งตระกูลที่เหนือกว่าและด้อยกว่าพวกเขา
แม้ตระกูลลู่จะเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือตระกูลซ่ง รองลงมาคือตระกูลหวังและตระกูลลู่ ตามลำดับ
ซึ่งซ่งอวี้หลางผู้นี้เป็บุตรบุญธรรมของประมุขคนปัจจุบันแห่งตระกูลซ่ง นอกจากจะเป็ที่ชื่นชอบของชาวเมือง ในฐานะทายาทประมุขตระกูลแล้วยังเป็ที่ชื่นชมในฐานะผู้ฝึกตนด้วย
แทบจะพูดได้ว่า เขาเป็ที่ยอมรับจากผู้คนในเมืองชิงเฟิงในฐานะยอดอัจฉริยะมากพร์อันดับหนึ่ง ซึ่งปรากฏตัวขึ้นในรอบหลายสิบปี
เมื่อสิบปีก่อนซ่งอวี้หลางได้เข้าเรียนในสำนักซื่อเย่ ซึ่งเป็สำนักศึกษาอันดับหนึ่ง ห้าปีต่อมาก็ทะลวงขั้นล้างไขกระดูกและก้าวเข้าสู่ระดับก่อ์ได้ ความแข็งแกร่งของเขาจึงเป็ที่ยอมรับของทุกคน
กล่าวอีกนัยหนึ่งใน่สิบปีที่ผ่านมา เขาเป็คนเดียวในเมืองชิงเฟิง ซึ่งเข้าไปร่ำเรียนในสำนักซื่อเย่ได้ด้วยความเก่งกาจเช่นนี้ จึงทำให้ซ่งอวี้หลางกลายเป็ต้นแบบของเหล่าผู้ฝึกตน ทั้งยังคาดการณ์กันว่าเขาจะสามารถเข้าสู่ขั้นสุญตาได้ก่อนอายุสี่สิบปี
สำหรับเมืองชิงเฟิงแล้วซ่งอวี้หลางเปรียบดั่งดวงดาราที่ทอประกายเจิดจ้า แม้แต่หวังเสี้ยวเทียนก็ไม่อาจเทียบได้
ส่วนไช่เหยาที่อยู่ด้านข้างมิได้มีภูมิหลังโดดเด่นนัก เพราะเป็คนของตระกูลไช่ ซึ่งเป็ตระกูลรองในเมืองชิงเฟิง
แท้จริงแล้ว เดิมทีตระกูลไช่เคยพึ่งพิงอำนาจของตระกูลลู่ก่อนที่ไช่เหยาจะหันไปพึ่งพาซ่งอวี้หลาง
และผู้ที่ทำให้ไช่เหยาได้มารู้จักกับซ่งอวี้หลางก็คือลู่ปิงเยวี่ย และที่เขาได้รู้จักกับไช่เหยา ก็เป็เพราะลู่ปิงเยวี่ยเช่นกัน
ลู่เฉินจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ลู่ปิงเยวี่ยยังมีความสัมพันธ์อันดีกับไช่เหยาอยู่นั้น อีกฝ่ายมักจะมาที่จวนสกุลลู่เพื่อพบนางเสมอทั้งสองสนิทสนมกันมาก ตอนนั้น ซ่งอวี้หลางก็มีใจให้ลู่ปิงเยวี่ย ด้านลู่ปิงเยวี่ยก็มีใจตอบเช่นกันตอนนั้นทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกัน ว่านางคงจะแต่งงานกับซ่งอวี้หลางเป็แน่
หากลู่ปิงเยวี่ยและซ่งอวี้หลางแต่งงานกันตระกูลลู่ย่อมยินดีเป็อย่างยิ่ง เพราะอย่างไรเสีย ตระกูลซ่งก็มากไปด้วยอำนาจหากมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ย่อมเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลลู่ได้หลายด้าน
ทว่า หลังจากลู่ปิงเยวี่ยแนะนำไช่เหยาให้รู้จักกับซ่งอวี้หลางพวกเขาไม่รู้ว่านางใช้เล่ห์เหลี่ยมอันใด จึงคว้าซ่งอวี้หลางไปครองได้
แล้วลู่ปิงเยวี่ยเล่า จะรู้สึกเช่นไรกับเื่ที่เกิดขึ้น?
