ตอนที่ 12
ไม่ว่าทิวาหรือราตรีเ้าก็ยังอัปลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลง (1/2)
ไป๋อวี้ไม่รู้ว่าคนหนึ่งคนจะร่ำไห้ได้นานปานใดนางไม่รู้ว่าน้ำตาที่ไหลออกมาจะมีวันเหือดแห้งบ้างหรือไม่ ั้แ่สายจนบ่ายคล้อยร่างบอบบางยังคงทรุดนั่งอยู่ที่เดิมและสะอื้นไห้ไม่หยุดสตรีผู้เป็คนตอบคำถามนั่นได้หายไปแล้ว เหลือไว้เพียงร่างของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ยังทรุดนั่งอยู่กับพื้นไร้ซึ่งหมอกขาวที่เคยมี
เวลานี้ความสง่างามอันเป็ที่เลื่องลือถูกแทนที่ด้วยความน่าเวทนา หยาดน้ำตาไหลรินจากดวงตาคู่สวยที่เคยทอประกายร้ายกาจแต่บัดนี้แววตานั้นทั้งเศร้าสร้อยและสับสนเพราะเื่ที่เกิดขึ้นเหลือเกินจมูกเชิดรั้นแดงก่ำพอ ๆ กับใบหน้าสวยเพราะร่ำไห้อยู่เป็เวลานานโดยไม่รู้เลยว่า...กำลังขวางทางใครบางคนอยู่
‘โอวหยางเฟยหลง’ ไม่อาจเดินผ่านทางนี้ได้หากว่ามีสตรีร่ำไห้อยู่ตรงหน้าและดูเหมือนว่านางจะเป็ผู้ที่เคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้แต่นางเปลี่ยนไปจากคืนนั้นอยู่มากนัก นางในตอนนี้...คล้ายว่าพร้อมจะแตกสลายไปทุกเมื่อ
โอวหยางเฟยหลงเป็บุรุษที่ไม่้าใกล้ชิดกับสตรีใดเขาพอใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบกับเหล่าทหารกล้า แม้จะมีสตรีเข้ามาชิดใกล้แต่สุดท้ายก็ต้องยอมพ่ายแพ้ไปเพราะบุรุษชาติทหารผู้นี้ไม่เข้าใจคำว่าถนอมบุปผา
ดุดันองอาจ เก่งกาจการบัญชาการนี่คือนิสัยของโอวหยางเฟยหลงผู้อยู่กับกองทัพและามาเกือบทั้งชีวิต
ความใกล้ชิดของไป๋อวี้และโอวหยางเฟยหลงเมื่อคืนเกิดขึ้นได้เพราะเหตุสุดวิสัยร่างสูงได้รับาเ็จนเกือบสิ้นสติทำให้เผลอตัวใกล้ชิดกับสตรีผู้หนึ่งภายหลังเขาล่วงรู้จากทหารในสังกัดว่าสตรีนางนั้นคือคุณหนูรองแห่งตระกูลไป๋
คุณหนูไป๋อวี้ผู้งดงามและแสนสง่าบัดนี้คำกล่าวเ่าั้คล้ายจะเกินจริงเมื่อคุณหนูผู้นั้นกำลังร่ำไห้ปานจะขาดใจอยู่ตรงหน้าเดิมทีโอวหยางเฟยหลงมิได้สนใจอันใดนักเพราะเขาไม่้าจะข้องเกี่ยวกับสตรีใดไปมากกว่านี้แต่แววตาว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของนางนั้นทำให้เขานึกถึงคนบางคน
ร่างสูงโบกมือให้นายทหารผู้ติดตามหลบไปจากที่แห่งนี้...อย่างน้อยก็ช่วยรักษาเกียรติของผู้มีพระคุณเอาไว้แล้วจากนั้น...เข้าไปปลอบโยนดีหรือไม่ ?แล้วปลอบโยนสตรีจะต้องทำเช่นไร ?
