ยามเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บ พายุหิมะเพิ่งโหมกระหน่ำผ่านพ้น ทั่วทั้งเมืองเหยียนจิงจึงถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน เมืองเหยียนจิงนั้นกว้างใหญ่ไพศาล รองรับประชากรได้นับล้าน และจวนของ ‘เจิ้นตงอ๋อง’ ฉินเต๋อ ผู้กุมอำนาจสามเขตปกครองแดนบูรพา ก็ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมืองแห่งนี้
จวนเจิ้นตงอ๋องมีอาณาเขตกว้างขวาง ประตูหลักเปิดกว้างตลอดทั้งทิวาและราตรี ทางเข้านั้นกว้างขวางเสียจนคนหกเจ็ดคนสามารถเดินเรียงหน้ากระดานเข้าไปพร้อมกันได้อย่างสบาย
ที่สองฝั่งของประตูใหญ่ มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำเปลือยท่อนบนยืนตระหง่านอยู่สองคน ชายฉกรรจ์ทั้งสองนี้ยืนนิ่งราวรูปปั้นหิน ดวงตาเ็าทอดมองผู้คนที่สัญจรไปมา บนแผ่นหลังกว้างหนาดั่งหลังเสือสะพายดาบศึกสีแดงโลหิตขนาดมหึมา เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าดาบเล่มนี้ยาวเกือบหนึ่งวา
ในยามเหมันต์ฤดู หิมะทับถมเต็มพื้น อุณหภูมิต่ำจนน่าใ แม้แต่แม่น้ำยังจับตัวเป็น้ำแข็ง แต่ชายฉกรรจ์สองคนนี้กลับยืนเปลือยท่อนบนท้าลมหนาว
ทว่านั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตระหนกที่สุด สิ่งที่น่าครั่นคร้ามยิ่งกว่าคือข้างกายชายฉกรรจ์ทั้งสอง กลับมีเสือร้ายหมอบอยู่ข้างละตัว
เสือตัวนั้นมีสีแดงเพลิงดุจเปลวไฟตลอดทั้งตัว ลำตัวยาวกว่าหนึ่งวา หางแกร่งดั่งแส้เหล็กเพียงกวาดไปมาเบาๆ ก็ทำให้อากาศสั่นะเื ดวงตาพยัคฆ์เปล่งประกายอำมหิต เสือตัวนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘พยัคฆ์เพลิง’ นั่นเอง
ทันใดนั้น ภายในจวนเจิ้นตงอ๋องก็มีชายฉกรรจ์อีกสองคนเดินออกมา ทั้งสองต่างเปลือยท่อนบนเช่นกันและจูงพยัคฆ์เพลิงอันดุร้ายมาด้วยคนละตัว เพื่อทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนเวรยาม
ภายนอกจวน ไม่ว่าจะเป็คฤหบดี ขุนนาง หรือชาวบ้านร้านตลาดในเมืองเหยียนจิง ต่างก็รู้ตัวและพยายามเดินเลี่ยงห่างจากรัศมีของจวนเจิ้นตงอ๋อง
ณ ลานเรือนหลังเล็กอันเงียบสงบภายในจวนเจิ้นตงอ๋อง
ชายวัยกลางคนสวมชุดเขียวกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งหิน บนตักของเขามีเด็กชายหน้าตาน่ารักนั่งเล่นอยู่ เบื้องหน้าของชายวัยกลางคนมีคนสิบสองคนยืนเรียงราย คนทั้งสิบสองนี้บ้างเป็ชายชรา บ้างเป็หญิงงาม บ้างเป็ชายหนุ่ม... แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสิบสองคนล้วนสวมอาภรณ์สีม่วง