ถูกเพื่อนสนิทลอบแทงข้างหลังเช่นนี้ั้แ่นั้น ลู่ปิงเยวี่ยก็ตัดความสัมพันธ์กับไช่เหยา และนี่ก็เป็สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้นางขอถอนตัวออกจากตระกูลไป
คงเพราะไม่อยากพบหน้าไช่เหยาลู่ปิงเยวี่ยจึงเอาแต่ดูแลกิจการตระกูลในเมืองตงอัน
“ไช่เหยา...”ลู่ปิงเยวี่ยเอ่ยเสียงแ่เบา
“ปิงเยวี่ย ไม่พบกันนานเลยนะ” ไช่เหยากล่าว พลางกอดแขนซ่งอวี้หลาง ดูก็รู้ว่าจงใจทำเพื่อให้ลู่ปิงเยวี่ยดู
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่ปิงเยวี่ยพลันมุ่นคิ้วเล็กน้อยแม้แค่ชั่วครู่ แต่ลู่เฉินก็สังเกตได้ จึงรู้ทันที ว่าตอนนี้นางว้าวุ่นใจเพียงใด
ลู่เฉินปรายตามองไช่เหยานิ่งแน่นอนว่าเขาไม่ชอบสตรีผู้นี้นัก
“ปิงเยวี่ย” พอพบลู่ปิงเยวี่ย ซ่งอวี้หลางเพียงพยักหน้าให้ ด้วยสีหน้าราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์
“เ้าก็มาเข้าร่วมการประมูลด้วยหรือ?” ลู่ปิงเยวี่ยหันไปสบตาซ่งอวี้หลาง
ซ่งอวี้หลางหันไปมองไช่เหยาก่อนเอ่ย “คราวนี้ได้กลับมาเมืองชิงเฟิง จึงตั้งใจจะพักผ่อนข้าเลยพาไช่เหยามาดูการประมูลผลจื่อฮวาน่ะ”
ได้ยินคำพูดของเขาไช่เหยาก็ฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
“อืม...” ลู่ปิงเยวี่ยส่งเสียงรับรู้
“อวี้หลางปล่อยให้ปิงเยวี่ยนั่งข้างหลังคงไม่ดี ให้นางมานั่งด้านหน้ากับเราจะได้หรือไม่?” ไช่เหยาพูดกับซ่งอวี้หลางอย่างสนิทสนม
“เอาสิ!” ซ่งอวี้หลางผงกศีรษะเปิดทางให้ลู่ปิงเยวี่ยเข้ามานั่งแถวหน้า แต่หญิงสาวโบกมือปฏิเสธ
“ไม่เป็ไรข้าจะนั่งตรงนี้ ขอบคุณ”
สีหน้าของลู่ปิงเยวี่ยเปลี่ยนไปรีบปฏิเสธทันที เพราะไม่อยากใช้สิทธิ์ของซ่งอวี้หลางไปนั่งแถวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไช่เหยาเป็ผู้เอ่ยปากร้องขอ
“ปิงเยวี่ย เ้าไม่อยากมานั่งข้างหน้าจริงๆหรือ?” ไช่เหยาเอ่ยถาม
“ไม่ต้องห่วงข้าหรอก” ลู่ปิงเยวี่ยส่ายศีรษะ พลางตอบ
“เช่นนั้น อวี้หลางเราไปนั่งกันเถอะหากมีอะไรให้ช่วย ก็บอกพวกเราได้” ไช่เหยาย่อมไม่คิดจะเอ่ยปากชวนซ้ำ เพียงโบกมือให้ ก่อนเหยียดยิ้มราวกับตัวเองเหนือกว่า
อันที่จริง ไช่เหยาหาได้้าให้ลู่ปิงเยวี่ยไปนั่งข้างหน้าั้แ่แรกแล้วคำพูดของนางล้วนต่างจากความคิด ที่เอ่ยออกไปเช่นนั้น แท้จริงก็เพื่อแสดงให้อีกฝ่ายเห็นความสัมพันธ์ระหว่างนางกับซ่งอวี้หลาง
สตรีผู้นี้จิตใจชั่วร้ายนักมิเช่นนั้น คงไม่กล้าฉกชิงซ่งอวี้หลางไปจากลู่ปิงเยวี่ย
