แสงดาวเหนืออันดีนส่องประกายระยิบระยับท่ามกลางเสียงคลื่นเบา ๆ บรรยากาศริมลานหมู่บ้านอบอวลด้วยกลิ่นอาหารทะเลสดใหม่และเสียงหัวเราะของชาวบ้าน งานฉลองที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณทีมของอาคิระเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย แต่กลับพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อ
“เราแอบได้ยินพวกท่านเล่นดนตรีเมื่อคืน!” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เล่นให้เราฟังในงานนี้เถอะ!”
มิเรลลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้า เธอจับเครื่องดนตรีขึ้นมาและเริ่มต้นร้องเพลงนำ ขณะที่ยูเอะร้องเสริมจังหวะ เสียงเพลงทำนองเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ทำให้ทุกคนในงานนิ่งฟังอย่างตั้งใจ จนกระทั่งถึงท่อนที่มิเรลหยุดเว้นจังหวะให้ยูเอะร้องเดี่ยว
“ข้าขอร้องเพลงบทสวดจากเซเลสแทนแล้วกันนะ!” ยูเอะบอกเสียงแผ่ว ก่อนเริ่มร้องบทสวดเก่าแก่ เสียงของเธอใสกังวาน ราวกับมีเทพธิดามาโปรด ชาวบ้านทุกคนหยุดนิ่ง บรรยากาศเปลี่ยนจากรื่นเริงเป็นความเลื่อมใสอย่างลึกซึ้ง
เมื่อจบเพลง ยูเอะมองไปรอบ ๆ แล้วพูดติดตลก “แค่นี้เองค่ะ อย่าทำหน้าจริงจังขนาดนั้นสิ!” เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกับบรรยากาศที่กลับมาสนุกสนานเหมือนเดิม
เด็กผู้ชายรุมล้อมดราโก้ พยายามสอนให้เขาเล่นเกมพื้นบ้าน ในขณะที่เด็กผู้หญิงจับมือยูเอะพาไปเต้นรำรอบกองไฟ อาคิระเดินไปชิมอาหารจานแล้วจานเล่า พร้อมเปรียบเทียบกับรสชาติในโลกมนุษย์ด้วยความสนใจ
มิเรลนั่งอยู่มุมหนึ่ง จิบน้ำผลไม้เงียบ ๆ สายตามองความสุขรอบตัว เธอคิดถึงสหายที่สูญเสียไปในอดีต และในที่สุด…ทุกอย่างก็จบลงอย่างสงบ คืนนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเฉลิมฉลอง แต่มันคือคืนที่ทุกคนได้ปลดปล่อยความเศร้าและเริ่มต้นใหม่
ในยามเช้าของอันดีน แสงสีน้ำเงินอ่อนของทะเลมานาสาดส่องผ่านกระแสน้ำที่ไหลเอื่อย ท่ามกลางความสงบ ทีมของอาคิระนั่งล้อมรอบโต๊ะอาหารในที่พักริมทะเลนอกโดม อาหารและเครื่องดื่มถูกเสิร์ฟในฟองอากาศใสที่ลอยน้ำได้อย่างแปลกตา
“นี่…ต้องกินยังไงกันแน่?” ยูเอะเอ่ยขึ้นพลางจ้องผลไม้ที่ลอยอยู่ตรงหน้า เธอพยายามจับมัน แต่ฟองอากาศก็หลุดมือและลอยหนีไป
“แบบนั้นไม่ได้นะ” มิเรลพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ก่อนจะหยิบฟองขนมปังที่ลอยอยู่มาตรงหน้า “ต้องจับให้เบาเหมือนจับฟองสบู่ จากนั้นเอาเข้าปาก แล้วก็กัดเลย ” เธอทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ก่อนจะจิบชาในฟองอากาศ “แค่ค่อย ๆ ทำ ใจเย็นหน่อย”
ยูเอะพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ แล้วลองทำตาม “ว้าว! ทำได้แล้ว!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
อาคิระมองฟองน้ำผลไม้ตรงหน้าแล้วลองจับมันมากินเบา ๆ “โอ้! รสชาติดีแฮะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานีอวกาศเลย อาหารที่ลอยน้ำได้แบบนี้…สนุกดีนะ”
“ไม่ใช่แค่สนุกหรอก” ดราโก้หัวเราะเบา ๆ พลางหยิบฟองอากาศอีกลูก “แต่มันยังทำให้คนอย่างฉันต้องใจเย็นด้วย…”
ยูเอะหัวเราะเบา ๆ ขณะมองเพื่อนร่วมทีมที่เริ่มชินกับการกินในวิถีของอันดีน “ถึงจะยุ่งยาก แต่ก็น่าจดจำนะ”