“สตรีอัปลักษณ์”
สตรีผู้ถูกกล่าวหาว่าอัปลักษณ์เงยหน้ามองเ้าของเสียงคุ้นเคยไป๋อวี้เห็นหน้ากากสีดำลวดลายคล้ายันั่นก็ทราบแล้วว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านางคือบุรุษเ้าของหยกสีนิล วันนี้เขาอยู่ในชุดเกราะอ่อนของกองทัพใหญ่แห่งต้าหยางหาใช่ชุดดำพรางกายเช่นเมื่อคืน
“ไม่ว่าทิวาหรือราตรี เ้าก็ยังอัปลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลง”
วาจาแรกว่าร้ายกาจแล้ววาจาต่อมากลับร้ายยิ่งกว่า !
แม้ในใจจะยังโศกเศร้าแต่เมื่อถูกยั่วเย้าก็อดโต้เถียงไม่ได้ผู้ใดให้ท่านมาเจอหญิงงามในสภาพนี้เล่า !
“ข้าอัปลักษณ์แล้วมันหนักขาข้างใดของท่านกัน !”
นางร้ายสาวมีโทสะจนหลงลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตนกำลังจมอยู่กับสิ่งใดเสียงแหบแห้งร้องตะเบ็งใส่บุรุษผู้น่าตาย ทั้งน้ำตาคล้ายว่าบนร่างของคนผู้นี้มียายั่วโทสะที่เมื่อนางได้กลิ่นก็ละทิ้งความเป็ตัวเองเสียหมดสิ้น
มุมปากของโอวหยางเฟยหลงกระตุกยิ้มยามเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกแมวน้อยที่พยายามทำตัวเป็แม่เสืออีกครั้ง
“ก็ไม่หนักขาข้างใด แต่เ้าขวางทางเปิ่นหวางอยู่” ร่างสูงในชุดเกราะขยับเข้าไปใกล้เสียงฝีเท้าหนักแน่นหยุดลงและเว้นระยะห่างเพียงหนึ่งก้าวชายผ้าคลุมสีดำปลิวตามแรงลมเสริมความองอาจของชายชาติทหารได้อย่างลงตัว
ไป๋อวี้แหงนใบหน้ามองคนตัวสูงจนคอตั้งรอบนี้สรรพนามของเขาเปลี่ยนไป ทั้งยังไร้ซึ่งท่าทางาเ็แต่ทว่า...ท่านจะเข้ามาใกล้ให้ข้าแหงนมองเพื่ออันใด !
“ขออภัยหวางเย่ที่หญิงอัปลักษณ์เช่นหม่อมฉันขัดขวางทางเสด็จของพระองค์..” ไป๋อวี้กัดฟัน “...หากไม่เป็การรบกวนก็เชิญเสด็จอ้อมหม่อมฉันไปสิเพคะ”
“ขอปฎิเสธ”
“ท่าน !”
“เปิ่นหวางยังคงาเ็ ไม่้าออกแรงเดินอ้อมเ้า”
กวนโทสะ!
“เช่นนั้นก็ประทับอยู่ตรงนี้ทั้งวันเถอะเพคะ !”
“เ้าไม่คิดจะลุกขึ้นเลยหรือ”
ไป๋อวี้ชะงักจู่ ๆ มาถามอันใดเช่นนี้ หรือเขากำลังเป็ห่วงนาง ?
“โอ้ย !”
แรงกระชากที่แขนพาให้ร่างบางลอยขึ้นจากพื้นไป๋อวี้ซวนเซคล้ายจะล้มเพราะนั่งอยู่นานจนขาชาแต่บุรุษบ้าพลังที่ออกแรงฉุดนางขึ้นก็ยังไร้น้ำใจไม่คิดจะประคองร่างนางแม้แต่น้อย! ไป๋อวี้สาปแช่งหวางเย่ที่นางยังไม่รู้นามอยู่หลายร้อยคำ
ฝันไปเถอะ! นางกำลังคิดเพ้อเจ้ออันใดว่าเขาจะเป็ห่วง
“ทรงชอบใช้ความรุนแรงกับสตรีเช่นนี้หรือเพคะ”
“เปิ่นหวางไม่ชอบสตรี”
โอวหยางเฟยหลงปล่อยข้อแขนที่เล็กจนแทบจะหักคามือตนไป๋อวี้จ้องคนตรงหน้าเขม็ง “หรือทรงนิยมตัดแขนเสื้อ*”
“เหลวไหล !”
