เช้าวันรุ่งขึ้นสองพี่น้องไปโรงเรียนตามปกติ และในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์กล้าตั้งใจซ้อมมวยอย่างมุ่งมั่น เพราะหวังว่าสักวันจะเก่งจนพ่อแม่ภูมิใจส่วนทิวก็คอยเป็กำลังใจให้กล้าเสมอ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะทุกครั้งที่เสียงระฆังหมดยกดังขึ้น กล้าลงจากเวที ทิวจะยื่นผ้าเช็ดหน้าและน้ำดื่มให้พี่ชายทำแบบนี้เสมอมา เวลาผ่านไป 8 ปี
สองพี่น้องได้เติบโตขึ้นในตอนนี้ กล้าได้พัฒนาศาสตราวุธของเขาร่วมกับการชกมวยในแต่ละครั้งจนสามารถเลื่อนระดับพลังเป็ขั้นเริ่มต้นได้แล้ว และเขายังได้หลอม เกราะอาวุธแขนขวาระดับ2 หมัดขวาฟ้าคำราม อีกด้วยถึงแม้ว่าเพื่อนร่วมชั้นของเขาหลายคนจะได้รู้เห็นถึงศาสตราวุธของตนเองแล้วและบางคนก็ยังคงไม่สามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้
แต่ทิวยังคงอดใจรอและในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ที่เขารอคอยแล้วระยะเวลารอคอยนั้นทำให้เขามีความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเมื่อเขาคาดหวังไว้ว่ามันจะต้องเป็อะไรที่ดีแน่และเขาจะรู้เมื่อวันนั้นมาถึงนั่นคือตอนนี้ทิวอายุได้ 16 ปี ที่เขาจะปลุกพลังเพื่อแสดงศาสตราวุธออกมา
ณอาคารฝึกศาสตราวุธเริ่มต้น เป็เวลา่หลังเลิกเรียนที่เหล่าคุณครูทั้งหลายจะพาเด็กนักเรียนมาปลุกพลังเพื่อแสดงศาสตราวุธเหมือนในทุก ๆ ปีในตอนนี้เด็กนักเรียนหลายคนได้มาอยู่ในอาคารฝึกศาสตราวุธเริ่มต้นเพื่อแสดงศาสตราวุธ
ทิวมองไปรอบๆ ข้างของเขา ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของเขาชวนให้นึกถึงครั้งแรกที่เขามาที่นี่ตอนที่กล้าพี่ชายของเขาสามารถแสดงศาสตราวุธครั้งแรกแต่ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ทิวต้องแสดงศาสตราวุธยังคงมีพี่กล้าที่ยืนอยู่ไม่ห่างพร้อมทั้งครรชิตครูฝึกสอนคนเดิม มาเป็คนช่วยทิวปลุกพลังศาสตราวุธในครั้งนี้
บัดนี้ถึงเวลาของทิวบ้างแล้ว กล้ายังคงยืนอยู่ใกล้ ๆ พร้อมด้วยครูฝึกครรชิตผู้ซึ่งจะคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือทิวในการปลุกพลังศาสตราวุธในครั้งนี้นี่จะเป็โอกาสแรกและโอกาสเดียวของทิว ในการปลุกพลังเพื่อแสดงศาสตราวุธหากเขาสามารถทำได้ นั่นหมายความว่าเขามีศาสตราวุธ แต่ถ้าไม่สำเร็จนั่นก็หมายความว่าเขาไม่มี และความคาดหวังตลอด 8 ปีที่ผ่านมาจะสูญเปล่า
ในตอนที่เขาจะได้เดินไปยังที่หน้าแท่นศิลาเช่นเดียวกับพี่ชายของเขาความรู้สึกของเขาผสมผสานระหว่าง ความคาดหวัง ความตื่นเต้นความอดทนทั้งหมดในแต่ละวันที่ผ่าน ๆ มานั้นได้มารวมอยู่ ในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ทิวจะได้ปลุกพลังเพื่อแสดงศาสตราวุธของเขาออกมา
ทิวรอคอยวันนี้มานานแสนนานและในที่สุด เวลานั้นก็มาถึง เขาจะได้เดินไปยังแท่นศิลาเฉกเช่นพี่ชายความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งความคาดหวัง ความตื่นเต้น และความอดทนตลอดมาหลอมรวมกันอยู่ในขณะนี้ ถึงเวลาที่ทิวจะได้ปลุกพลังและแสดงศาสตราวุธของเขาแล้ว!
