บทที่ 8
ประตูเหล็กตัดสีดำตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ลาร่าหยุดลงเลือกกุญแจจากพวงสอดเข้าไปไข เสียงที่เกิดขึ้นค่อนข้างฝืด แต่ในที่สุดก็หมุนออก เธอยกแผ่นเหล็กที่ขวางอยู่พร้อมกับ ออกแรง ผลักประตูบานนั้น แต่แล้ว โดยไม่ทันระวังตัวที่มือของเธอลื่นหลุดจากบานซึ่งทำให้เธอเซสะดุดถอยหลังฝ่ามือใหญ่ๆ คู่นั้นตวัดเอวเธอไว้ พยุงให้ทรงตัวมั่นก่อนจะทันล้มลงแล้วจึงได้คลายออก แรนส์ แมคเควดก้าวผ่านเธอไปผลักประตูบานนั้นเต็มแรงมันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด"เห็นจะต้องหยอดน้ำมันเสียบ้าง" เขาบอกลองขยับบานประตูอีกสองสามครั้ง "พรุ่งนี้ผมจะส่งคนให้มาคู""ขอบใจค่ะ" ลาร่าตอบรับข้อเสนอของเขาอย่างไม่ยินดียินร้ายแรนส์ แมคเควดก้าวออกจากประตู และเอื้อมมาปิดมันลงตามหลัง"ราตรีสวัสดิ์นะครับ คุณนายคอชแรนส์" ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีน้ำตาลทองผงกให้เธอเล็กน้อย"ราตรีสวัสดิ์ค่ะ"เมื่อกดกุญแจประตูเข้าที่แล้ว ลาร่าก็ยังจับตามองร่างของบุรุษผู้กำลังเดินทอดน่องช้าๆ หายลับเข้าไปในร่มเงาของป่าสน เธอหยุดอยู่กับที่เป็นครู่ ราวจะพิเคราะห์ถึงช่วงเวลาที่ฝ่ามือใหญ่ๆ คู่นั้นทาบทับลงบนช่วงเอว ยังรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ประทับลงไว้ เป็นรอยประทับที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและมิได้มีเจตนาเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าร่องรอยประทับของมันเท่านั้นที่ยังค้างอยู่ในความรู้สึก ยิ้มอย่างไร้ความหมายปรากฏขึ้นบนริมปากของลาร่า ขณะที่ถอยห่างจากประตูบานนั้นเธอจะต้องไม่ลืมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ลงในจดหมายฉบับต่อไปที่จะเขียนไปถึงแองจี้ด้วย หลังจากที่ได้พบกันเกือบเดือนมานั้น ครั้งนี้คือการพิสูจน์ให้เห็นชัดว่าเธอมิได้มีความรู้สึกสนใจสัมผัสของผู้ชายคนใดเลย ความอบอุ่นจากฝ่ามือของแรนส์ ไม่ได้สร้างความรุมเร้าหรือเร่งแรงเต้นของหัวใจขึ้นได้ แองจี้ไม่ยอมเชื่อว่าลาร่าจะไม่แยแสกับความสนใจจากผู้ชายอีก เรื่องนี้จะต้องทำให้เพื่อนสาวของเธอเปลี่ยนความคิดแน่นอนสายลมอ่อนแผ่วกระซิบอยู่กับใบสน เริงระบำรำร่าเย้าหยอกอยู่กับแพรตำที่คลุมเรือนผมเธอไว้ ลารำรวบมันให้แน่นเข้าตวัดพันไว้กับช่วงคอ รีบเดินกลับเข้าบ้านก่อนที่ความเย็นยะเยือกของอากาศจะทิ่มแทงเข้าไปถึงเรือนกายม้าหนุ่มสีแดงราวแสงไฟส่งเสียงคำรามส่ายหัวไปมาวิ่งเลี่ยงอยู่ในระหว่างต้นพีคั่นที่ขึ้นเป็นแนวรายเรียง กิ่งก้านของต้นที่คั่นสอดประสานกันราวหลังคาโค้งอยู่เหนือศีรษะของผู้ขี่และตัวมัน