“เสด็จพ่อ ท่านให้ท่านอาจารย์มากมายขนาดนี้มาทำไมหรือขอรับ?” ฉินอวี่ที่เพิ่งจะอายุครบหกขวบนั่งอยู่บนตักบิดา มือปั้นก้อนหิมะเล่นพลางเงยหน้าถามฉินเต๋อผู้เป็บิดาด้วยความสงสัย
ฉินเต๋อลูบศีรษะบุตรชายด้วยความรักใคร่เอ็นดู จากนั้นเงยหน้ามองคนทั้งสิบสอง แล้วกล่าวเรียบๆ ว่า “พวกเ้าสอนอวี่เอ๋อร์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เอาล่ะ ไม่ต้องเกรงใจอะไร มีความเห็นอย่างไรก็จงพูดออกมาเถิด”
คนทั้งสิบสองมองหน้ากัน จากนั้นชายชราเคราขาวพลิ้วไหวผู้หนึ่งก็ก้าวออกมา คารวะอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า “ทูลท่านอ๋อง จากการสังเกตของพวกเราในทุกๆ ด้าน องค์ชายสามเพียงแค่มีความสนใจในกลไกประดิษฐ์เล็กน้อย ทว่าสำหรับวิถีแห่งผู้นำในการปกครองคน กลับไม่มีความสนใจเลยแม้แต่น้อย จากการวินิจฉัยของพวกเรา องค์ชายสามไม่สามารถเป็ผู้นำที่สมบูรณ์แบบได้ขอรับ”
เพียงแค่อาศัยเวลา่สั้นๆ ัักับเด็กชายก็ตัดสินเช่นนี้ ดูเหมือนจะด่วนสรุปไปบ้าง แต่ฉินเต๋อกลับไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย
ฉินเต๋อถอนหายใจยาว ก้มมองดูฉินอวี่ที่ยังไร้เดียงสาไม่รู้ความ แล้วยิ้มขื่นๆ “ข้าดูออก อวี่เอ๋อร์เหมือนแม่ของเขา ไม่มีความสนใจในลาภยศสรรเสริญทางโลกเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าในเส้นทางการฝึกฝนของเขานั้นกลับ...”
ฉินเต๋อพูดถึงตรงนี้ก็ชะงักไป จากนั้นโบกมือกล่าวว่า “่เวลานี้ลำบากพวกเ้าแล้ว ตอนนี้พวกเ้าออกจากจวนอ๋องไปได้”
“ท่านอ๋อง พวกเราขอลา!”
คนชุดม่วงทั้งสิบสองโค้งกายพร้อมกัน จากนั้นทยอยเดินออกจากเรือนเล็กอันเงียบสงบไป
เวลานี้ ในเรือนเหลือเพียงฉินเต๋อและฉินอวี่บุตรชาย ฉินเต๋อนั่งเงียบงันไม่เอ่ยวาจา บางครั้งก็ก้มมองฉินอวี่บนตัก ความหมายที่ซ่อนเร้นในแววตานั้น เป็สิ่งที่ฉินอวี่ในวัยหกขวบยังไม่อาจเข้าใจได้
‘เสด็จพ่อเป็อะไรไป ทำไมไม่พูดแล้วล่ะ?’ ฉินอวี่คิดในใจ แต่เขาก็เป็เด็กดีมาก ไม่ได้รบกวนบิดา เนื่องจากขาดมารดาั้แ่เล็ก ในใจของฉินอวี่ คนที่สำคัญที่สุดก็คือบิดาและพี่ชายอีกสองคน
ผ่านไปเนิ่นนาน ฉินเต๋อยังคงนั่งนิ่ง ฉินอวี่ก็นั่งเงียบๆ อยู่บนตักบิดา
ทันใดนั้น เสียงนกกระเรียนก็ดังแว่วมา
นกกระเรียนขาวตัวหนึ่งร่อนลงมาจากฟากฟ้า บนหลังนกกระเรียนมีชายวัยกลางคนรูปงามท่าทางดุจเซียนนั่งอยู่ เพียงชั่วพริบตานกกระเรียนก็ร่อนลงกลางลานบ้าน
