“กลุ่มแตกแล้ว”
ในห้องควบคุมรุ่นน้องจีเอ็มคนนั้นรายงานหัวหน้าด้วยน้ำเสียงเสียดาย
หัวหน้าจีเอ็มเพียงพยักหน้าเบาๆเป็การตอบรับ ทำงานอยู่ในห้องนี้มาหลายปี เื่อะไรบ้างที่ไม่เคยเจอ แค่ผู้เล่นตกลงผลประโยชน์กันไม่ลงตัวเห็นได้ทุกวันในเกม
พวกจีเอ็มคนอื่นเหลือบมองสถานการณ์บนจอเป็พักๆทีแรกก็แปลกใจนิดหน่อย ที่มีผู้เล่นเริ่มต้นเข้ามาพร้อมกันเป็กลุ่มใหญ่ขนาดนี้ แต่หลังจากตามดูไปครู่หนึ่งก็จับสังเกตได้ว่าคนพวกนี้แค่บังเอิญติดร่างแหมาด้วยกันเท่านั้น
จนถึง่ที่กลุ่มแตกผู้คนกระจัดกระจาย แต่ละคนเลือกเดินเข้าประตูอื่นตามใจชอบพวกเขาก็เลิกดูไปโดยปริยาย เพราะพวกนั้นไม่มีใครเข้าประตูที่ควรเข้าเลยแม้แต่น้อยแม้แต่ประตูที่มีความเสี่ยงต่ำๆ ก็ยังเลือกไม่ถูก ไม่รู้ว่าก่อนเริ่มเกม ไอ้พวกนี้ก้าวเท้าไหนออกมาจากบ้านกันแน่ถึงได้ซวยขนาดนี้
แต่พอหลังจากนั้นเห็นผู้เล่นเริ่มต้นเลเวลต่ำคนหนึ่งยืนเล่นเกมอย่างตั้งใจ พวกเขาก็ต้องอ้าปากค้าง
ทีแรกที่วิฬาร์ยืนมองพลางจดๆ จ้องๆ อยู่ พวกจีเอ็มก็เบื่อจนเลิกดูไปเองแต่พอวิฬาร์เริ่มเดินเกมขึ้นมา ทุกคนในห้องแม้กระทั่งหัวหน้าจีเอ็มต่างก็ต้องตกตะลึง
ภาพจากมุมสูงโชว์ให้เห็นแสงสีเขียวบนไข่หินวาบขึ้นมาเป็สายราวกับไฟบนต้นคริสต์มาสวนรอบแล้วรอบเล่าจนทั่วห้องนั้นน่าสะพรึงกลัวเป็อย่างยิ่ง พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อว่ามีคนที่สุดยอดขนาดนี้อยู่บนโลก
รูปแบบความคิดของคนคนนี้จะต้องซับซ้อนขนาดไหนถึงใช้แค่เพียงปากกากับกระดาษก็ไขเกมนี้ออกได้อย่างง่ายดายเห็นได้ชัดว่าไม่มีทางใช้วิธีจินตนาการภาพในหัวเพียงอย่างเดียวแน่จะต้องมีวิธีการหรือรูปแบบบางอย่างที่เขาใช้ในการแก้ปัญหานี้อยู่เพียงแต่พวกเขาไม่รู้เท่านั้น
“ผู้เล่นคนนี้น่าสนใจจริงๆ”
เสียงหนึ่งเอ่ยชมแต่ยังไม่ทันไร อีกเสียงหนึ่งก็ขัดขึ้น
“แต่เจอด่านต่อไปก็ต้องจอดแล้วมั้ง?คนเก่งพวกนี้จะต้องยึดมั่นถือมั่นในความสามารถของตัวเองที่สุดถ้าเจอการทดสอบด่านต่อไปละก็ เดี้ยงแน่ๆ”
สองสามเสียงเอ่ยรับขึ้นมาอย่างเห็นด้วยความยากของด่านต่อไปไม่ใช่ว่าการใช้ปัญญาหรือกำลังจะพาเอาตัวรอดไปได้ง่ายๆแบนนี้อีก
หัวหน้าจีเอ็มเองก็คิดเช่นนั้นเพียงแต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยอะไรบางอย่างเมื่อเห็นหน้าผู้เล่นคนนั้นเพียงแต่ยังนึกไม่ออก จึงเริ่มติดตามดูมากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ทันได้สังเกตที่มุมหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองที่เตือนว่ามีเมลใหม่เข้ามาั้แ่หลายชั่วโมงก่อน
………………..