ในห้องโถงที่แสงสลัวสาดส่องผู้คนรายล้อมศิลาขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายอยู่กลางห้องหลังจากที่ครูและนักเรียนคนอื่น ๆ ได้ทำการปลุกพลังไปบ้างแล้วทิวและครูฝึกครรชิตจึงเริ่มเดินไปยังศิลานั้น
เมื่อถึงหน้าแท่นศิลาพวกเขาทั้งสองก็เริ่มปลุกพลังเพื่อแสดงศาสตราวุธออกมาทันทีเขาได้ให้ทิวเอามือซ้ายไปแตะให้แนบกับศิลาก่อนแล้วตนเองจึงได้ใช้มือขวาประกบทับและใช้พลังของตนเองเปลี่ยนเป็พลังของทิวที่มีอยู่เพียงนิดน้อยให้ได้มากขึ้น
ทันใดนั้นฝ่ามือของพวกเขาสองคนเริ่มเปล่งแสงและปรากฏเป็คลื่นพลังบางอย่างรายล้อมพวกเขาศิลาเริ่มมีรอยอักขระบางอย่างปรากฏขึ้น จากนั้นไม่นานน้ำก็ค่อยลอยขึ้นอย่างช้า ๆน้ำที่ลอยขึ้นนั้นก็ลอยไปรวมกันที่ข้างหลังของทิว พลังที่ปล่อยออกใส่ศิลาก็ไหลออกมาเป็สายแสง ๆ ผสานกับน้ำที่อยู่ด้านหลัง
ในตอนที่พลังทั้งหมดกำลังหลอมรวมกันครูฝึกสอนครรชิตก็เริ่มผสานพลังไปที่ทิวมากขึ้นเรื่อย ๆเพื่อที่จะให้ทิวสามารถปลุกพลังศาสตราวุธพลังที่ครูฝึกสอนผสานกับทิวนั้นมากจนเกิดเป็คลื่นพลังมหาศาลแผ่ออกมาเป็วงกว้างและเป็ประกายแสงอย่างสว่างไสว
ต่อมาไม่นานศาสตราวุธของทิวก็ได้ตื่นขึ้นครรชิตก็ต้องเพิ่มพลังที่ส่งไปผสานให้ทิวมากขึ้นเพื่อให้ศาสตราวุธของทิวนั้นแสดงออกมาเป็รูปร่างได้แต่เมื่อเขาผสานพลังให้มากขนาดไหนศาสตราวุธของทิวก็ยังไม่ปรากฏขึ้นและมันยิ่งกินพลังเวทศาสตราของครรชิตมากขึ้นจนต่อมาไม่นาน ครูฝึกสอนก็เริ่มจะหมดพลัง ทำให้ครูอีกคนต้องวิ่งเข้ามาผสานพลังต่อให้ทิว
หลังจากนั้นก็เกิดเป็ประกายแสงเรืองรางรอบตัวของทิวเคลื่อนพลังจำนวนมากมายไหลไปน้ำที่ลอยขึ้น เมื่อไปรวมกันแต่ในตอนที่ศาสตราวุธต้องแสดงออกมาให้เป็รูปร่างทันใดนั้นน้ำที่ไหลมาก่อนตัวกันก็แตกออกเป็ละออง ๆ อย่างน่าประหลาดทำให้เด็กนักเรียนและครูต่างใกับสิ่งที่เกิดขึ้นกล้าจึงกล่าวถามครูใหญ่รงค์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
กล้า: เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ! แบบนี้มันคืออะไรกัน..