“พี่เฟิง ปัญหาเื่จุดตันเถียนของอวี่เอ๋อร์ ท่านพอจะหาทาง...” ทันทีที่เห็นผู้มาเยือน ฉินเต๋อก็ลุกขึ้นถามด้วยความร้อนรน
เฟิงอวี้จื่อเห็นอาการของสหาย ย่อมรู้นิสัยเพื่อนสนิทดี จึงได้แต่ถอนหายใจกล่าวว่า “ท่านอ๋อง ข้าเคยบอกไปแล้ว อวี่เอ๋อร์เขาไม่มีความหวังในเส้นทางการฝึกฝนเลย จุดตันเถียนของเขาประหลาดนัก ไม่สามารถกักเก็บกำลังภายในได้ ย่อมไม่อาจฝึกฝน จุดตันเถียนเช่นนี้เป็มาแต่กำเนิด ในร้อยล้านคนแทบจะหาไม่เจอสักคน ข้าเฟิงอวี้จื่อก็จนปัญญา”
เมื่อได้ยินคำยืนยัน ฉินเต๋อก็ค่อยๆ ทรุดนั่งลง จมอยู่ในห้วงความคิด
“เสด็จพ่อ? กำลังภายในคืออะไรหรือขอรับ จุดตันเถียนของข้ากักเก็บกำลังภายในไม่ได้แล้วจะเป็ยังไงหรือ? เมื่อกี้อาจารย์พวกนั้นพูดถึงผู้นำอะไรนั่น มันหมายความว่ายังไงขอรับ?” ฉินอวี่วัยหกขวบเบิกตาโต ถามด้วยความสงสัย
คำพูดเมื่อครู่เขาจดจำได้แม่นยำ
ฉินเต๋อยิ้มขื่นในใจ แต่ปากกลับเอ่ยปลอบโยน “อวี่เอ๋อร์ เ้าอย่าถามมากความเลย เ้าไม่ได้ไม่ชอบเรียนนู่นเรียนนี่ แต่ชอบไป ‘อวิ๋นอู้ซานจวง’ หรอกหรือ?”
ดวงตาของฉินอวี่พลันเป็ประกายขึ้นมาทันที ราวกับดวงดาวระยิบระยับในท้องฟ้ายามค่ำคืน “อ๊ะ ข้าไม่ต้องเรียนหนังสือพวกนั้นแล้วหรือขอรับ อวิ๋นอู้ซานจวง ข้าชอบน้ำพุร้อนที่นั่น แล้วก็ชอบดูดาว ชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วย”
ฉินเต๋อหัวเราะ “ดี ดี ดี อวี่เอ๋อร์ ในเมื่อเ้าชอบ ข้าจะยกอวิ๋นอู้ซานจวงให้เ้า แล้วทหารฝีมือดีอีกหนึ่งพันนายต่อไปก็ให้เ้าดูแล ถ้าเ้าอยากได้อะไร ก็บอกกับปู่เหลียนของเ้าได้เลย”
“ไชโย! ดีจังเลย ว้าว อวิ๋นอู้ซานจวงเป็ของข้าแล้ว ข้าแช่น้ำพุร้อนนั่นได้ทุกวันเลย สบายตัวที่สุด” ฉินอวี่ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉินเต๋อเป็เพียงการเสแสร้ง ทว่าฉินอวี่กลับดูไม่ออก
“เ้าชอบก็ดีแล้ว อวี่เอ๋อร์ เ้ากลับไปนอนก่อน จะไปอวิ๋นอู้ซานจวงเมื่อไหร่ ก็บอกกับปู่เหลียนของเ้านะ” ฉินเต๋อยิ้มพลางลูบศีรษะบุตรชาย
“เสด็จพ่อลาก่อน ลุงเฟิงลาก่อนขอรับ” ฉินอวี่โบกมือลา แล้ววิ่งตรงกลับห้องของตนไป
ฉินเต๋อยิ้มส่งฉินอวี่จนลับสายตา จากนั้นใบหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็เ็าเคร่งขรึมทันที ร่างกายวูบไหวกลายเป็ควันสีเขียวสายหนึ่งหายไปจากลานบ้าน ส่วนเฟิงอวี้จื่อก็พลิ้วกายดุจปุยนุ่นตามไปติดๆ
......