“หวางเย่มิต้องเขินอาย ชายได้ชายถือเป็ยอดชายนะเพคะ” ริมฝีปากแดงเผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มแม้ดวงตาจะยังบวมแดงแต่แววตากลับลืมเลือนความโศกศัลย์เมื่อครู่เสียเกือบหมดสิ้น
“สตรีอัปลักษณ์ เ้าโง่งมแล้วยังชอบกล่าววาจาเพ้อเจ้อ”
“ขอบพระทัยที่ชมเพคะ” ไป๋อวี้ยอบกายล้อเลียน
“เ้า..”
“คุณหนู !”
โอวหยางเฟยหลงสูดลมหายใจระงับโทสะเมื่อเห็นว่าสาวใช้ประจำตัวของนางกำลังตรงมาร่างสูงก็รักษาท่าทีสงบนิ่งเอาไว้แตกต่างจากท่าทางกวนประสาทเช่นก่อนหน้านั้นเสียแเี
เสี่ยวซีที่ตามหาคุณหนูของนางอย่างร้อนใจแต่เมื่อเห็นร่างสูงในหน้ากากัอันเป็สัญลักษณ์ของแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยางก็รีบลนลานยอบตัวถวายความเคารพทันที
“ถวายพระพรหวางเย่เพคะ”
ไป๋อวี้เลิกคิ้ว เสี่ยวซีรู้จักคนผู้นี้หรือ ?
“ไม่ต้องมากพิธี”
ตกลงคนผู้นี้เป็ใครกันแน่เหตุใดเสี่ยวซีรู้จักแต่นางไม่รู้จัก
“คุณหนูเป็อันใดเ้าคะ” เมื่อเห็นว่าผู้สูงศักดิ์ปล่อยตนให้ตามสบายเสี่ยวซีก็ค่อยๆกระซิบถามไป๋อวี้เพราะถูกกดดันด้วยบรรยากาศรอบกายของรุ่ยหวางผู้เป็ดั่งเทพาทำให้นางไม่อาจสอบถามออกไปโดยตรงได้แม้จะห่วงใยมากเพียงใด
ร่างบอบบางในยามนี้ดวงตาปูดบวมเพราะผ่านการร้องไห้ที่ยาวนานริมฝีปากบวมแดงเพราะขบกัดกลั้นเสียงสะอื้น เส้นผมเงางามบัดนี้ยุ่งเหยิงเพราะแรงลมเสื้อผ้าก็ยับยู่ยี่เพราะมือบางขยุ้มอกของตนเมื่อครั้งเ็ปที่หัวใจข้อมือขาวทั้งสองข้างปรากฏรอยนิ้วมือชัดเจนนักไหนจะเศษใบไม้ตามตัว...มอมแมมเสียจนไม่เหลือคราบหญิงงามอันดับหนึ่ง !
เสี่ยวซีพิจารณาสภาพคุณหนูของตนแล้วเบือนสายตามองแม่ทัพใหญ่ที่อยู่ใกล้กันแม้นางจะเกรงกลัวเขาเช่นคนทั่วไปแต่เสี่ยวซีก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าเป็หวางเย่ที่รังแกเ้านายของตน
“หรือว่าคุณหนูถูก...”
“ไม่ใช่นะ !” ไป๋อวี้รีบพูดดักไว้ก่อนที่สาวใช้ของตนจะคิดไปไกลกว่านี้แม้นางจะถูกเขารังแกจริงแต่สภาพเช่นนี้เสี่ยวซีคงคิดว่าเขารังแกนางไปมากกว่าการกระชากแขนเป็แน่
“แล้วเหตุใด..”