รงค์: แบบนี้… น่าจะปลุกพลังศาสตราวุธได้แต่ไม่สามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้
กล้า: แล้วต้องทำยังไงหรอครับ
รงค์: ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่นี่ไม่เคยเกิดแบบนี้ขึ้นคงเป็ผลมาจากอะไรสักอย่าง…
กล้า: คงเป็เพราะที่ไอ้ทิวไม่ยอมปลุกพลังตั้งเนิ่น ๆ ล่ะมั้งครับถึงทำให้การแสดงศาสตราวุธยากแบบนี้…
รงค์: ข้าว่า..ไม่น่ามีส่วน แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน…
หลังจากนั้นกล้าจึงเดินเข้าไปหาทิวที่อยู่กับครูฝึกสอนครรชิตแล้วสามก็ได้เดินออกไปข้างนอกท่ามกลางสายตาและความมึนงงของทุกคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น
เมื่อออกมายังนอกอาคารแห่งนั้นทิวก็ไม่ได้พูดอะไรและยังมีท่าที่ซึมเล็กน้อย ที่ตนนั้นไม่สามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้ทั้ง ๆ ที่ตั้งตารอมานานมากแต่ครูฝึกสอนนั้นเห็นแล้วว่าปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีศาสตราวุธมันเป็เพราะเหตุบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สามารถแสดงมันออกมาได้ครูฝึกสอนจึงเดินไปปลอบใจทิว
ครรชิต: ไม่เป็ไรนะเ้าเด็กน้อย ไม่ต้องเศร้าใจไปหรอก
ทิว: ข้า… ข้าไม่มีศาสตราวุธจริง ๆ หรอครับ
ทิวกล่าวตอบใบหน้าของเขาเป็ไปด้วยความผิดหวังในตนเองอย่างมาก แต่ไม่ได้พูดออกมาได้แต่มือของเขากำไว้แน่น
ส่วนกล้าก็ได้แค่ยืนมองน้องชายด้วยความสงสารก่อนจะเดินไปหาทิวตบไหล่น้องชายของเขาเบา ๆ เพื่อปลอบใจ แล้วกล่าวขึ้น
กล้า: ไม่ใช่ว่าเอ็งแสดงศาสตราวุธออกมาไม่ได้แล้วเอ็งจะไม่มีศาสตราวุธนะไอ้ทิว
ทิว: แต่ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าข้าไม่มีศาสตราวุธ…
ครรชิต: ไม่มีก็คือไม่มี! ไม่ใช่ว่าจะปลุกพลังได้แล้วเ้าจะไม่มีศาสตราวุธ
กล้า: มะ.หมายความว่ายังไงหรอครับ
ครรชิต: เ้าเด็กน้อยตัวของเ้านั้นสามารถปลุกพลังของศาสตราวุธให้ตื่นขึ้นมาได้แล้วเพียงแต่ว่าตัวเ้าไม่สามารถแสดงศาสตราวุธออกมาได้ก็เท่านั้น
ทิวที่ได้ยินแบบนั้นขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองที่ครูฝึกสอนที่อยู่เบื้องหน้าของเขาใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง ครรชิตตอบรับด้วยการพยักหน้าและยิ้มให้ก่อนกล่าวขึ้นด้วยความหวังอีกครั้ง
ทิว: ถ้าเป็อย่างนั้น แสดงว่าข้าก็มีศาสตราวุธอยู่สินะครับ!
ครรชิต: ใช่..แต่คงมีบางอย่างที่ตัวเ้าเอง ไม่สามารถแสดงมันออกมาได้
กล้า: มันคืออะไรหรอครับ บางอย่างที่ว่าน่ะ
ครรชิต: อืม..ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเหมือนว่ามันจะเป็สิ่งที่เ้าต้องหาคำตอบด้วยตัวเองนะ
กล้า: อย่างน้อยก็ยังยืนยันได้ว่า ไอ้ทิวก็มีศาสตราวุธ