ภายในห้องลับของจวนอ๋อง เวลานี้มีเพียงสามคน ฉินเต๋อ เฟิงอวี้จื่อ และบัณฑิตชุดดำถือพัดจีบ
“ท่านอ๋อง ท่านตัดสินใจแล้วจริงๆ หรือ?” บัณฑิตชุดดำมองฉินเต๋อ ถามด้วยความสงสัย
ฉินเต๋อพยักหน้า “อวี่เอ๋อร์เขาเป็ผู้นำไม่ได้ และยังเป็ยอดฝีมือระดับฟ้าประทานไม่ได้ เขาไม่เข้ามาพัวพันด้วยน่าจะดีที่สุด จุดตันเถียนประหลาดของเขา... เฮ้อ สิ่งที่ข้าจะมอบให้เขาได้ บางทีคงมีเพียงชีวิตที่สงบสุขสิบกว่าปี รอจนพวกเราเริ่มแผนการขั้นสุดท้าย อวี่เอ๋อร์เขาก็คงไม่อาจใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้แล้ว”
เฟิงอวี้จื่อครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเอ่ยถาม
“ท่านอ๋อง แผนการของท่านจะลงมือจริงๆ หรือ ท่านน่าจะรู้ดี หากเริ่มแผนการนั้น จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นไร?”
ใบหน้าของฉินเต๋อเย็นเยียบลงทันที ในดวงตาฉายแววอำมหิต “ไม่ว่าจะเพื่อบรรพชนตระกูลฉินของข้า หรือเพื่อจิ้งอี๋ แผนการนี้ต้องดำเนินต่อไป จิ้งอี๋ทิ้งลูกชายไว้ให้ข้าสามคน แม้อวี่เอ๋อร์จะมีปัญหาเื่จุดตันเถียน แต่เฟิงเอ๋อร์และเจิ้งเอ๋อร์ คนหนึ่งบู๊คนหนึ่งบุ๋น เพียงพอที่จะทำการใหญ่ สวีหยวน ‘หมากซ่อน’ ตัวแรกเริ่มเดินหรือยัง?”
บัณฑิตชุดดำสวีหยวนโบกพัดสองสามที หุบพัดแล้วยิ้มน้อยๆ “ท่านอ๋องวางใจ ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม”
“ดี ดีมาก” ดวงตาของฉินเต๋อเปล่งประกายจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
โลกที่เจิ้นตงอ๋องฉินเต๋ออาศัยอยู่คือทวีปเฉียนหลง ทวีปเฉียนหลงมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครระบุความกว้างใหญ่ที่แน่ชัดได้
หลักๆ แล้วทางตะวันออกสุดของทวีปเฉียนหลงคือแดนหงฮวงไร้ขอบเขต ภายในแดนหงฮวงเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงชัน ป่าดงดิบหนาทึบ ในนั้นมีสัตว์อสูรนับไม่ถ้วน ยิ่งเข้าไปลึก สัตว์อสูรก็ยิ่งร้ายกาจ เพราะแม้แต่ ‘ซ่างเซียน’ ในทวีปเฉียนหลง ก็ยังไม่อาจสำรวจแดนหงฮวงไร้ขอบเขตได้ทั้งหมด
ทางตะวันตกของแดนหงฮวงไร้ขอบเขต ก็คือสามอาณาจักรใหญ่
ราชวงศ์ฉู่ ราชวงศ์ิ ราชวงศ์ฮั่น ประชากรของสามราชวงศ์รวมกันเกือบร้อยล้านคน พื้นที่แผ่นดินกว้างใหญ่จนน่าใ ในสามราชวงศ์ ราชวงศ์ฉู่แข็งแกร่งที่สุด และในราชวงศ์ฉู่ ก็มีตระกูลที่ยอดเยี่ยมตระกูลหนึ่ง... ตระกูลฉิน