หลังจากพูดคุยกันเรื่องอาหาร ทุกคนก็เริ่มพูดถึงสิ่งที่พวกเขาเพิ่งผ่านมาจากศึกหนักเมื่อวาน
“เจ้าหญิงนากาเรียไม่ได้ชั่วร้ายเลย” ดราโก้เอ่ยขึ้นพลางมองลงในฟองน้ำผลไม้ที่เขากำลังจะจิบ “เธอแค่หลงทางในความรู้สึกของตัวเอง”
“ใช่” ยูเอะเสริม “เธอสอนให้เราเห็นว่าการให้อภัยสำคัญแค่ไหน”
มิเรลที่เงียบไปนานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ “มันน่าเศร้านะ…ที่สิ่งที่เธอรักที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งที่เธอทำลายด้วยน้ำมือของตัวเอง”
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น ชาวเมืองอันดีนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสุภาพ “ท่านเลวีธาอานต้องการพบพวกท่าน มีแขกคนสำคัญมารออยู่”
ทีมลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกัน ความสงบของยามเช้าถูกแทนที่ด้วยความตื่นตัว—พวกเขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง
ทีมมาถึงห้องประชุมใต้น้ำอันสง่างามที่เลวีธาอานจัดเตรียมไว้ ความเงียบสงบของสถานที่ถูกเติมเต็มด้วยเสียงกระเพื่อมของน้ำที่ล้อมรอบ เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในห้อง อาคิระเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเลวีธาอาน เธอสวมชุดเกราะที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่งเทคโนโลยีล้ำสมัยและวัฒนธรรมจีนโบราณที่ผสานกันอย่างลงตัว ลวดลายเรขาคณิตเรืองแสงบนชุดแสดงถึงความล้ำยุค ในมือของเธอมีโล่ขนาดใหญ่ที่ดูแข็งแกร่ง พลังงานโปร่งแสงล้อมรอบโล่เป็นวงกลมแสดงให้เห็นถึงบาเรียอันทรงพลัง
เธอคือ อีลิน่า เรย์ฟอร์จ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากการ์เดี้ยนในดราฟต์ ท่าทางของเธอสง่างาม แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาด เธอยืนอย่างมั่นคง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอแสดงถึงความมั่นใจและความรับผิดชอบสูงในฐานะผู้นำ
ทันทีที่มิเรลได้ยินชื่อ “ดราฟต์” เธอขยับตัวเล็กน้อย สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “ดราฟต์… คุณรู้ไหมว่าพวกคุณส่งมลพิษมาทำลายแหล่งน้ำของเรา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อและดุดัน “ฉันกับลีอันส่งเรื่องร้องเรียนไปหลายครั้ง ทั้งเอกสารและคำร้องจากชาวบ้าน แต่มันก็หายเข้ากลีบเมฆ ไม่มีการตอบสนองอะไรเลย!”
อีลิน่าถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อย “ฉันขอโทษแทนดราฟต์สำหรับเรื่องที่ผ่านมา… เราล้มเหลวในการจัดการปัญหานี้” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและจริงใจ แต่น้ำเสียงที่ยังคงสุขุมทำให้มิเรลยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
“แค่คำขอโทษมันไม่พอ!” มิเรลขึ้นเสียง “ตอนนี้คุณแค่พูดเพื่อแก้ตัว…”
เลวีธาอานเอื้อมมือมาแตะไหล่ของมิเรล “มิเรล… ฉันเข้าใจความเจ็บปวดของเธอ แต่เราควรฟังให้ครบทุกมุมก่อน”
อีลิน่ามองมิเรลด้วยสายตานิ่งลึก ก่อนอธิบาย “มลพิษในเขตไซบอร์กได้สะสมมาหลายปี และตอนนี้มันก่อให้เกิดคาออสขึ้นเองโดยธรรมชาติ หากคาออสได้รุกล้ำเข้าสู่สายเคเบิลสื่อสารหลัก คาออสนี้จะคุกคามไม่เพียงแค่ดราฟต์ แต่ยังรวมถึงอาร์เคเดียทั้งโลก” เธอเว้นจังหวะแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ทีมของคุณคือความหวังเดียว เราต้องการพลังและประสบการณ์ของพวกคุณเพื่อหยุดมัน”