วิฬาร์เดินผ่านทางเดินมืดทึบมาอีกราวๆร้อยก้าว ตอนนี้อาการพลังเวทมนตร์ที่ลดลงอย่างผิดปกติหายไปแล้วทำให้เขาเบาใจลงไม่น้อย เพียงแต่การที่ไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไรอยู่ก็กดทับจิตใจเขาเอาไว้ตลอดเวลา
ไม่นานนักเขาก็เห็นแสงสว่างจ้าลอดผ่านอุโมงค์มาจากด้านหน้า
เื่แบบนี้ในเกมไม่นับว่าผิดปกติพวกเขาจะใส่ด่านทดสอบที่บนโลกไม่สามารถทำได้มานั้นนับว่าไม่ใช่เื่แปลกวิฬาร์จึงไม่คิดอะไรมาก เดินตรงเข้าไปหาทันที
ไม่กี่อึดใจหลังจากพ้นทางเข้ามาได้สองสามก้าวเขาก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในพื้นที่ใหม่ที่กว้างกว่าห้องเดิมไม่รู้เท่าไหร่
ห้องนี้เป็สีขาวทั้งห้องสว่างไสวจนไม่ต้องใช้เวทมนตร์ส่องก็เห็นได้ทั่ว
วิฬาร์ตอนนี้เปรียบเสมือนมดที่เดินเข้ามาในห้องนอนของมนุษย์มันกว้างใหญ่ซะจนเขาประมาณขนาดไม่ถูก
เบื้องหน้ามีจุดสีเหลืองเล็กๆตั้งอยู่ลิบตา เขาจึงสาวเท้าเข้าไปดูด้วยท่าที่ระแวดระวังไม่รู้ว่าจะมีเกมอะไรมาให้เขาเล่น หรืออาจจะต้องต่อสู้กับตัวอะไรอีกรอบก็ได้
พอเข้าไปใกล้มากขึ้นวิฬาร์ก็เริ่มเห็นรายละเอียดของจุดเหลืองนั่น
ดูเหมือนมันจะตั้งอยู่บริเวณกลางห้องนี้พอดีและจากรูปร่างนั่นก็คล้ายกับมนุษย์ที่ยืนหันหลังอยู่
อาจจะเป็NPCประจำด่านนี้ก็ได้
เขาปรับลมหายใจให้ราบเรียบย่องเข้าไปช้าๆ เพื่อไม่้าให้ NPC หรืออะไรที่อยู่ตรงนั้นรู้ตัวเพราะจนกว่าคนคนนั้นจะหันมา ตอนนี้เขายังนับว่าได้เปรียบอยู่นิดหน่อย
แต่พอวิฬาร์เข้าระยะสามสิบก้าวร่างสูงใหญ่กว่าสองเมตรก็หันกลับมาประจันหน้ากับเขา
ใบหน้าสงบนิ่งทว่าแฝงแววองอาจริมฝีปากมีเขี้ยวขนาดประมาณนิ้วก้อย งอกออกมาชี้ขึ้น้าอย่างดุร้ายบ่งบอกว่ามันเป็ั์เผ่าพันธุ์หนึ่ง
ทั่วกายสวมชุดเกราะสีทองอร่ามจนเขาไม่อาจจำแนกสายพันธุ์ั์ของมันได้เกราะนั้นดูก็รู้ว่าเป็ของชั้นสูง ไม่แน่ว่าอาจจะถึงระดับ A แม้ว่าท่ายืนจะดูไร้พิษสง แต่วิฬาร์กลับรู้ได้ทันทีว่าหมดหวังลอบโจมตีไปแล้วโดยสิ้นเชิง
ต่อให้ทั่วร่างั์ตนนี้สวมแค่เกราะระดับDเขาที่ถือมีดสั้นระดับ F ก็ไม่มีทางทำอันตรายคนคนนี้ได้ก่อนที่จะโดนโต้ตอบแน่ยังไม่นับรวมว่า NPC คนนี้จะต้องมีฝีมือไม่ต่ำทรามอีกด้วยดังนั้น นี่เท่ากับว่าเขาปิดประตูชนะไปโดยปริยาย