“คุณหนูไป๋เดินเหม่อลอยหกล้มกลิ้งหลายตลบ เปิ่นหวางพบเห็นจึงเข้ามาช่วย”
กะกลิ้งหลายตลบ...คนโกหก !
ร่างสูงลอบยิ้มให้สตรีที่กำลังถลึงตาใส่ตนถือว่าเขาเอาคืนที่นางหาว่าเขารักชอบบุรุษก็แล้วกัน
“ขอบพระทัยหวางเย่เพคะ”
“ไม่เป็ไร”
ไม่เป็ไรมารดาท่านสิ!
“หวางเย่เสด็จมาถึงที่นี่ มีอันใดให้ตระกูลไป๋ถวายการรับใช้หรือไม่เพคะ”
แม้จะเคืองแค้นบุคคลตรงหน้าแต่ด้วยเขาปรากฏตัวในยามกลางวันพร้อมกับเปิดเผยฐานะของตนทำให้ไป๋อวี้พอเดาได้ว่าคนผู้นี้คงมีธุระเร่งด่วนที่วัดแห่งนี้หาไม่แล้วบุรุษที่ยังาเ็และควรพักรักษาตัวไม่น่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ด้วยตัวเองทั้งที่มีตำแหน่งสูงส่ง
“เช่นนั้นเ้าตามเปิ่นหวางไปคุยกันพร้อมกับเ้าอาวาสเลยก็แล้วกัน”
“เพคะ” เพราะโอวหยางเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทีจริงจังไป๋อวี้จึงต้องเก็บงำความรู้สึกสำหรับเหตุการณ์เมื่อครู่เเม้จะแปลกตากับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขาแต่นางก็ปล่อยให้เสี่ยวซีจัดการร่างกายและอาภรณ์ของตนใหม่อย่างรวดเร็วแล้วเดินตามบุรุษผู้สูงศักดิ์ไปอย่างรักษากิริยาซึ่งไป๋อวี้ในตอนนี้งดงามสูงส่งแตกต่างจากภาพที่โอวหยางเฟยหลงเห็นเมื่อครู่ลิบลับ
.
.
.
ในวัดที่แห่งนี้มีโอวหยางเฟยหลงผู้เป็ถึงรุ่ยหวางและดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยางนั่งเป็ประธานบรรยากาศของผู้นำโดยกำเนิดถูกแผ่ออกมาจากร่างหนาในเกราะสีทมิฬด้านหลังมีนายทหารสองคนท่าทางองอาจคอยอารักขาด้านหนึ่งเป็เ้าอาวาสของวัดและหัวหน้าคนงานที่ดูแลวัดจากตระกูลไป๋ส่วนอีกด้านเป็ไป๋อวี้และไป๋ฮวาที่เข้าร่วมในครั้งนี้ในฐานะของตัวแทนตระกูลไป๋เช่นกัน
หลังจากการปรากฏตัวของโอวหยางเฟยหลงทหารในชุดเกราะก็เข้ามาทั่วพื้นที่วัดทั้งหมดสวมผ้าคลุมสีดำอันเป็สัญลักษณ์ของกองทัพใหญ่แห่งต้าหยางที่บัดนี้มีแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองทัพอยู่ที่นี่ด้วย
“เปิ่นหวางกำลังเดินทางกลับเมืองหลวงตามพระราชโองการระหว่างทางที่มาพบเห็นชาวบ้านล้มป่วยจึงให้ทหารเข้าตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่เป็โรคติดต่อซึ่งหมอหลวงของกองทัพมีจำนวนน้อยเกินไปทั้งเวลานี้ยังไม่สามารถหาสาเหตุและระงับโรคนี้ได้” ผู้สูงศักดิ์ในที่นี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่มิได้เ็าน้ำเสียงทุ้มต่ำคล้ายไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใดทั้ง ๆที่เื่ที่เอ่ยนั้นค่อนข้างร้ายแรงต่อความเป็อยู่ของผู้คน