อาคิระพยักหน้า “เราจะช่วย!” ยูเอะยิ้มและยกมือขึ้น “เราจะทำให้ดีที่สุด” ดราโก้เสริม “ใช่แล้ว เราไม่เคยหนีจากความท้าทาย”
เลวีธาอานหันมามองมิเรล “เธอต้องไปด้วย มิเรล เธอรู้จักปัญหานี้ดีกว่าใคร”
มิเรลเม้มปากแน่นและจ้องมองอีลิน่าอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “ฉันไป… แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันให้อภัยพวกคุณ”
อีลิน่าขอบคุณทีมด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้แววตาเธอจะยังซ่อนความกังวลลึก ๆ ที่อาคิระสังเกตเห็น แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน…
ภายในเรือดำน้ำปลาวาฬคริสตัล ทีมของอาคิระนั่งประจำที่ ชื่นชมทิวทัศน์ใต้น้ำรอบตัว แสงที่ส่องผ่านน้ำทะเลสะท้อนกับโครงสร้างคริสตัลของเรือสร้างประกายระยิบระยับเหมือนอยู่ในความฝัน ยูเอะนั่งเบียดหน้าต่าง ชี้มือออกไปที่ฝูงปลาสีสดใสที่ว่ายผ่านอย่างตื่นเต้น ขณะที่ดราโก้มองตามพลางพึมพำ “น่ากินแฮะ” ทำให้ยูเอะตีแขนเขาเบา ๆ พร้อมบ่นว่า “นี่ ไม่ได้นะ พี่ดราโก้!”
อีลิน่านั่งอย่างสุขุม เธอยกแขนขึ้น กดบางอย่างใต้เกราะแขน โฮโลแกรมสีฟ้าเรืองแสงขนาดเล็กปรากฏขึ้นกลางอากาศ เหล่าข้อมูลและแผนที่ถูกฉายขึ้นราวกับเวทมนตร์ ทีมทั้งกลุ่มโดยเฉพาะอาคิระถึงกับอ้าปากค้าง
“นี่มันโฮโลแกรมเหรอ?” อาคิระพึมพำ “ฉันนึกว่าจะได้เห็นแค่ในเกม หรือหนังไซไฟในโลกของฉันเท่านั้น!”
อีลิน่าเหลือบตามองเขาเพียงเล็กน้อย “นี่เป็นเทคโนโลยีของการ์เดี้ยนค่ะ ช่วยให้พวกเราจัดการข้อมูลได้ง่ายขึ้น” เธอเริ่มอธิบายสถานการณ์ในดราฟต์ “เขตไซบอร์กได้รับผลกระทบจากคาออสอย่างหนัก มันไม่เพียงแต่ทำให้ระบบรวน แต่ยังสร้างอันตรายให้กับชาวไซบอร์กที่เหลืออยู่…”
“แล้ว คาอิน มีส่วนเกี่ยวข้องไหม?” มิเรลพูดแทรกขึ้นทันที พลางหมุนผลึกน้ำแข็งเล็ก ๆ เล่นในมือ
อีลิน่าหยุดพูดทันที เงยหน้ามองมิเรล ดวงตาสีเทาอ่อนฉายแววไม่พอใจออกมาเล็กน้อย แต่เธอควบคุมตัวเองได้ “คาอินไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นี้” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามคงความสุขุม
“จริงเหรอ?” มิเรลยิ้มมุมปาก “เพราะเท่าที่ฉันจำได้ ทุกครั้งที่เขา ‘ช่วย’ ฉันกับลีอัน มันกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิมทุกที”
สีหน้าของอีลิน่ากระตุก เธอพยายามควบคุมอารมณ์ แต่เสียงของเธอกลับแข็งขึ้น “นี่ไม่ใช่เวลาจะพูดถึงเขา”
“อ้อ อย่างนี้แปลว่าเขายังทำให้คุณหัวเสียอยู่สินะ ถึงได้เก็บอารมณ์ไม่อยู่แบบนี้ ฮ่าๆ” มิเรลหัวเราะเบา ๆ “ในที่สุดคุณก็แสดงความรู้สึกออกมาบ้าง ฉันนึกว่าคุณจะเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีวันโมโหเสียอีก”
เสียงหัวเราะเล็ก ๆ จากมิเรลทำให้บรรยากาศในห้องนิ่งสนิทไปชั่วขณะ อีลิน่าขมวดคิ้วแน่น เธอหันไปจ้องมิเรล ดวงตาสีเทาที่ปกติสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ยูเอะที่นั่งอยู่ข้างอาคิระถึงกับหยุดหายใจ หันไปกระซิบเบา ๆ “นี่… พวกเขาจะทะเลาะกันเหรอคะ?”