ตระกูลฉินสามเขตปกครองทางตะวันออก จากสิบสองเขตของราชวงศ์ฉู่ สามเขตปกครองแดนบูรพานี้ติดกับแดนหงฮวงไร้ขอบเขต ตระกูลฉินสืบทอดมาหลายร้อยปี รากฐานในสามเขตปกครองแดนบูรพามั่นคงยิ่งนัก แม้แต่ฮ่องเต้ราชวงศ์ฉู่คิดจะจัดการ ก็ยังยากลำบากยิ่ง อีกทั้งตระกูลฉินยังมีกองกำลังพิเศษ ‘กองทัพพยัคฆ์เพลิง’
พยัคฆ์เพลิง ทั่วร่างสีแดงฉาน รูปร่างใหญ่โต เป็สายพันธุ์ย่อยของเสือ วิธีการเพาะเลี้ยงพยัคฆ์เพลิงจำนวนมากถือเป็ความลับสุดยอดของตระกูลฉิน
ตระกูลฉินควบคุมกองทัพหกแสนนาย ในจำนวนนั้นห้าหมื่นนายคือกองทัพพยัคฆ์เพลิง นักรบกองทัพพยัคฆ์เพลิงทุกคนล้วนขี่ ‘พยัคฆ์เพลิง’ ลำพังพลังโจมตีของพยัคฆ์เพลิงก็น่ากลัวอยู่แล้ว บวกกับตัวนักรบเข้าไป ยิ่งทำให้ไร้ผู้ต่อต้าน
เพียงแค่เสียง ‘เสือคำราม’ ของพยัคฆ์เพลิงห้าหมื่นตัว ก็สามารถบั่นทอนขวัญกำลังใจศัตรูให้ตกต่ำได้ กองทัพพยัคฆ์เพลิงห้าหมื่นนายสามารถทำลายกองทัพทหารม้าทั่วไปกว่าแสนนายได้อย่างราบคาบ
ทวีปเฉียนหลงบูชาความแข็งแกร่ง สามอาณาจักรใหญ่ล้วนมีผู้ฝึกตนคอยปกป้องประเทศ ผู้ฝึกตนแต่ละคนในสายตาปุถุชนล้วนเปรียบเสมือนเทพเซียน กระบี่บินพุ่งออก ตัดศีรษะคนได้ในระยะพันลี้ ขี่กระบี่บินท่องไปในนภาเก้าชั้น อย่างไหนบ้างไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์?
อวิ๋นอู้ซานจวง สร้างขึ้นบน ‘ูเาตงหลาน’ ูเาตงหลานสูงกว่าพันจั้ง นับเป็ขุนเขาสูงตระหง่าน
สองปีต่อมา
ขณะนี้ฉินอวี่อายุแปดขวบแล้ว ตัวสูงขึ้นไม่น้อย ดวงตามีประกายแห่งปัญญาฉายชัดเป็ครั้งคราว ทว่าในส่วนลึกของดวงตากลับแฝงความเศร้าสร้อยจางๆ ขณะนี้ฉินอวี่กำลังเดินอยู่บนทางเขาเพียงลำพัง บนไหล่ของเขามีลูกอินทรีสีดำเกาะอยู่ตัวหนึ่ง
“เสี่ยวเฮย สองปีแล้ว สองปีเต็มๆ ที่เสด็จพ่อมาเยี่ยมข้าแค่ครั้งเดียว” ฉินอวี่กัดริมฝีปาก เอ่ยกับลูกอินทรีบนไหล่
ลูกอินทรีตัวนี้ฉินอวี่พบเข้าตอนเที่ยวเล่นบนูเาตงหลานเมื่อปีก่อน จึงนำมันมาเลี้ยงไว้ข้างกาย มีลูกอินทรีเป็เพื่อน ฉินอวี่จึงไม่เหงาจนเกินไป ก่อนหกขวบมีบิดาอยู่ด้วยเสมอ หลังหกขวบมาสองปีเต็ม กลับได้เจอบิดาเพียงครั้งเดียว
อินทรีดำขยับปีก ลูบไล้ใบหน้าอ่อนเยาว์ของฉินอวี่ ฉินอวี่จึงยิ้มออกมาได้
เดินไปได้ครู่หนึ่ง จู่ๆ ฉินอวี่ก็เห็นหญิงตั้งครรภ์ผู้หนึ่งกำลังหาบไม้ฟืนเดินอย่างยากลำบากอยู่เบื้องหน้า จึงหันไปพูดกับอินทรีดำทันทีว่า “เสี่ยวเฮย พวกเราไปช่วยน้าคนนี้กันดีไหม?”