“ผู้เล่นวิฬาร์พบผู้พิทักษ์เกราะทอง์ เลเวลไม่ปรากฏ”
ระบบแจ้งเตือนข้อมูลเข้ามาในหัววิฬาร์รายละเอียดพวกนี้บอกไม่บอกก็คงไม่ต่างกัน เขาจึงไม่ไปสนใจมันอีก สองเท้าก้าวถอยหลังทันทีดึงระยะห่างออกไปให้มากที่สุด
“สู้กับข้า”มันร้องท้าทาย
พูดไม่ทันขาดคำเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขาราวกับประทัดแตก มันแจ้งเตือนเสียงรัวๆ ถึงทักษะต่างๆที่เขาไม่มี
“ปลดผนึกทักษะเวทมนตร์ระดับต้นทั้งแปดสาย”
“ปลดผนึกทักษะเวทมนตร์ระดับกลางทั้งแปดสาย”
“ปลดผนึกทักษะเวทมนตร์ระดับสูงทั้งแปดสาย”
“ปลดผนึกทักษะ…”
ดวงตาวิฬาร์เบิกกว้างอย่างใหัวใจสูบฉีดเืระรัวราวเด็กหนุ่มเพิ่งเคยลิ้มรสจูบแรก ทักษะแทบทั้งหมดที่มีอยู่ในเกมค่อยๆปลดผนึกออกมาทีละอย่าง ไล่ั้แ่ขั้นพื้นฐานไปจนท้ายสุด ทั้งทักษะเสริม ทักษะย่อยทักษะที่เขาไม่เคยรู้จัก ผุดขึ้นมาราวคลื่นทะเลถั่งโถม แม้แต่เลเวลค่าพลังเวทมนตร์ ปริมาณเื ก็พุ่งจนทะลุหลอด
ตัวเขาเมื่อครู่เปรียบเหมือนต้นกล้าที่เพิ่งแตกใบอ่อนได้ไม่กี่วันแต่หลังจากทักษะทั้งหมดปลดผนึกออกก็ไม่ต่างจากลูกไม้ที่โตเป็ต้นสนพันปีในพริบตาเดียว
วินาทีนี้เขารู้สึกราวกับว่าไร้เทียมทาน
แววตาคมกล้าเผยความมั่นใจอย่างถึงที่สุดออกมา
แต่ร่างใหญ่ตรงหน้าก็ไม่รอให้เขามีเวลาคิดมันทะยานเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
สองมือของมันเงื้อง่าดาบั์ที่ไม่ปรากฏที่มาก่อนจะฟาดลงอย่างไร้ปรานี
พร้อมกับเสียงะเิดังสนั่นพื้นสีขาวสะอาดตาที่วิฬาร์เหยียบอยู่เมื่อครู่แตกเป็หลุมลึกแต่กลับไม่ปรากฏร่างที่ควรหลั่งเืเพราะถูกโจมตีอยู่ตรงนั้น
วิฬาร์เพียงแค่สะกิดเท้าใช้แรงเพียงเล็กน้อย ก็ลอยออกห่างรัศมีโจมตีไปยี่สิบเมตร
ผู้พิทักษ์คนนั้นหันขวับมาด้วยสายตาอาฆาตราวกับวิฬาร์มีความแค้นล้ำลึกกับมันหนึ่งลมหายใจถัดมา มันก็ถลาเข้ามาอีก
วิฬาร์เองยังไม่ชินกับพลังใหม่ที่เพิ่งได้มากนักจึงกำลังปรับตัวอยู่เขาสะกิดเท้าถอยไปอีกไกลราววิหคถลาลม ทั่วร่างผนึกเวทมนตร์จนล้นปรี่ ลองผสานธาตุเวทระดับล่างขึ้นสองสามชุดแล้วโจมตีกลับไป
“ผู้เล่นวิฬาร์สังหารผู้พิทักษ์เกราะทอง์”
หืม?ตายซะงั้น?
