จู้เจียงเจียง แม่ม่ายผู้มั่งคั่ง

    ตอนที่ 27 ได้รับเชิญให้ไปชงชาในสำนักศึกษาส่วนตัว

    “แม่นางหมิง?” เห็นคนที่มา จู้เจียงเจียงก็แสดงท่าทีประหลาดใจ


    ระยะห่างกว่าครึ่งเดือนจากวันส่งชาครั้งก่อน ในครึ่งเดือนมานี้ไม่เห็นบนสมุดทะเบียนมีคนแซ่หมิงมาซื้อชาอีกเลย ตอนเปิดร้านก็ไม่เห็นนางมาดื่มชา


    จู้เจียงเจียงยังนึกว่าเสียลูกค้าคนนี้ไปแล้ว


    หมิงเหยาที่จำจู้เจียงเจียงได้จึงรีบให้คนขับหยุดรถ แล้วจับแขนของคนขับลงรถอย่างว่องไว


    นอกจากนาง คนที่ลงมาจากบนรถยังมีผู้ชายอีกคนหนึ่ง


    ผู้ชายคนนี้กับหมิงเหยามีหน้าตาที่คล้ายกันหลายส่วน นางจำได้ ครั้งก่อนหลังจากที่หมิงเหยารับชาจากนางไปแล้ว ก็หันไปเรียกคนที่อยู่ในลานว่าพี่ชาย


    ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นพี่ชายที่นางเรียกกระมัง


    หมิงเหยายังคงเหมือนในภาพความทรงจำ รอยยิ้มกว้าง ก้าวย่างที่สง่างาม มือหนึ่งยกกระโปรงยาววิ่งมาทางจู้เจียงเจียง “แม่นาง ช่วงนี้ทำไมไม่เห็นเจ้าไปขายชาในตลาด ให้ข้าเจอเจ้าได้ง่าย ๆ”


    หญิงสาวคว้ามือนางราวกับคุ้นเคยกันมานาน ทว่าจู้เจียงเจียงกลับรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย


    “ช่วงนี้ทำนาค่อนข้างยุ่ง ไม่มีเวลาไปขายชา แม่นางหมิงหาข้ามีธุระอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงพยายามดึงมือออกมาจากการกอบกุมของนาง แต่หมิงเหยากลับจับมือนางแน่นขึ้นเรื่อย ๆ


    “มีธุระแน่นอน!”


    หมิงเหยาแสดงท่าทีเหมือนพี่สาว ทั้งยังจิ้มจมูกของจู้เจียงเจียงไปหนึ่งที “พี่สาวคนนี้ อยากขอให้เจ้ามาช่วยข้าชงชา”


    เผชิญหน้ากับสาวงามหยาดเยิ้มอ่อนโยนที่ใช้เสน่ห์ยั่วยวนแบบนี้ ถึงจู้เจียงเจียงจะเป็นผู้หญิงห้าว ๆ คนหนึ่งก็ทนไม่ไหว ขนลุกไปทั้งตัว


    “เอ่อ...แม่นางหมิง เชิญนั่งก่อนเถอะ ข้าจะไปชงชาให้พวกท่านเดี๋ยวนี้”


    บนใบหน้าของจู้เจียงเจียงแขวนรอยยิ้มตามมารยาทไว้ พลางดึงมือตัวเองออกอย่างยากลำบาก


    วันนี้มันวันอะไร ทำไมมาให้นางชงชากันหมด?


    ตอนจู้เจียงเจียงจะหมุนตัวไปต้มน้ำ หมิงเหยาก็เรียกนางเอาไว้ “แม่นาง ข้าไม่ได้จะให้เจ้าชงชาตอนนี้ ข้ากับพี่ชายอยากเชิญเจ้าไปที่จวน ชงน้ำชาหนึ่งกาให้แขกสำนักศึกษาตระกูลหมิงของพวกเรา”


    “หา?” จู้เจียงเจียงไม่ค่อยเข้าใจ


    ต่อมาชายที่มือยกพัดขึ้นเหนือศีรษะเพื่อบังแสงแดดก็เดินเข้ามาในลานบ้าน พลางอธิบายอย่างละเอียดว่า “สามวันให้หลัง เป็นวันที่ศิษย์สำนักศึกษาส่วนตัวตระกูลหมิงจะมาสอบถามค้นคว้าร่วมกัน พวกเราอยากจัดสมาคมผู้รู้ที่แตกต่างกับที่ผ่านมา”


    ตระกูลหมิงของพวกเขาเปิดสำนักศึกษาส่วนตัวนี่เอง มิน่าทั้งสองคนนี้ดูแล้วสดใสแต่แฝงไปด้วยลักษณะของบัณฑิต มีกลิ่นอายดั่งผู้มีความรู้อยู่รอบตัว


    “หากทั้งสองท่านต้องการชาใหม่ ข้าพาพวกท่านทั้งสองขึ้นภูเขาชาไปเก็บสดทำสดตอนนี้ได้เลยนะ” จู้เจียงเจียงชี้ไปทิศทางของภูเขาชา


    นางไม่คิดว่าคำพูดที่พวกเขาบอกว่าเชิญนางไปชงชาในสมาคมผู้รู้ที่พูดเมื่อครู่จะเป็นความจริง บัณฑิตที่เล่าเรียนหนังสือผู้ทะนงตนจะให้นางที่สาวชาวบ้านคนหนึ่งไปเข้าร่วมด้วยได้อย่างไร?


    ก็แม้แต่เหลียงเหวินโจวคนที่ออกจากบ้านกลางคันไปร่ำเรียนหนังสือยังแสดงความอวดรู้แบบไม่รู้ตัวบ่อย ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเขา และคนอื่น ๆ เลย


    แต่ครั้งนี้นางดูแคลนตัวเองเกินไปแล้ว


    เห็นเพียงหมิงเหยาส่ายนิ้วชี้ไปมา แสดงออกอีกครั้ง “แม่นาง พวกเราชาก็ซื้อ ตัวเจ้าเองก็ต้องตามพวกเรากลับจวนไปด้วย”


    “พวกเราเคยดื่มชาในร้านชาของเจ้า และเคยลองชงชาด้วยตัวเอง รสชาติกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพวกเราสองพี่น้องจึงหวังว่า เจ้าจะมาชงชากานี้แทนพวกเราด้วยตัวเอง”


    หมิงจี่เก็บพัดในมือ ร่างกายค่อย ๆ โน้มไปข้างหน้า เรียนเชิญจู้เจียงเจียงด้วยท่าทางจริงใจ


    นับเป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงได้รับการเคารพในยุคสมัยนี้ รู้สึกไม่ชินเล็กน้อย


    แต่ไม่นานนางก็สงบลง “นั่งลงดื่มชาสักถ้วยก่อนค่อยคุยกันเถอะ”


    นางต้องพิจารณาชากานี้ ถือเป็นโอกาสให้สองพี่น้องตระกูลหมิงได้ลิ้มรสฝีมือของนางอีกสักครั้ง


    ไฟในเตาที่ทำกับข้าวเมื่อครู่ยังไม่ดับ จู้เจียงเจียงแค่ต้องเขี่ยถ่านในเตาออกเล็กน้อย เพิ่มไม้ไผ่หลายแผ่น ไฟก็ติดขึ้นมาแล้ว


    ขณะกำลังต้มน้ำบนเตาอยู่ ตอนหันกลับมาจะเก็บข้าวเช้าบนโต๊ะ กลับพบว่าสองพี่น้องตระกูลหมิงเริ่มกินกันอย่างไม่เกรงใจแล้ว


    “แม่นางมีชามข้าวไหม ข้าอยากดื่มสิ่งนี้” หมิงเหยาฉีกชงโหยวปิ่งมาหนึ่งชิ้นพอดีคำก่อนส่งเข้าปาก ทั้งยังไม่ลืมขอถ้วยดื่มน้ำเต้าหู้กับจู้เจียงเจียง


    จู้เจียงเจียงรีบเอาถ้วยตะเกียบสะอาดสองชุดให้ทั้งสองคน พร้อมเก็บถ้วยที่ตัวเองใช้แล้ว


    “คุณชายท่านนี้คือสามีเจ้าหรือ? ทำไมข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นหญิงม่ายคนหนึ่ง?”


    หมิงเหยาเป็นคนช่างพูดเหมือนรู้จักกันมานานจริง ๆ กล้าพูดไปทุกเรื่อง ไม่กลัวเลยว่าประโยคนั้นของตัวเองพูดผิดไปแล้วจะทำให้คนไม่พอใจ


    “ไม่ใช่ ท่านนี้คือแม่ทัพเผย มาดื่มชาเหมือนกับพวกท่าน”


    จู้เจียงเจียงกลับไม่ถือสาความตรงไปตรงมาของหมิงเหยา นางรับรู้ได้ว่าหมิงเหยาไม่มีเจตนาร้ายอะไร


    “แม่ทัพเผย?!”


    ในตอนที่สองคนจากตระกูลหมิงรับรู้ว่าคนที่ร่วมโต๊ะกับพวกเขา ปรากฏว่าเป็นเผยจี้ผู้โด่งดังก็ชะงักไป


    “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบ” หมิงจี่ยกเต้าหู้ตรงหน้าขึ้น พยักหน้าส่งสัญญาณ


    เผยจี้ก็พยักหน้าตอบรับ แต่กลับไม่ได้พูดอะไร


    เขารู้ ปัญญาชนกับผู้บัญชาการทหารไม่ยุ่งเกี่ยวกันมาแต่ไหนแต่ไร ใครก็ไม่ยอมใคร ยามพบหน้า มากสุดก็เพียงพยักหน้าทักทายกันแบบนี้เท่านั้น


    ดีที่สถานการณ์อึดอัดนี้มีจู้เจียงเจียงอยู่ ไม่เช่นนั้นบรรยากาศคงตกลงไปถึงจุดเยือกแข็งเป็นแน่


    “แม่นาง พวกเขากำลังทำอะไรหรือ? กลิ่นฉุนเหลือเกิน”


    “แม่นาง เห็นที่พักอาศัยเจ้าบ้าน ๆ แต่กับข้าวอร่อยจริง ๆ เอาแบบนี้ อาหารการกินในจวนอีกสามวันให้หลัง เจ้าก็ช่วยข้าทำเถอะ...”