หญ้าเขียวชอุ่มหยาบหยุ่นทำให้เสียงฝีเท้าของมันเบาลงลาร่าลูบไล้ฝ่ามืออยู่กับแนวโค้งของช่วงคอที่อ่อนนุ่มก่อนที่จะยกขึ้นแตะเรือนผม ก็บเท้าของมันเหยียบย่ำลงบนเถาไม้เลื้อยดอกแดง เธอจึงรั้งบังเหียนให้มันวิ่งกลับเข้าที่"ไม่มีอะไรจะเหมือนกับการควบเร็วๆ เพื่อให้คลายความเครียดใช้ไหมป่าช่า? " เธอหัวเราะอยู่ในลำคออย่างพอใจขณะที่ตบลงบนคอของมัน "อากาศก็ดีอย่างกับถึงฤดูใบไม้ผลิแล้วนะทั้งๆ ที่เพิ่งจะสิ้นเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น"ท้องฟ้าเป็นสีครามกระจ่างใสปราศจากเมฆหมอกปกคลุมอุณหภูมิของอากาศแสนสบายราวกับยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิเสื้อสเวตเตอร์ที่เธอสวมใส่ให้ความอบอุ่นได้อย่างเพียงพอแม้จะควบม้าลึกเข้าไปในสวนพีคั่นเธอหย่อนสายบังเหียนลง ซักม้าให้วิ่งตรงไปยังแนวรั้วที่กั้นอาณาเขตอยู่กับท้องทุ่งกว้าง เพ่งสายตามองลอดไปในระหว่างกิ่งไม้ แม้ต้นด็อกวู้ดเริ่มจะผลิดอกออกช่อ แต่พีคั่นก็ยังสงบอยู่ ธรรมชาติของมันจะต้องรอเวลาจนกว่าฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงจริงจึงเริ่มออกดอก แต่กระนั้นมันก็ยังนำตื่นใจสำหรับลาร่าที่ได้ทันเห็นสัญลักษณ์นั้นเริ่มขึ้นขณะที่เธอควบม้าเข้ามาใกล้ทุ่งกว้างที่มีอาณาเขตติดต่อกัน แนวหมู่ไม้ที่บางตาทำให้เธอสามารถมองเห็นรั้วกั้นอาณาเขตได้ถนัดตาขึ้น ผืนแผ่นดินเป็นสีน้ำตาลปนดำตัดกับความเขียวชอุ่มของอาณาเขตที่เป็นไร่ เลยออกไปคือท้องทุ่งกว้างซึ่งมีหญ้าสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ขึ้นอยู่เขียวขจีกว่าเมื่อฤดูใบไม้ร่วงจะมาถึง เมื่อลูกนัทขันเป็นผลผลิตของต้นพีคั่นร่วงหล่นลงมาสู่ดิน พื้นแผ่นดินสีน้ำตาลนั้นถูกกลับขึ้นเป็นแนวร่องที่ถูกไถคราดไว้ เท่ากับตอบคำถามที่ลาร่าข้องอยู่ในใจตั้งแต่เมื่อเริ่มออกจากบ้านคือการเริ่มลงมือเตรียมไร่สำหรับจะปลูกเมล็ดพันธุ์หญ้าแห้งไว้เธอกระตุ้นม้าที่กำลังขี่อยู่ให้วิ่งต่อ การถากไถที่ดินผืนนี้สำหรับเลี้ยงสัตว์ บริเวณสวนผลไม้อันกว้างขวางแห่งนี้สามารถสนองประโยชน์ต่างๆ ได้เป็นทวีคูณ ประโยชน์แรกคือการปลูกต้นพีคั่น และประโยชน์ประการที่สองคือการปลูกหญ้าหรือพืชชนิดอื่นการที่มีแนวร่องถูกไถขึ้นใหม่ๆ บนที่ดินของอเล็กซานเดอร์เช่นนี้ ย่อมแสดงว่าคาโต้น่าจะอยู่ไม่ไกลนัก ลาร่าอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อรีบแก้ไขความคิดนั้น น่าจะต้องใช้คำว่า...