“หรือว่าจะเป็....” ไป๋ฮวาพึมพำเบา ๆ กับตนเองแต่ด้วยห้องที่เงียบสงบจึงทำให้ได้ยินชัดเจนผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ปรายตามองสตรีงดงามในชุดสาวใช้แวบหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“เมื่อเช้าคนของเปิ่นหวางเห็นว่าพวกเ้าเดินทางไปแจกโจ๊กที่หมู่บ้านนั้นมีคนเป็โรคติดต่ออยู่บ้างเปิ่นหวาง้าให้ผู้ที่ที่ไปแจกโจ๊กเมื่อเช้าเดินทางกลับไปยังที่หมู่บ้านกับเปิ่นหวางเปิ่นหวางไม่้าให้โรคระบาดนี้แพร่เชื้อไปทั่ววัดหรือแม้แต่ในเมืองหลวงจนกว่าโรคร้ายนี้จะหาทางรักษาได้จะไม่มีผู้ใดกลับเมืองหลวงเด็ดขาด !” แม้น้ำเสียงเฉยชาแต่ท้ายประโยคนั้นมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังไม่กล้าแม้แต่จะปฏิเสธในใจ
“ทรงหมายความว่าจะให้หม่อมฉันและคนของตระกูลไป๋รั้งอยู่ที่หมู่บ้านเพื่อควบคุมการระบาดของโรคหรือเพคะ” ไป๋อวี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นหรือกังวลใจแม้การเดินทางกลับของตนจะถูกเลื่อนด้วยเื่โรคร้าย
ท่าทีเฉยชาของโอวหยางเฟยหลงทำให้นางรู้ตัวว่าเมื่อครู่เขาและนางเผลอตัวเสียกิริยากันไปมากนักในยามนี้อาจจะเป็ตัวตนที่แท้จริงของบุรุษปากร้ายผู้นั้น
“คุณหนูไป๋เข้าใจถูกต้องแล้ว”
ไป๋อวี้รู้สึกไม่ค่อยชินหูที่โอวหยางเฟยหลงเอ่ยกับตนเช่นนี้แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เคร่งเครียดนางจึงมิได้เก็บมาใส่ใจว่าเขาจะเรียกขานนางว่าอย่างไรประกอบกับนางเพิ่งรู้ว่าบุรุษที่นางโต้เถียงด้วยทุกคราไม่ได้เป็เพียงรุ่ยหวาง แต่ยังดำรงค์ตำแหน่งเป็ถึงแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยางกุมอำนาจทหารหลายแสน
ทั้งศักดิ์และอำนาจของเขาสามารถสั่งตัดหัวนางได้เพียงปรายตาเช่นนี้จะไม่ให้นางร้ายสงบเสงี่ยมได้อย่างไร
“แล้วผู้ใดจะเป็ผู้รักษาโรคล่ะเพคะ” ไป๋ฮวาเอ่ยถามด้วยใบหน้าเป็กังวลตามสัญชาตญาณของแพทย์
“เปิ่นหวางส่งคนไปแจ้งที่เมืองหลวงแล้ว ไม่กี่วันก็จะมีหมอหลวงมาสมทบ”
“ระหว่างนี้ให้หม่อมฉันรับผิดชอบเื่อาหารของชาวบ้านได้หรือไม่เพคะ” ไป๋ฮวายังคงห่วงความเป็อยู่ของชาวบ้าน
โอวหยางเฟยหลงนึกชื่นชมความเมตตาของนางในใจแต่ก็หาได้แสดงท่าทางใดออกมาด้วยตนเป็แม่ทัพใหญ่ที่ผ่านมาหลายสนามรบไม่ว่าจะแสดงท่าทีใดล้วนแฝงความดุดันออกมาตลอดเวลาแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เขาดูน่าหวาดเกรงผู้ใดขวัญอ่อนก็ร้องขอชีวิตให้หนวกหู