    หมิงเหยาชวนจู้เจียงเจียงพูดคุยคิกคัก เป็นครั้งแรกที่นางมาในชนบท ‘เฟิ่งหวงสีทอง’ ครั้งนั้นยังดึงดูดนางมาไม่ได้


    ครั้งนี้เพื่อสมาคมผู้รู้ พวกเขาเสียสละครั้งยิ่งใหญ่จริง ๆ


    ใครใช้ให้นายท่านผู้เฒ่าตระกูลหมิงของพวกเราพูดว่า หากสมาคมผู้รู้ครั้งนี้จัดการได้ดี สำนักศึกษาตระกูลหมิงก็ยกให้บ้านรองของพวกเราดูแลแล้ว


    เพื่อสำนักศึกษาตระกูลหมิง พวกเขาทุ่มสุดตัวจริง ๆ


    “ได้สิ แต่ก็ต้องดูว่าแม่นางหมิงจะยอมจ่ายกี่เหรียญแล้ว” จู้เจียงเจียงเป็นคนที่เมื่อประโยชน์ตกอยู่ในมือแล้วย่อมไม่มีทางคืนให้


    ในเมื่อคิดจะสร้างบ้าน เช่นนั้นก็ต้องเตรียมเงินในมือให้เพียงพอ พยายามสร้างให้ดีที่สุด ดังนั้นขอแค่มีงานนางล้วนรับหมด


    “เรื่องค่าตอบแทนแม่นางโปรดวางใจ พวกเราตระกูลหมิงแม้ไม่ใช่ตระกูลใหญ่อะไร แต่ก็เป็นผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามมาสี่สมัย จะไม่เอาเปรียบแม่นางอย่างแน่นอน”


    ผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามมาสี่สมัย!


    ยอดเยี่ยมมาก! จู้เจียงเจียงแอบอุทานอย่างตกใจ


    ดูแล้ว นางต้องคว้าโอกาสเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับตระกูลหมิงนี้ไว้ให้ดี พยายามส่งเผยเสี่ยวอวี๋ไปสำนักศึกษาตระกูลหมิงเพื่อร่ำเรียนหนังสือ


    หลังตัดสินใจได้แล้ว จู้เจียงเจียงก็เป็นมิตรกับสองพี่น้องตระกูลหมิงเป็นพิเศษ เป็นมิตรจนทำให้เผยจี้ที่อยู่ข้าง ๆ ถึงกับตกใจ


    จนกระทั่งเกือบถึงช่วงเวลาเที่ยง สองพี่น้องตระกูลหมิงบ่นร้อน พวกเขาอยู่ในบ้านต่อไม่ไหว จึงแสดงท่าทีเกรงใจก่อนจะขอตัวกลับก่อน


    “แม่นางหมิง คุณชายหมิง เดินทางปลอดภัย ครั้งหน้ามาใหม่ ข้าจะพาพวกท่านไปเดินเล่นบนภูเขาชา”


    หลังจากส่งทั้งสองคนขึ้นรถม้า จู้เจียงเจียงยังเดินไปส่งพวกเขาถึงหน้าหมู่บ้าน


    ท่าทางอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก ทำให้เผยจี้โมโหสุด ๆ


    “จู้เจียงเจียง หรือเจ้าลืมไปแล้วว่าข้ายังอยู่?!” เผยจี้สองมือกอดอก จ้องมองจู้เจียงเจียงตาเขม็ง สีหน้าบึ้งตึง


    ภรรยาของเขา ประจบเอาใจผู้ชายอื่นต่อหน้าแบบนี้ได้อย่างไร ยังเห็นสามีคนนี้อยู่ในสายตาอยู่ไหม?


    “ไม่ได้ลืม ข้ากับพวกเขาก็แค่เฮฮาผสมโรงกันเท่านั้น ถ้าหากหน้าระรื่นแล้วให้เสี่ยวอวี๋เข้าสำนักศึกษาตระกูลหมิงได้ นั่นก็ไม่นับว่าเสียหาย”


    จู้เจียงเจียงรินน้ำชาให้ตัวเองดับกระหาย “อีกอย่าง ข้ารู้สึกว่าพวกเขานิสัยไม่เลว”


    “เจ้าจะส่งเสี่ยวอวี๋ไปเรียนสำนักศึกษาส่วนตัว?” เผยจี้ตกใจ


    นี่เป็นเรื่องที่เขายังไม่กล้าคิด กลับกัน นางแค่พบกับคนตระกูลหมิงเพียงครั้งเดียวก็คิดแผนนี้ได้แล้ว


    นางช่างใจกล้ายิ่งนัก!