ดราโก้เอียงตัวเข้ามาใกล้ “ถ้าทะเลาะกันจริง ๆ ฉันเชียร์มิเรล”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ” อาคิระบ่นเบา ๆ ก่อนพยายามเปลี่ยนเรื่อง “เอ่อ… มิเรล คุณยังไม่ได้เล่าเลยว่าพวกปลาสีรุ้งพวกนั้นมันชื่ออะไร”
มิเรลหันมามองเขา ก่อนจะถอนหายใจ “ก็ดีค่ะ ฉันจะเล่าให้ฟัง แต่อย่าถามโง่ ๆ แบบนั้นอีก”
บรรยากาศในห้องค่อย ๆ คลี่คลายกลับมาเป็นปกติ ขณะที่ฝูงปลาสีรุ้งแหวกว่ายผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
เรือดำน้ำปลาวาฬคริสตัลค่อย ๆ โผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำ เสียงเครื่องยนต์สงบลง ตัดกับเสียงคลื่นที่กระทบฝั่ง ท่าเรือ พีพีพีปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ราวกับเป็นสรวงสวรรค์ริมทะเลที่รวมเอาความงามของธรรมชาติและมนุษย์ไว้ด้วยกัน
น้ำทะเลใสราวกระจกสะท้อนเงาฟ้าสีครามสดใส อาคิระหันมองเกาะหินปูนรูปร่างแปลกตาที่ตั้งกระจัดกระจายกลางทะเล หลายเกาะดูราวกับประติมากรรมยักษ์ บางเกาะสูงโดดเด่นเหมือนเสาตะปู บางเกาะมีถ้ำลึกที่ชวนให้คิดถึงเรื่องราวในตำนาน
“นี่เหมือนทะเลภาคใต้ของไทยเลย…” อาคิระพึมพำพลางสูดลมหายใจลึก กลิ่นไอเกลือปนมากับสายลมอ่อน ๆ ทำให้เขารู้สึกสดชื่น บรรยากาศริมชายหาดเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนเดินไปมาระหว่างแผงขายของ ตลาดเล็ก ๆ ริมท่าเรือมีสินค้าที่ระลึกวางขายมากมาย ทั้งเครื่องประดับจากคริสตัลอันดีน เปลือกหอยสลักลาย และขนมหลากสีที่ส่งกลิ่นหอมหวาน
“อันนี้น่ารักจังค่ะ!” ยูเอะชี้ไปที่สร้อยคอคริสตัลที่สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ อาคิระหยิบขึ้นมาซื้อให้เธอโดยไม่พูดอะไร แต่รอยยิ้มของเขาทำให้ยูเอะยิ้มตอบด้วยความดีใจ
ไม่ไกลจากกัน ดราโก้ถือถุงขนมไว้เต็มมือ ดูตื่นเต้นเหมือนเด็ก ขณะที่มิเรลเดินเงียบ ๆ ริมชายหาด จิบน้ำผลไม้ในมือพลางมองวิวด้วยสายตาที่ผ่อนคลาย
อีลิน่ากลับแตกต่าง เธอนั่งอยู่ริมท่าเรือใต้ร่มไม้ หยิบแก้วกาแฟที่ส่งกลิ่นหอมเข้มข้นขึ้นจิบอย่างใจเย็น “กาแฟจากเอลเฟกรีน” ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มแห่งความประณีต แต่สายตาของเธอไม่เคยละไปจากข้อมูลในโฮโลแกรมขนาดเล็กที่ปรากฏจากอุปกรณ์ใต้เกราะแขน แสงโฮโลแกรมสะท้อนบนใบหน้าของเธอที่แม้จะดูสงบ แต่แววตากลับแฝงด้วยความกังวลและร้อนใจ
เมื่อทีมได้เวลาเดินเล่นบนชายหาด อาคิระเดินทอดน่องไปตามทรายที่นุ่มเท้า มองออกไปยังขอบฟ้ากว้างใหญ่ ความสงบในช่วงเวลานี้ทำให้เขารู้สึกถึงความหวังและความตื่นเต้นสำหรับสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า
“แม้ศัตรูจะน่ากลัวเพียงใด…” เขาคิดในใจ “…แต่ฉันอยากรู้ว่าเพื่อนร่วมทางและพันธมิตรใหม่จะเป็นใคร และเราจะสร้างโลกแบบไหนร่วมกัน”
เสียงคลื่นซัดสาดเบา ๆ และกลิ่นไอทะเลช่วยเติมเต็มหัวใจของทีม ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ที่ยังคงเป็นปริศนา…