เขาชะงักการโจมตีถัดไปที่เตรียมไว้ทันทีเบื้องหน้ามีซากร่างของผู้พิทักษ์นอนกองอยู่กับพื้น ดาบในมือที่เพิ่งตกลงพื้นส่งเสียงเคร้งคร้าง
แต่เขายังไม่ทันหายสับสนร่างสีทองที่มีเือาบทั่วตัวก็ใช้สองมือยันพื้น แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นมาใหม่คว้าดาบั์นั้นขึ้นมาถือ แล้วพูดประโยคเดิมกับวิฬาร์
“สู้กับข้า”
แล้วก็ทะยานเข้ามาอีก
นี่มันอะไรกันวะ?
แม้งุนงงแต่มือเขาไม่ได้ชะงัก สาดเวทมนตร์ชุดใหม่เข้าไปโจมตี
………………..
นี่เป็การตายครั้งที่สิบแปดของผู้พิทักษ์แล้วทุกครั้งที่มันล้มลง ก็จะลุกขึ้นมาใหม่ราวกับถูกมนตร์ชุบชีวิตร่างกายไร้การาเ็ าแเลือนหายจากนั้นก็จะพูดกับวิฬาร์ด้วยประโยคเดิมราวกับเครื่องจักร
“สู้กับข้า”
มาถึงตอนนี้วิฬาร์ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องสู้กับมัน ทีแรกวิฬาร์นึกว่านี่อาจจะเป็กับดักอะไรบางอย่าง จึงลองวิ่งไปจนทั่วห้องเพื่อหาทางออก
ด้วยจำนวนทักษะทั้งหมดที่เขามีไม่ถึงครึ่งนาที วิฬาร์ก็วิ่งจนครบรอบทั้งสี่ทิศแปดทาง ทว่ากลับไม่พบทางออกแม้แต่ทางเข้าก็ยังหาไม่เจอ
ดูเหมือนไม่ว่ายังไงก็คงต้องสู้ไปเรื่อยๆ ซะแล้ว
“สู้กับข้า”มันตายอีกครั้ง
ตอนนี้วิฬาร์เริ่มจับสังเกตได้แล้วว่าทุกครั้งที่มันลุกขึ้นมาใหม่เขาจะต้องใช้พลังและรูปแบบการโจมตีที่ดีกว่าเดิมเพื่อรับมือ ดูเหมือนว่าผู้พิทักษ์ตนนี้จะพัฒนาฝีมือได้ผ่านการต่อสู้แต่เขายังไม่มั่นใจนัก จึงลองฆ่ามันด้วยหลายๆ วิธี
ทั้งถ่วงเวลาวิ่งไปวิ่งมาไม่ยอมต่อสู้กับมัน รวมถึงฆ่าในพริบตาเดียวอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่พบข้อแตกต่างอะไร มันยังคงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อยู่ตลอด ทั้งพลังฝีมือและเวทมนตร์ที่มันใช้ได้ เริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น เฉียบคมขึ้น แม่นยำขึ้นรวดเร็วขึ้น
“จุดประสงค์ของการทดสอบนี่คืออะไรกันแน่”เท่าที่สังเกตมา ภารกิจทุกอย่างในเกมจะต้องมีจุดประสงค์การทดสอบไม่ใช่สักแต่ว่าให้ดาหน้าเข้าไปสู้แบบดิบเถื่อน ไม่อย่างนั้นใครๆก็ผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องใช้หัวคิด ไม่ต้องมีสมอง