ทิว: อืม..ก็อย่างน้อยอ่ะนะ…
กล้า: ขอบคุณมากเลยนะครับ ที่ช่วยไอ้ทิวในวันนี้นะครับ
ทิว: จริงด้วย วันนี้รบกวนครูมากแล้วจริง ๆ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะครับ
ครรชิต: อืม ข้ายินดีช่วยพวกเ้า
ทิว: งั้นก็ลากันตรงนี้นะครับ
ครรชิต: เดินทางให้ปลอดภัยล่ะ
กล้า,ทิว : ครับ
หลังจากนั้นกล้าและทิวก็เดินกลับบ้านไปแต่สายตาของครรชิตที่จ้องมองไปที่ทิวอย่างสงสัย จนพวกเขาเดินไปสุดสายตาแล้วเขาก็หันหลังเดินกลับเข้าไปที่หอฝึกศาสตราวุธเพื่อช่วยเด็กคนอื่น ๆ ต่อ
กล้าและทิวที่กลับถึงบ้านก็อาบน้ำเตรียมตัวกินข้าวและเข้านอนแต่กันต์ผู้เป็พ่อของกล้าที่เห็นทิวเดินผ่านจู่ ๆ ก็นึกถึงวันแรกที่ครอบครัวของเขารับทิวเข้ามาในบ้านเมื่อเขานึกขึ้นนึกได้เช่นนั้นเขาจึงเดินไปหาไพรวัลย์ผู้เป็ภรรยาของเขาแล้วเริ่มพูดคุยเื่ทิว
กันต์: ไพรวัลย์…
ไพรวัลย์: มีอะไรรึ
กันต์: ข้าว่านะ…บางทีก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่ต้องบอกความจริงกับเขา…
เขากล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่ดูเศร้าหมองไพรวัลย์ที่เห็นแบบนั้นแล้ว นางก็อดที่จะคิดไม่ได้เช่นกันแต่ก็กลัวว่าเมื่อบอกความจริงกับทิวไปแล้ว เขาจะรับไม่ได้ขึ้นมา
ไพรวัลย์: ไม่ได้! ตอนนี้เขายังเด็กเกินไป
กันต์: ทิวอายุสิบหกปีแล้วนะ นี่เ้า…คิดว่าเขายังเด็กอยู่อีกหรอแต่ถึงไม่ช้าก็เร็ว แต่สุดท้ายเขาก็ต้องรู้อยู่ดีทางที่ดีข้าว่าเราควรบอกลูกไปเถอะ
ไพรวัลย์: ตะ.แต่ถ้า เขารับไม่ได้ขึ้นมาล่ะ!! เ้าจะทำยังไง
กันต์: ข้าจะทำยังไงได้ล่ะ…ในเมื่อมันคือความจริงที่เขาต้องรู้และข้าเชื่อว่าทิวเข้มแข็งพอที่จะยอมรับความจริง
ไพรวัลย์: ข้า..ข้าก็คิดอย่างนั้น…
ไพรวัลย์มีท่าที่กลุ้มใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจเรียกทิวออกมาพูดคุยด้วยข้างนอกทิวที่ได้ยินผู้เป็แม่เรียกก็เดินออกไปหา
เมื่อทิวเดินไปถึงพ่อและแม่ก็เริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดให้เขาฟังแม้ว่าในตอนแรกทิวจะไม่เชื่อก็ตามแต่เมื่อเขามองดูสีหน้าของพ่อแม่ที่ดูจริงจังมากแล้วเขาก็เริ่มที่จะเชื่อหลังจากที่พ่อแม่พูดจบทิวก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรและเขาก็ยังยิ้มให้กับพ่อแม่ของเขา
ไม่ว่ายังไงก็ตามทิวไม่คิดเลยว่าครอบครัวที่เขาอาศัยอยู่ด้วยปัจจุบันนี้ไม่ดีเพราะทั้งพ่อและแม่ที่รู้ว่าทิวไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพวกเขาแต่ก็ยังเลี้ยงเขามาเป็อย่างดีด้วยความรักเสมือนทิวเป็ลูกของพวกเขาอีกคนและกล้าผู้เป็พี่ที่รู้ั้แ่แรกแล้วว่าทิวไม่ใช่น้องชายแท้ ๆ ของตนแต่เขาก็ปกป้องและดูแลเป็อย่างดีมาโดยตลอด เสมือนว่าทิวเป็น้องชายแท้ ๆ ของเขา