“ช่างเป็สตรีที่น่ารังเกียจจริงๆ!” หลังคนทั้งสองเดินจากไปลู่เฉินก็บ่นอุบอิบขึ้นมา
พอลู่ปิงเยวี่ยได้ยิน ก็ทำเพียงยิ้มให้
ลู่เฉินเหลือบมองนาง เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็รู้ทันที ว่ายามนี้ลู่ปิงเยวี่ยต้องทุกข์ใจมากเป็แน่แม้ปากจะบอกว่านั่งด้านหลังดีแล้ว แต่ลึกๆ ลู่ปิงเยวี่ยคงไม่อยากแพ้ไช่เหยา
…
ขณะเดียวกัน บนห้องเหนือเวทีประมูล
จีหย่ากำลังยืนอยู่หน้าผนังกระจกมองลงไปยังลานประมูลที่อยู่เบื้องล่าง ที่ด้านข้างของนางมีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่
ผนังกระจกนี้ มีคุณสมบัติพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือคนในห้องสามารถมองออกไปได้ แต่คนภายนอกจะมองไม่เห็นด้านใน
“จีหย่า เ้าบอกว่าหนุ่มน้อยผู้นั้นคือลู่เฉินหรือ?” ชายชราหรี่ตามองไปยังลู่เฉินที่นั่งอยู่ด้านล่าง
“นายท่าน เขาคือลู่เฉินแห่งสกุลลู่เ้าค่ะ” จีหย่าเอ่ยเสียงนอบน้อม
ชายชราผู้นี้มีนามว่าฟางหรูไห่เป็เก๋อจู่[1] หรือเ้าของหอว่านเป่าเพราะไม่ค่อยปรากฏตัวในเมืองชิงเฟิงและหอว่านเป่า ผนวกกับเป็บุคคลที่ค่อนข้างลึกลับจึงไม่ค่อยมีใครรู้จักเขา ว่ากันว่าฟางหรูไห่ผู้นี้ สนิทชิดเชื้อกับท่านเ้าเมืองเป็อย่างยิ่ง
เพราะเคยมีคนเห็นเขาไปเป็แขกของจวนท่านเ้าเมืองอีกทั้งท่าทีที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อเขาก็ดูสุภาพนอบน้อม
ฟางหรูไห่มิใช่ชาวเมืองชิงเฟิงแต่มาจากที่อื่น หลังเดินทางมาถึงก็ตั้งรกราก สร้างหอว่านเป่าขึ้นมาเพียงลำพัง จากนั้นก็ได้จีหย่ามาช่วยดูแลกิจการเพียงสิบปี หอว่านเป่าจึงเจริญรุ่งเรืองเช่นปัจจุบัน
“เ้าบอกว่า เด็กชายผู้นั้นหลอมยาชั้นดีมาขายให้หอว่านเป่าของเราอย่างนั้นหรือ?” ฟางหรูไห่ขมวดคิ้วแน่น
“ใช่เ้าค่ะใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขานำยาชั้นดีมาขายให้เราสิบห้าขวดแล้วเ้าค่ะ” จีหย่าเอ่ย พลางยกยิ้ม “ข้าก็ยังนึกสงสัย ว่าบางทีเขาอาจได้ยามาจากหมอยาระดับสูงในสกุลลู่แต่ไม่เข้าใจเลย ว่าเหตุใดเขาถึงได้ให้ลู่เฉินนำมาขายเช่นนี้”
จีหย่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพิธีบรรลุนิติภาวะของตระกูลลู่ที่เพิ่งผ่านพ้นไปหากนางรู้ คงไม่กล่าวเช่นนั้นแน่
“เ้าหนูนั่นเราจะต้องให้ความสำคัญกับเขา ไม่ว่าเขาจะมีใครอยู่เื้ัหรือไม่ตราบใดที่เขามอบยาชั้นดีให้เราได้ จีหย่า เ้าลงไป จัดที่นั่งแถวแรกให้พวกเขาเสีย” ฟางหรูไห่บอก
“เ้าค่ะ ข้าจะลงไปจัดการเดี๋ยวนี้” จีหย่ารับคำ
“คารวะพี่ซ่ง!”
“คารวะพี่ซ่ง”
ซ่งอวี้หลางพาไช่เหยาเดินไปนั่งแถวแรกซึ่งแน่นอนว่า ระหว่างทางเขาย่อมได้รับคำทักทายอยู่ตลอด
ผู้คนที่พบเขาต่างก็ลุกขึ้นคำนับนี่แหละคือความน่าเกรงขามของซ่งอวี้หลาง
แม้แต่คนที่หยิ่งผยองอย่างหวังเสี้ยวเทียนยังต้องรีบลุกขึ้นมาคำนับ
“ทุกคน เชิญตามสบาย!”
พอเขาพูดจบ ทุกคนถึงได้นั่งลงด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“พี่ซ่ง ได้ยินมาว่าท่านกลับมาที่เมืองชิงเฟิงเมื่อครึ่งเดือนก่อน?”
“พี่ซ่งในสำนักศึกษาซื่อเย่ มีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอยู่มากน้อยเพียงใดหรือขอรับ?”
“……”
ผู้คนต่างเข้ามาห้อมล้อมรุมถามไม่ขาดชายหนุ่มเพียงยิ้มรับ แล้วตอบกลับไปสองสามประโยค
“หืม?”
“ท่านจีหย่ากำลังตรงมาทางนี้!”
ตอนนั้นเองประตูบานเล็กก็เปิดออก แล้วจีหย่าก็เดินตรงเข้ามาด้วยท่าทีสง่างาม
การปรากฏตัวของนาง เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วบริเวณทุกสายตาจับจ้องจีหย่าเป็ตาเดียว
เป็ที่ทราบกันดี ว่าหญิงสาวผู้นี้หาใช่สตรีที่พวกเขาแตะต้องได้
ไม่กี่ปีก่อน นางเคยถูกบุตรตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งมาหาเื่แต่วันรุ่งคนผู้นั้นก็กลายเป็ศพที่นอกเมืองชิงเฟิง แม้ผู้คนต่างรู้ดีว่าจีหย่ามีส่วนรู้เห็นแต่ใครเล่าจะกล้าปริปาก
ทว่าตอนนี้ นางกำลังเดินตรงมายังที่นั่งแถวแรก
“พี่ซ่ง ดูสิ! ทันทีที่ท่านปรากฏตัว ผู้ดูแลจีหย่าก็ออกมาต้อนรับเลย”
“เหอะๆพวกเราช่างห่างชั้นกับพี่นัก!”
หวังเสี้ยวเทียนและคนอื่นๆมองดูด้วยความตื่นเต้น
จีหย่าเดินมาหยุดตรงหน้าซ่งอวี้หลาง “คุณชายซ่ง ไม่คิดว่าท่านจะมา งานประมูลเล็กๆเช่นนี้ คงจะทำให้ท่านผิดหวังเสียแล้ว”
“ไม่เป็ไร ผู้ดูแลจีหย่าคิดมากเกินไปแล้ว” ซ่งอวี้หลางคลี่ยิ้มบางๆ
สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยแต่ในใจกลับนึกสงสัย แม้ตนจะพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่คนเช่นจีหย่าน่ะหรือ จะออกมาต้อนรับเขา? หากเป็ท่านพ่อ คงจะสมเหตุสมผลที่นางจะออกมาต้อนรับด้วยตัวเองเช่นนี้…
--------------------------------------------------
[1] เก๋อจู่ (阁主: gézhǔ) หมายถึง ‘เ้าสำนัก’ หรือ ‘เ้าของกิจการ’