อินทรีดำกระพือปีก ขยับตัวไปมาบนไหล่ฉินอวี่สองที ฉินอวี่จึงยิ้มร่าวิ่งตรงไปหาหญิงตั้งครรภ์อย่างรวดเร็ว
“ท่านน้า ข้าช่วยท่านแบกฟืนนะ” ฉินอวี่มองหญิงตั้งครรภ์แล้วกล่าวอาสา
หญิงตั้งครรภ์ได้ยินเสียง ก็วางฟืนมัดหนึ่งลง เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก มองฉินอวี่ที่ยังเป็เด็กน้อย แล้วยิ้มตอบ “เ้าหนู ขอบใจนะ น้าแบกเองไหว อีกแค่ลี้เดียวก็ถึงหมู่บ้านของน้าแล้ว” พูดจบก็จะแบกฟืนเดินทางต่อ
“เ้าหนู? ข้าไม่เล็กแล้วนะ ปีนี้ข้าแปดขวบแล้ว ไม้ฟืนแค่นี้ข้าแบกได้แน่นอน” ฉินอวี่มองเหงื่อบนหน้าหญิงตั้งครรภ์ แล้วแย่งไม้ฟืนมาเหวี่ยงขึ้นหลังทันที
ไม้ฟืนมัดหนึ่งสำหรับคนทั่วไปย่อมไม่หนัก แต่สำหรับเด็กแปดขวบถือว่าหนักเอาการ แต่ฉินอวี่แช่น้ำพุร้อนธรรมชาติในอวิ๋นอู้ซานจวงเป็ประจำ ร่างกายจึงแข็งแรงกว่าเด็กแปดขวบทั่วไปมาก จึงแบกขึ้นมาได้
“ท่านน้า ดูสิ ข้าแบกขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ? ฮึ ยังมาเรียกข้าว่าเ้าหนูอีก” ฉินอวี่พูดอย่างภูมิใจ ตอนนี้ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขาเปื้อนฝุ่นจนมอมแมม
หญิงตั้งครรภ์ชะงัก แล้วยิ้ม “แรงเยอะจริงเชียว แต่อีกตั้งหนึ่งลี้ เ้าหนูเ้าทนไม่ไหวแน่ ให้น้าแบกเถอะ”
“ใครว่าทนไม่ไหว”
ฉินอวี่เห็นหญิงตั้งครรภ์ยื่นมือมา ก็รีบวิ่งหนีไปข้างหน้า แล้วหันกลับมาบอกว่า “ท่านน้า ูเาตงหลานนี้ข้าวิ่งเล่นมาหลายรอบแล้ว รู้ว่าอีกหนึ่งลี้ข้างหน้ามีหมู่บ้านเล็กๆ ต้องเป็หมู่บ้านของท่านแน่ ไป รีบไปกันเถอะ ท่านยังเดินไม่เร็วเท่าข้าเลยนะ!”
หญิงตั้งครรภ์ยิ้มแก้มปริ “เด็กคนนี้ ไม่รู้ลูกเต้าเหล่าใคร มีลูกแบบนี้ พ่อแม่เขาคงดีใจน่าดู”
ฉินอวี่แบกฟืนมัดนี้ ่แรกไม่ลำบากเท่าไหร่ แต่พอเดินไปสักพัก ฉินอวี่ก็เริ่มรู้สึกว่าขาสองข้างอ่อนแรง อย่างไรเสียก็เป็การเดินขึ้นเขา แถมยังแบกฟืน ฉินอวี่ต่อให้ร่างกายแข็งแรง ก็เป็เพียงเด็กอายุแปดขวบเท่านั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ขาของฉินอวี่ก็เริ่มสั่นระริก
“เ้าหนู...” หญิงตั้งครรภ์ร้องทักด้วยความใ
“ไม่เป็ไร เื่แค่นี้เล็กน้อย” ฉินอวี่หันกลับมาพยายามฉีกยิ้ม น้ำเสียงราวกับเขาเป็จอมพลัง แต่ทางเขาขรุขระ เท้าฉินอวี่สะดุดก้อนหินจนเซถลา
“โครม!” ฉินอวี่ล้มกลิ้งลงไปทั้งตัว
หญิงตั้งครรภ์รีบปรี่เข้ามา เอาไม้ฟืนออกแล้วพยุงฉินอวี่ขึ้น ตอนนี้หน้าตาฉินอวี่เต็มไปด้วยฝุ่น มอมแมมไปทั้งตัว ฉินอวี่มองหญิงตั้งครรภ์ด้วยความน้อยใจนิดๆ แล้วบอกว่า “ท่านน้า จริงๆ แล้ว... ข้ายังแบกไหวนะ เมื่อกี้แค่สะดุดหิน”
“เอาล่ะ น้ารู้ว่าเ้าแบกไหว แต่หมู่บ้านอยู่ข้างหน้านี้แล้ว ขอบใจเ้ามากนะ”
หญิงตั้งครรภ์แบกฟืนขึ้น ตรวจดูว่าฉินอวี่ไม่าเ็ แล้วช่วยเช็ดหน้าให้ฉินอวี่พลางกำชับด้วยความเป็ห่วง รอจนฉินอวี่พยักหน้ารับปาก จึงเดินกลับหมู่บ้านไป
ฉินอวี่มองหมู่บ้านที่อยู่ห่างไปแค่ร้อยก้าวตรงหน้า ขมวดคิ้วพูดว่า “เสี่ยวเฮย อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้วเชียว” จากนั้นฉินอวี่ก็ยิ้มออกมา “แต่ตอนนี้น้าเขาก็สบายขึ้นเยอะ แป๊บเดียวก็ถึงหมู่บ้านแล้ว”
ฉินอวี่ยิ้มอย่างสดใส เป็รอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริง
เงาร่างคนสามคนในที่ซ่อนสบตากัน พวกเขาคือยอดฝีมือที่คอยแอบคุ้มกันฉินอวี่
ฉินอวี่เป็ถึงลูกชายของเจิ้นตงอ๋อง องค์ชายสามผู้สูงศักดิ์ จะปล่อยให้วิ่งเล่นในป่าเขาเพียงลำพังได้อย่างไร?
“องค์ชายสามยังเด็กแท้ๆ แต่จิตใจกลับดีงามเพียงนี้ ท่านอ๋องตัดใจทิ้งองค์ชายสามไว้ที่อวิ๋นอู้ซานจวงได้ยังไง สองปีมาแค่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่เห็นองค์ชายสามนั่งบนยอดเขาตอนดึกๆ ตลอดทั้งคืน ร่างเล็กๆ นั่นตากลมหนาวยามค่ำคืนบนยอดเขา ข้าก็ปวดใจเหลือเกิน” เงาร่างหนึ่งถอนหายใจแ่เบา
อีกเงาร่างหนึ่งพยักหน้า “ทุกครั้งที่องค์ชายสามมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน สีหน้าแววตานั้นทำเอาข้าจุกในอก ท่านอ๋องท่าน... เฮ้อ!”
“ช่างเถอะ ท่านอ๋องคิดจะทำอะไร ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะล่วงรู้ได้ พวกเราคุ้มครององค์ชายสามให้ดีก็พอ”
ทันใดนั้น—
ที่ตีนเขาปรากฏชายร่างใหญ่ผิวดำรูปร่างกำยำล่ำสัน ดวงตาโตเท่าระฆังทองแดง ขี่เสือสีแดงเพลิงดุร้ายตัวหนึ่ง พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว พอเห็นฉินอวี่ ก็ะโมาแต่ไกล “องค์ชายสาม องค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองมาแล้วขอรับ”
“พี่ใหญ่กับพี่รองมาแล้ว!” ฉินอวี่ตื่นเต้นจนตาลุกวาว รีบวิ่งไปหาชายร่างใหญ่ผิวดำ ปีนขึ้นหลังเสือ ใบหน้าที่ตื่นเต้นแดงระเรื่อ เร่งเร้าอย่างร้อนรนว่า “ท่านอาหวัง ไป เร็วเข้า รีบกลับอวิ๋นอู้ซานจวง!”
ชายร่างใหญ่นั้นกอดกระชับฉินอวี่ไว้แน่น แล้วบังคับพยัคฆ์เพลิงวิ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ตลบอบอวล