ทุกอย่างที่ทิวได้รับจากครอบครัวนี้เขาไม่ได้มองว่ามันแย่และยอมรับไม่ได้แต่ตรงกันข้ามเขามีความสุขมากที่ได้อยู่ที่นี่ไพรวัลย์ผู้เป็แม่เมื่อรู้ว่าทิวคิดแบบนั้นถึงกับน้ำตาคลอเธอโอบกอดเด็กชายที่เขาเก็บมาเลี้ยงไว้แน่นส่วนกันต์ผู้เป็พ่อยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ ทั้งสามคนโอบกอดกันด้วยความอบอุ่น
หลังจากนั้นทิวก็เดินกลับเข้าไปในบ้านไพรวัลย์ผู้เป็แม่ดีใจอย่างพูดไม่ออกเมื่อรู้ว่าทิวรับความจริงได้และไม่ได้รังเกียจพวกเขาแต่กล้าที่อาบน้ำเสร็จมาครู่หนึ่งได้ออกมายืนแอบฟังที่ทั้งสามคนคุยกันที่ด้านหลังประตูทำให้กล้าเริ่มกังวลเื่ที่พ่อแม่ตัดสินใจบอกภูมิหลังกับทิวเพราะเขาคิดว่าน้องชายของเขาจะไม่พูดความรู้สึกของตนเองออกมาให้ใครฟังง่าย ๆและมักจะเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้คนเดียว กล้าจึงเดินเข้าไปพูดคุยกับทิว
กล้า: ไอ้ทิว…
ทิว: อ้าว พี่กล้าอาบน้ำเสร็จแล้วหรอ พอดีเลยข้าว่าจะไปอาบต่อ
กล้า: มานี่สิ
ทิว: หืม..มีอะไรหรอพี่กล้า
กล้า: เอ็ง… คงรู้เื่แล้วสินะ
ทิว: อะ..อืม เื่ที่พ่อเก็บข้ามาเลี้ยงนั้นหรอ
กล้า: พี่ต้องขอโทษด้วยนะ พี่ผ่านมาไม่เคยบอกเอ็งเลย…
ทิว: พี่! ข้าไม่ว่าอะไรนะ..เพราะที่นี่ก็ดูแลข้าเป็อย่างดีมาโดยตลอดข้าก็คิดว่าพี่กล้าก็คือพี่แท้ ๆ ของข้าและพ่อแม่ก็ด้วยไม่ว่าจะยังไงก็ตาม
กล้า : ข้า..ข้า…ไม่รู้จะว่ายังไงดี
กล้ากล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่กังวลเขารู้สึกละอายใจที่ปิดบังเื่นี้ไว้มาโดยตลอดทิวที่เห็นแบบนั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไรก่อนกล่าวขึ้นพร้อมยิ้มให้กลับพี่ชายของเขาอย่างจริงใจ
ทิว: ช่างเถอะพี่ อย่าไปอะไรคิดมาก ข้าจะไปอาบน้ำล่ะและอาบน้ำเสร็จไปกินข้าวกัน
พูดจบทิวก็เดินไปอาบน้ำทันที กล้ายืนนิ่งมองตามน้องชายด้วยความโล่งใจแม้จะยังรู้สึกผิดที่ปิดบังเื่ราวไว้ เขาสูดหายใจแล้วเดินเข้าบ้านเตรียมตัวสำหรับมื้อเย็น หลังจากทานอาหารค่ำกันพร้อมหน้าทั้งสี่คนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
กลางดึกคืนนั้นกล้านอนไม่หลับเพราะคิดถึงเื่ที่ทิวรู้ความจริง เขาลุกขึ้นนั่งกอดเข่ามองน้องชายที่นอนหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ วนเวียนคิดว่าทิวอาจไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูดแต่ก็ไม่อาจคาดเดาความรู้สึกน้องได้อีกแล้ว ในที่สุดเขาก็ล้มตัวลงนอน
ทันใดนั้นกล้าสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงดังมาจากภายนอก เขารีบลุกขึ้นเปิดหน้าต่างชะโงกหน้าออกไปมอง สำรวจไปรอบบ้าน เมื่อเพ่งมองไปยังหน้าหมู่บ้านก็เห็นเปลวไฟสีแดงลุกโชน โหมกระหน่ำตามบ้านเรือน เสียงต้นไม้ใหญ่หักโค่นดังสนั่นด้วยความใ
