บทที่ 1: เงาอสูรในสายหมอก
สายลมเย็นเยียบกรีดผ่านซากปรักหักพังของหอสังเกตการณ์โบราณ เศษอิฐหินกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดราวกับถูกั์ตนใดตนหนึ่งกระทืบทำลาย ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งาที่ยังคงคุกรุ่นกลิ่นอายแห่งความตายและความสิ้นหวัง หมอกสีเทาขุ่นลอยตัวหนาทึบ ปกคลุมสรรพสิ่งจนมองเห็นได้เพียงระยะไม่กี่วา กลืนกินทั้งแสงและเสียง สร้างบรรยากาศวังเวงและลึกลับจับใจ
ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น ร่างโปร่งในอาภรณ์สีดำสนิทราวรัตติกาลเคลื่อนไหวอย่างแ่เบาราวภูตพราย เฟิงเยี่ย หยุดยืนอยู่หลังกำแพงหินที่ผุพัง ดวงตาสีนิลคมกริบกวาดมองรอบกายอย่างระแวดระวัง แม้บรรยากาศจะดูสงบ แต่สัญชาตญาณดิบในกายเขากู่ร้องเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ไม่ไกล กลิ่นอายจางๆ ของอสูรรับใช้จาก "ตำหนักทมิฬ" ยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ พวกมันคงไม่พอใจนักที่ "สมบัติ" ชิ้นสำคัญอย่างเขาหลุดรอดจากกรงเล็บไปได้
มุมปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน
"สมบัติรึ?" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำแฝงความขบขัน
"เป็เพียงหนูทดลองน่าสมเพชเสียมากกว่า" เฟิงเยี่ยขยับกายหลบเข้ามุมมืดอีกคราเมื่อรับรู้ถึงกลุ่มพลังอสูรหลายสายที่กำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา ดูเหมือนพวกมันจะยังไม่ลดละความพยายามในการตามล่าเขากลับไป
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังแหวกความเงียบเข้ามาใกล้ เฟิงเยี่ยหรี่ตาลง แววเ้าเล่ห์ฉายประกายวูบหนึ่ง ก่อนที่ร่างของเขาจะพลันเลือนหายไปกับเงาของซากหอคอยอย่างน่าอัศจรรย์ กลุ่มอสูรยามในชุดเกราะสีดำทะมึนหลายตนปรากฏตัวขึ้น พวกมันกวาดตามองไปรอบๆ อย่างสับสนเมื่อไม่พบร่องรอยของผู้ที่พวกมันตามล่า
"เมื่อครู่ยังรู้สึกถึงกลิ่นอายของมันอยู่แถวนี้ ไยจึงหายไปได้" อสูรตนหนึ่งร้องขึ้นอย่างหัวเสีย
โดยที่พวกมันไม่รู้ตัว เฟิงเยี่ยได้เคลื่อนย้ายตนเองขึ้นไปอยู่บนคานหินที่ผุกร่อนเหนือศีรษะของพวกมันแล้ว เขามองลงมายังกลุ่มอสูรเบื้องล่างด้วยแววตาเรียบเฉย ปลายนิ้วเรียวขยับเล็กน้อย พลันปรากฏประกายแสงสีม่วงดำวาบขึ้นที่ปลายนิ้ว ก่อนจะสลัดมันลงไปยังกองเศษหินเบื้องล่างอย่างแม่นยำ
เปรี้ยง!
เสียงะเิขนาดย่อมดังขึ้น พร้อมกับฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย กลุ่มอสูรยามแตกตื่นหันไปมองยังต้นเสียงอย่างตื่นตระหนก
"มันอยู่นั่น! ตามไป!"
เฟิงเยี่ยอาศัยจังหวะชุลมุนนั้นทะยานร่างออกจากที่ซ่อนราวกับเหยี่ยวถลาลม มุ่งหน้าไปยังทิศที่เขารับรู้ถึงพลังงานอันบริสุทธิ์และเก่าแก่สายหนึ่ง ทิศที่ตำนานกล่าวขานว่าเป็ที่พำนักของเทพา "หลิงซี"
ในขณะที่เขากำลังเร่งรุดฝ่าม่านหมอก ความรู้สึกร้อนวูบวาบสายหนึ่งก็แล่นปราดขึ้นมาจากแก่นกลางอกของเขา ประกายแสงสีทองอ่อนๆ ปรากฏขึ้นบางเบาที่ฝ่ามือก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เฟิงเยี่ยชะงักเล็กน้อย ขมวดคิ้วมุ่น
"พลังเซียนบ้านี่อีกแล้ว ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก" เขาไม่ได้้าให้พลังศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะอิดสะเอียนนี้ปะปนอยู่ในร่างอสูรของเขา แต่มันคือสิ่งที่ติดตัวเขามาั้แ่กำเนิด เป็ตราประทับแห่งความแปลกแยกที่ทำให้เขาไม่เป็ที่ยอมรับของทั้งเผ่าเทพและปีศาจ และนี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เขาต้องตามหาหลิงซี เทพผู้ความรู้แห่งา บางทีนางอาจมีวิธีขจัดพลังส่วนเกินนี้ หรืออย่างน้อยก็บอกหนทางให้เขาสามารถควบคุมมันได้โดยสมบูรณ์
การเดินทางเพื่อตามหาหลิงซีไม่ใช่เื่ง่าย เฟิงเยี่ยใช้เวลานานหลายวัน บุกป่าฝ่าดง ผ่านดินแดนต้องสาป และหลบหลีกสายตาของทั้งเทพและปีศาจที่ลาดตระเวนอยู่ทั่วไปหมด ข่าวลือเกี่ยวกับเทพผู้นี้ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร บ้างว่านางเร้นกายอยู่ในหุบเขาเมฆา บ้างว่านางหลับใหลอยู่ใต้ทะเลลึก บ้างก็ว่านางเป็เพียงตำนานที่เล่าขานกันมาเท่านั้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาก็มาถึงชายขอบของ "ป่าหมื่นบุปผาโรยรา" สถานที่ซึ่งในอดีตเคยงดงามด้วยพฤกษานานาพันธุ์ แต่บัดนี้กลับแห้งแล้งและเต็มไปด้วยไอหมอกพิศวง ที่ใจกลางของป่าแห่งนี้เอง มีข่าวลือหนาหูที่สุดว่าคือที่ตั้งของ "หุบเขาจันทราเร้น" สถานที่พำนักของหลิงซี
เฟิงเยี่ยก้าวเท้าเข้าไปในป่าอย่างระมัดระวัง ยิ่งลึกเข้าไป บรรยากาศยิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน อากาศเย็นเยียบลงอย่างประหลาด ไอหมอกหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทางเบื้องหน้า แต่ที่น่าแปลกคือ เขาััได้ถึงพลังงานอันบริสุทธิ์และทรงอานุภาพแผ่ซ่านอยู่ในทุกอณูอากาศ มันเป็พลังงานที่ขัดแย้งกับความเป็ปีศาจในตัวเขาอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกันก็ดึงดูดใจเขาอย่างน่าประหลาด
หลังจากฝ่าม่านหมอกที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ในที่สุดทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันเปิดโล่งออก เฟิงเยี่ยหยุดยืนนิ่งราวกับต้องมนตร์สะกด
เบื้องหน้าของเขาคือหุบเขากว้างใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางวงล้อมของขุนเขาสูงชัน ใจกลางหุบเขามีทะเลสาบสีมรกตใสราวกระจก บนเกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบนั้น ปรากฏตำหนักโบราณสีขาวนวลตั้งตระหง่านอยู่ ประหนึ่งไข่มุกที่ถูกซุกซ่อนไว้ท่ามกลางม่านหมอก ทั่วทั้งหุบเขาเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวแ่เบาและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่ไม่รู้จักชื่อลอยมาตามลม พลังงานศักดิ์สิทธิ์อันเข้มข้นแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ สร้างความรู้สึกทั้งน่าเกรงขามและสงบเยือกเย็นในคราเดียวกัน
และในขณะที่เขากำลังตะลึงกับภาพเบื้องหน้า สายตาของเฟิงเยี่ยก็พลันจับจ้องไปยังจุดหนึ่ง...บนระเบียงของตำหนักกลางน้ำนั้นเอง
แม้จะอยู่ไกลจนเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจนนัก แต่เขาก็มองเห็นเงาร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ผมยาวสลวยสีเงินยวงสะท้อนแสงจันทร์อ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านเมฆลงมาเป็ประกายระยิบระยับ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่เพียงแค่เห็นท่วงท่าการยืนที่สงบนิ่งและรัศมีอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น ก็ทำให้หัวใจของอสูรหนุ่มกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
"หลิงซี..." ชื่อนั้นผุดขึ้นในใจของเขาโดยทันที ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสตรีผู้นั้นคือเทพาที่เขาตามหา
ความงามอันล่มเมืองที่เล่าลือ ความลึกลับน่าค้นหา พลังอำนาจที่อยู่เหนือกาลเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยได้ยินมา ดูเหมือนจะไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย วินาทีนั้น เฟิงเยี่ยรู้สึกถึงแรงดึงดูดอันประหลาดที่พุ่งเข้าโจมตีจิตใจของเขาอย่างรุนแรง มันไม่ใช่แค่ความปรารถนาที่จะได้คำตอบหรือหนทางในการควบคุมพลังอีกต่อไปแล้ว แต่เป็ความปรารถนาที่ลึกล้ำกว่านั้น ความปรารถนาที่จะได้รู้จัก ได้เข้าใกล้ และบางทีอาจจะได้
ประกายตาของเฟิงเยี่ยทอแสงกล้า แฝงความมุ่งมั่นอันแรงกล้ายิ่งกว่าครั้งใด
"ในที่สุด ก็พบตัวเสียที" เขากระซิบกับตัวเอง มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์อย่างที่เคยเป็ แต่คราวนี้มันเจือความตื่นเต้นและความท้าทายระลอกใหม่
"ดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้ จะน่าสนใจกว่าที่ข้าคิดไว้เยอะทีเดียว"
หนทางเดียวที่จะเข้าใกล้นางได้โดยไม่ถูกขับไล่หรือทำลายเสียก่อน คือการเข้าไปในฐานะอื่น เฟิงเยี่ยครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่แผนการหนึ่งจะผุดวาบขึ้นในสมอง
"ศิษย์...หึ การเป็ศิษย์ของเทพา คงจะน่าสนุกไม่น้อย"
เขาตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใดก็ตาม เขาจะต้องเข้าไปในหุบเขาจันทราเร้นแห่งนี้ และพบกับหลิงซีให้จงได้!