ร่างสูงจึงมักแสดงออกอย่างเฉยชาเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าผู้อื่นที่ไม่ใช่ทหารตนเผื่อจะลดความดุดันของตนลงบ้างตามคำขอของชายแต่อีกนัยหนึ่งคือเขาไม่ได้สนใจสิ่งใดนอกเหนือจากภารกิจของเขาจริง ๆ
ั์ตาสีเงินกวาดตามองไป๋ฮวาผู้กระตือรือร้นในการร่วมมือแล้วเบือนสายตามามองที่ไป๋อวี้เมื่อครู่นางมีท่าทีสงบนิ่งแตกต่างจากสตรีผู้กล้าต่อปากต่อคำไม่ยอมแพ้พลันโอวหยางเฟยหลงนึกคิดว่าแบบใดกันแน่คือตัวนางจริง ๆ
“เดิมทีเปิ่นหวางจะให้เป็ธุระของกองทัพแต่เมื่อเ้าอาสาเปิ่นหวางก็จะให้เ้ารับผิดชอบ”
“ขอบพระทัยหวางเย่เพคะ แต่เสบียงที่ตระกูลไป๋มีในตอนนี้หม่อมฉันเกรงว่าอาจจะไม่พอ”
บทสนทนาของหนึ่งสตรีและหนึ่งบุรุษยังคงกล่าวต่อไปในเื่จัดหาเสบียง คล้ายว่านาง เ้าอาวาสและหัวหน้าคนงานไม่มีตัวตนในห้องนี้ก็มันเป็เื่ของคนดี นางร้ายเช่นนางจะมีปากเสียงไปเพื่ออันใด
“เปิ่นหวางหวังว่าโรคระบาดนี้จะถูกแก้ไขโดยเร็วที่สุด...” ั์ตาสีเงินหันมามองเ้าของดวงตาดำขลับที่หลุบตาลงต่ำไม่สนใจว่าโอวหยางเฟยหลงและไป๋ฮวาจะสนทนากันเช่นไร “และเปิ่นหวางหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากทางวัดและตระกูลไป๋เต็มที่”
น้ำเสียงเน้นย้ำถึงตระกูลไป๋ทำให้นางต้องสบตาของเขาอย่างอดไม่ได้ไป๋ฮวาผู้แสนดีที่สนทนากับท่านก็เป็คนตระกูลไป๋ แล้วเหตุในต้องมาเน้นย้ำที่นางกัน
“หวางเย่โปรดวางพระทัย...” ไป๋อวี้เรียกรอยยิ้มงดงามอันเสแสร้งมาประดับบนใบหน้า“...หม่อมฉันจะทำให้สุดความสามารถเพคะ”
“ดีมาก” ร่างสูงยิ้มอย่างพอใจรอยยิ้มเสแสร้งเช่นนี้ก็ยังดีกว่าใบหน้าเปียกปอนน้ำตานั่นกระมัง
“เปิ่นหวางให้เวลาเตรียมตัวหนึ่งชั่วยาม ทุกคนในที่นี้จะต้องพร้อมเดินทาง” ร่างสูงเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปพร้อมคนของตนจังหวะก้าวเท้าแ่เบาทว่าสม่ำเสมอผ้าคลุมสีดำพลิ้วไหวตามจังหวะเดินเสริมความสง่างามของแม่ทัพผู้องอาจไม่แปลกใจที่เหล่าสตรีชนชั้นสูงจะหลงใหลและยำเกรงแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ไม่แปรเปลี่ยน
ไป๋อวี้แอบแยกเขี้ยวตามชายในชุดเกราะด้วยความหมั่นไส้ เท่ตายแหละ !
--- จบตอน ---
E-Book >> https://joo.gl/vnW56T
สนใจรูปเล่มหรือพูดคุยกับนักเขียน
Facebook: หงเฟย 弘飛
Twitter: @hongfei_writer
#นางร้ายสายสวย #หงเฟยคนสวน
-------------