กล้ารีบปลุกทิวที่กำลังหลับสนิทให้ตื่นขึ้นทิวมีท่าทางงัวเงียเล็กน้อย แต่เมื่อรู้เื่ก็เบิกตากว้าง ทั้งสองรีบวิ่งออกไปดูพ่อและแม่ก็ออกมาจากบ้านเช่นกัน ทั้งสี่คนรีบวิ่งไปยังใจกลางหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านคนอื่น ๆ
เมื่อวิ่งไปได้ครึ่งทางพวกเขาพบศพผู้คนนอนจมกองเื ตายเกลื่อนกลาด ถูกฟัน แทงด้วยอาวุธมีคมและธนูมากมายพวกเขาเริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่แค่เหตุไฟไหม้ธรรมดาพวกเขารีบวิ่งไปยังกลางหมู่บ้านก็พบว่าหมู่บ้านถูกโจมตีโดยข้าศึกที่้ากวาดต้อนชาวบ้านไปเป็เชลย
เมื่อเห็นดังนั้นแล้วผู้เป็พ่อและแม่จึงบอกให้กล้าและทิววิ่งหนีตามชาวบ้านไปส่วนพวกเขาทั้งสองจะช่วยชาวบ้านคนอื่น ๆ ก่อนแล้วตามไปทีหลังกล้าที่ได้ยินแบบนั้นแล้วก็รีบพาทิววิ่งตามชาวบ้านคนอื่น ๆ ไปอย่างไม่รอช้า
ในระหว่างทางโดยรอบพบว่าหมู่บ้านของพวกเขาถูกโจมตีอย่างหนักทั้งจุดไฟเผาทั้งทุบทำลายบ้านเรือนเพื่อกวาดต้อนผู้คนออกไปและด้วยลมหนาวใน่กลางคืนยิ่งทำให้ไฟไหม้ลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็วผู้คนจึงวิ่งหนีตายกันออกมาข้างนอก
กล้าและทิววิ่งตามคนในหมู่บ้านมาจนสุดทางก็พบว่าผู้คนที่เหลือมารวมตัวกันที่ท้ายหมู่บ้านหมด พวกเขาก็ได้พบกับหัวหน้าหมู่บ้าน ศักดิ์ที่กำลังปรึกษากันกับชาวบ้านคนอื่น ๆ อยู่ว่าจะทำยังไงต่อเนื่องจากเหตุการณ์เกิดตอนที่พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวและในตอนที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันเื่จะทำอย่างไรตอนนั้น
ทันใดนั้นเสียงดาบยาวที่คมกริบถูกลากมากับพื้นก็ดังขึ้นชาวบ้านที่ได้ยินเสียงก็สะดุ้งขึ้นก่อนหันไปมองก็ปรากฏร่างของข้าศึกที่ถูกส่งมาจับตัวชาวบ้านไปเป็เชลยศึกถึง 4 คน มีข้าศึกสาว1 คน และอีก 3 คน เป็ชายวัยกลางคนข้าศึกทั้งสี่นั้นล้วนมีศาสตราวุธกันทุกคน เมื่อที่พวกเขาแสดงศาสตราวุธก็พบว่าพวกเขาเป็ นักรบขั้น 1 และมีเกราะอาวุธระดับ3 กันทุกคน
ทำให้ชาวบ้านที่เห็นเช่นนั้นก็หวาดกลัวกันอย่างมากจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเหล่าข้าศึกทั้งสามก็ไม่รอช้ารีบที่จะกวาดต้อนชาวบ้านที่เหลือให้ไปรวมกันให้ได้มากที่สุดข้าศึกสาวที่เห็นว่าฝั่งของชาวบ้านมีท่าทีที่หวาดกลัวมากนางจึงชี้ดาบมาด้านหน้าอย่างมั่นใจก่อนกล่าวขึ้นเป็การขู่
ข้าศึกสาว: พวกเขายอมจำนนซะโดยดี หากไม่หัวของพวกเ้าจะหลุดออกจากบ่า
ทันใดนั้นสายฟ้าฟาดดังเปรี้ยง! สายฟ้าฟาดใส่ข้าศึกชายหนึ่งในนั้น จากด้านหลัง จนเขาล้มลงไปที่พื้นข้าศึกชายที่มาด้วยกันอีกสองจึงรีบไปพยุงเพื่อนขึ้นมาก่อนหันมองไปด้านหลังแล้วจึงะโออกไปด้วยความโกรธ
ข้าศึกชาย: ใครเป็คนทำวะ!