ยกตัวอย่างเช่นการทดสอบเมื่อครู่ที่เขาผ่านมาวิฬาร์คิดว่าจุดประสงค์ของการทดสอบนั้นคือความอดทนแทนที่จะเป็เื่ของความสามารถเพราะขอแค่คุณมีความพยายามมากพอ ต่อให้เกมดันกล่องนั้นกระดานใหญ่กว่านี้วิฬาร์เชื่อว่าต่อให้เป็คนธรรมดาก็ผ่านนั้นมาได้ไม่ยาก แม้ว่าจะต้องเล่นอยู่เป็วันๆก็ตาม
แต่ด่านนี้กลับแตกต่างออกไปมาถึงปุ๊บ ก็ปลดผนึกทักษะทั้งหมดให้กับเขาแล้วปล่อยให้สู้กับผู้พิทักษ์นี่ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ
หรือว่านี่จะเป็การทดสอบความอดทนอีกครั้ง?
นับจำนวนครั้งที่ฆ่าได้โดยไม่หยุด?
หรือสู้จนกว่าเขาจะสู้ไม่ไหว?
สมองวิฬาร์คิดถึงความเป็ไปได้นานัปการแต่ยังไม่มีข้อไหนดูเข้าเค้าสักอย่าง
“สู้กับข้า”
ตอนนี้วิฬาร์เตรียมทำศึกยืดเยื้อแล้ว
ในเมื่อยังไม่รู้จุดประสงค์ของการทดสอบวิฬาร์คงทำได้เพียงเล่นไปตามเกมเท่านั้น
เขาหยุดการเคลื่อนไหวอันไร้ประโยชน์เปลี่ยนเป็ยืนปักหลักอยู่กลางห้อง ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายแวววับลมหายใจสูดเข้าออกอย่างเชื่องช้า
เสี้ยววินาทีนั้นราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ห้วงเวลาประดุจถูกลากถ่วง
ผู้พิทักษ์ซอยเท้าถี่ยิบอากาศรอบตัวสั่นพร่าด้วยมายาเวทระดับล่าง เดี๋ยวปรากฏซ้าย เดี๋ยวปรากฏขวา หลอกล่อให้วิฬาร์สับสนเพื่อโจมตี
แต่เขาไม่ได้สนใจมันด้วยพลังและทักษะจำนวนมหาศาลที่เขามีความเร็วของมันก็เปรียบประดุจเต่าท้าแข่งกับเสือชีตาร์ ความเร็วเพียงแค่นี้คิดจะััตัวเขายังไม่ได้ด้วยซ้ำ
พริบตาถัดมาเสื้อผ้าชุดเริ่มต้นที่เขาใส่อยู่พลันพองตัวขึ้นมาราวถูกสูบลม ก่อนมันจะะเิออกจนกลายเป็เศษธุลีเมื่อเขาปลดปล่อยพลังเวทที่แท้จริงออกมา
พื้นสีขาวใต้เท้าป่นแตกเป็ฝุ่นผงรอยแตกขยายวงกว้างจนเป็ลายใยแมงมุม ในเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น ทั่วทั้งห้องไม่มีจุดไหนเลยที่ไม่ได้รับความเสียหาย
“ผู้เล่นวิฬาร์สังหารผู้พิทักษ์เกราะทอง์”
“สู้กับข้า”