คาโต้กับลาของแกน่าจะอยู่ไม่ไกลมากกว่า มันเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ที่ไม่มีใครสามารถมองข้ามได้ ไม่ว่าจะมีรถแทรกเตอร์ไว้ใช้สักกี่คัน เครื่องมือในการทำสวนทำไร่ทันสมัยสักแค่ไหนก็ตาม สิ่งเหล่านั้นจะต้องอยู่เพียงข้างหลัง เพราะการไถดินจะต้องเป็นหน้าที่ของคาโต้กับลาของแกเท่านั้นเมื่อยังเป็นเด็ก ลาร่าไม่เคยตั้งคำถามถึงธรรมเนียมในเรื่องนี้เลย เธอมักจะใช้เวลาเป็นชั่วโมง1 เดินตามชายชราร่างผอมสูงขณะที่แกเดินตามหลังลาของแกไป และพูดคุยกับมันราวกับเจ้าลาคู่ของแกสามารถเข้าใจในทุกคำพูดนั้นได้ ทางนิตินัยลาคู่นี้คือสมบัติของไร่อเล็กซานเดอร์ และในทางพฤตินัยเเล้วมันเป็นของคาโต้ ตลอดช่วงเวลาหกสิบเจ็ดปีของวัยแปดสิบสองของแก คาโต้เลี้ยงลามาคู่แล้วคู่เล่า และเดินตามหลังขณะที่มันถากไถพื้นดินมาตลอดนอกเสียจากวัยที่ล่วงเลยไปแล้วร่างกายของแกก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลย แกยังสามารถเดินเหินได้คล่องแคล่วเหมือนเมื่อครั้งอายุแค่สามสิบลาราอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกไปถึงว่า เมื่อฤใบไม้ร่วงปีที่แล้ว คาโต้อุตส่าห์ปลูกสตรอเบอร์รี่ขึ้นต้นหนึ่ง เพื่อฉลองอายุเก้าสิบแปดปีของแม่ ซึ่งความชราของแกเปรียบเสมือนแม่ไก่ที่บ่นพึมพำตลอดเวลา และอาจจะอายุยืนพอที่จะเห็นมันออกลูกได้ด้วยจนกระทั่งอายุได้สิบหกแล้ว ลาร่าจึงได้ตั้งคำถามด้วยความใคร่รู้ ว่าทำไมพ่อจึงปล่อยให้คาโต้ไถในเมื่อมีรถแทรกเตอร์ที่สามารถจะทำได้เร็วกว่า และการที่เธอตั้งคำถามนั้นขึ้นก็เพราะเห็นว่าตอนนั้นดูเหมือนแกจะอายุเจ็ดสิบสี่แล้ว เธอเถียงกับพ่อว่า ควรจะหางานในหน้าที่อื่นให้คาโต้ทำได้แล้วจนถึงวันนี้ ลาร่าก็ยังจดจำคำตอบที่ได้รับจากพ่อในวันนั้นได้"คาโต้น่ะไม่รู้จักทำงานอื่นหรอกยายหนู" ผู้เป็นบิดาอธิบายอย่างใจเย็น "ลาของแกน่ะเปรียบเสมือนชีวิตจิตใจของแกทีเดียวนะ แล้วแกก็ภาคภูมิใจในงานที่ทำอยู่เป็นที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนความจงรักภักดีที่แกให้กับเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้แกทำงานที่แกรักไปตราบเท่าที่แกจะทำได้""แต่แกทำงานหนักมาตลอดเวลานะคะพ่อ ทำไมไม่เลี้ยงแกไว้เฉยๆ ให้เงินแกกินไปล่ะคะพ่อ? เพราะแกมีสิทธิจะได้นะคะ" ลาร่าชี้ให้พ่อเห็น"จะพรากลากับลดความภูมิใจของคาโต้งั้นรึ? " มาร์ดินอเล็กซานเดอร์ส่ายศีรษะ "ถ้าจะทำงั้นละก้อ ส่งปืนให้แกฆ่าตัวตายเสียยังจะตีกว่า เพราะว่ามันเท่ากับทำลายชีวิตของแกทีเดียวละ แกไม่มีที่ยึดเหนี่ยวอีกต่อไปแล้ว"แนวรั้วสีขาวกระจ่างอยู่เบื้องสายตา ลาร่าถอดสายยูออกโดยไม่ลงจากหลังม้า และขี่ม้าผ่านเข้าไปพร้อมกับปิดประตูตามหลัง กีบเท้าม้าจมลึกลงไปในดินที่ไถคราดขึ้นมาไว้ใหม่ๆ