ภายใต้หมอกควันที่ฟุ้งกระจายมีสายฟ้าแลบไปมาไปมาเป็ระยะเมื่อหมอกควันนั้นเริ่มจางลงปรากฏเป็เงาชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาอย่างช้า ๆแล้วหยุดยืนอยู่ตรงนั้น ไม่นาน ลมยามค่ำคืนพัดพาหมอกควันไป เผยให้เห็น ธีระครูประจำวิชาของทิวเมื่อหลายปีก่อน เขาก้าวออกมาจากหมอกควัน ตามมาด้วยเกรียงผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครูคนอื่น ๆ
ซึ่งธีระที่เป็คนที่ใช้สายฟ้าอันเป็พลังของศาสตราวุธของแมงมุมแม่ม่ายอัสนีของเขาโจมตีใส่ชายคนนั้นเองด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ข้าศึกหนึ่งในสามคนาเ็เจียนตายได้แล้วแต่ยังเหลืออีกสามคนและพวกเขาเป็ นักรบขั้น 1 และมีเกราะอาวุธระดับ 3 ทุกคน
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วผู้อำนวยการโรงเรียนจึงให้ธีระสู้กับข้าศึกทั้งสามคนนั้น เพื่อถ่วงเวลาข้าศึกพวกนั้นไว้ ให้ชาวบ้านคนอื่น ๆหนีไป เนื่องด้วยธีระเป็คนที่มีพลังถึง นักรบขั้น 2 ถึงจะยังไม่ได้หลอมเกราะอาวุธส่วนหัว ระดับ 3 ที่ก็ตามถึงอย่างงั้น เขาก็เป็นักรบศาสตราวุธที่มีขั้นพลังเยอะที่สุดในหมู่แล้วจากนั้นให้หัวหน้าหมู่บ้านและครูที่เหลือพาชาวบ้านคนอื่น ๆ หนีไป
แต่การที่จะให้นักรบขั้น 1 และ นักรบขั้น 2 สู้กันเป็เื่ที่จะชนะได้ยากเพราะระดับของพลังหากันแม้แต่ระดับเดียวก็ถือว่าห่างชั้นกันพอสมควร แต่มีสิ่งหนึ่งที่ได้เปรียบข้าศึกเ่าั้นั้นมีจำนวนมากกว่า ซึ่งธีระนั้นต้องสู้ด้วยตัวคนเดียวด้วยเหตุผลนี้ทำให้ธีระนั้นจึงคิดหนักในการโจมตีและการรับมือ
ทว่า...ยังไม่ทันที่จะได้วางแผนให้เสร็จข้าศึกฝ่ายศัตรูทั้งสี่คนนั้นก็พุ่งเข้ามาโจมตีใส่เขาอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนของข้าศึกที่มีมากกว่าทำให้เขาเสียเปรียบอย่างมากและธีระก็พลาดโดนข้าศึกสาวถีบเข้าอย่างแรง ทำให้เขากระเด็นออกไป
แต่การกระทำเช่นนั้นทำให้เขาเริ่มที่จะตั้งหลักได้ธีระแสดงศาสตราวุธออกมา ประกายไฟฟ้าทั่วตัวของเขาก่อนสร้างใยแมงมุมยึดกับต้นไม้ใหญ่เพื่อไม่ให้ตนเองตกลงไปกระแทกกับพื้นเขายืนอยู่บนใยแมงมุมเส้นเล็กระหว่างต้นไม้สูง
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาจากทางด้านหลังเขาค่อย ๆ ย่อตัวลงอย่างช้า ๆ สายตาของเขาจ้องมองมาที่ศัตรูที่อยู่ด้านล่างหมอกควันจางเริ่มปกคลุมที่แห่งนั้นอีกครั้ง
ั์ตาสีดำที่จ้องมองมาค่อยๆ ปิดลง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งทันใดนั้นในตาสีดำสนิทก็เปลี่ยนเป็สีน้ำเงินที่มาพร้อมกับประกายไฟฟ้าเส้นผมของเขาจากสีดำก็ค่อยกลายเป็สีบรอนซ์ทองอ่อน ๆ ปลายฟ้าและที่ด้านหลังปรากฏ แมงมุมแม่ม่ายอัสนีขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังของเขา
ทันใดนั้นแมงมุมนั้นก็หายไป กลายเป็เกราะอาวุธให้กับเขา เมื่อเห็นเช่นนั้นข้าศึกฝ่ายศัตรูก็รู้ได้ทันทีว่านักรบที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาเป็ นักรบขั้น2 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เหล่าข้าศึกทั้งสี่รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใดเนื่องด้วยเขามีเกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ถึงระดับ 3 แต่ยังไม่สามารถหลอมเกราะอาวุธส่วนหัว
ซึ่งเป็ส่วนที่เขาเลือกจะหลอมต่อจากเกราะส่วนแขนซ้ายให้ถึงระดับ 3 ได้ซึ่งเกราะระดับนี้จะเป็ความสามารถสูงสุดของเกราะอาวุธส่วนนั้นทำให้เขามีเพียงความสามารถของเกราะอาวุธ จำนวน 5 ความสามารถตามจำนวนเกราะแต่ละระดับ ส่วนฝั่งนักรบข้าศึกเป็ นักรบขั้น 1 หมดทุกคน มีเกราะอาวุธ 1 ส่วน ครบ 3 ระดับ เป็รู้แบบนั้นแล้วข้าศึกชายก็กล่าวขึ้น
ข้าศึกชายคนหนึ่ง: หืม..ก็แค่ นักรบขั้นสองง่อย ๆ คนนึง คิดหรอว่าจะหยุดพวกข้าได้
ธีระ: ก็ไม่ได้คิดหรอก..แต่ก็น่าจะถ่วงเวลาพวกเ้าเอาไว้ได้นานพอที่ชาวบ้านหนีไปได้
ข้าศึกสาว: รนหาที่ตาย!
ข้าศึกสาวกล่าวขึ้นด้วยท่าทางที่มั่นใจก่อนเดินตรงใกล้เขาที่ยืนอยู่บนใยแมงมุมบนที่สูง ท่ามกลางป่าอันกว้างใหญ่นักรบทั้งสองฝั่งนั้นเผชิญหน้ากันอย่างซึ่ง ๆ หน้า ตาสบตากันด้วยสายตาที่แน่วแน่
จากนั้นการต่อสู้เริ่มต้นขึ้นนักรบทั้งห้าคนเคลื่อนไหวเข้าหากันทันที เสียงการปะทะกันของทั้งธีระและข้าศึกดังกึกก้องปะทะกันดังไปทั่วบริเวณนักรบทั้งสองฝั่งเคลื่อนไหวด้วยความเร็วมากและในการโจมตีหรือแม้แต่การป้องกันทั้งสองฝั่งดูสูสีกันมาก การโจมตีด้วยสายฟ้าของธีระนั้นรุนแรง บวกกับความคล่องตัวต่าง ๆ
การโจมตีของธีระแต่ละครั้งแทบจะไม่พลาดเป้าทำให้เขาสามารถกำจัดข้าศึกสองคนได้ภายในเวลาไม่นาน แต่ในขณะเดียวกันข้าศึกสาวอาศัยการโจมตีของเพื่อนร่วมทีมในการทำให้ศัตรูเปิดช่องโหว่ในการป้องกันแล้วจึงหาจังหวะโจมตีตอบโต้ แต่ธีระไหวตัวได้ทันจึงสามารถหลบได้อย่างหวุดหวิดทำให้การโจมตีของนางนั้นพลาดเป้าไปโดนต้นไม้ที่อยู่ด้านข้างทำให้ต้นไม้ที่ต้นนั้นหักโค่นลงทันที จนทำให้พื้นดินสั่นะเืเศษไม้ปลิวไปในอากาศและฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้น
ในขณะที่พวกเขาสู้กันอย่างเอาเป็เอาตายธีระเหลือบมองเหล่าชาวบ้านที่กำลังวิ่งหนี ในมือของเขาถือความเป็ความตายของตนเองส่วนมืออีกข้างก็ยังถือชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านเอาไว้ฉะนั้นแล้วเขาจึงต้องถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุดเพื่อให้ชาวบ้านหนีไป
ก่อนที่หมอกควันจะเริ่มบดบังทั้งสนามรบั์ตาสีน้ำเงินหันมองไปยังชาวบ้านเป็ครั้งสุดท้ายราวกับจะบอกว่าให้พวกเขารักษาชีวิตของตนเองไว้แล้วที่หมอกควันก็ได้บดบังให้สายตานั้นจางหายไป ทางฝั่งของคนในหมู่บ้านที่รอดชีวิตพวกเขาก็พากันวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต