"ท่านอ๋อง ครั้งนี้ลูกค้ากระเป๋าหนักมาพ่ะย่ะค่ะ"
หลังจากลวี่เถาจากไป หูซานก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาจากนอกลานบ้านด้วยความตื่นเต้น
"ลนลานแบบนี้ ดูไม่ได้เลย"
จ้าวติ้งกลอกตาพลางนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หวายด้วยท่าทางสบายอารมณ์ "ว่ามาสิ ลูกค้ากระเป๋าหนักที่ว่าคือใครกันแน่"
ลูกค้ากระเป๋าหนักที่หูซานพูดถึง ย่อมเป็คนที่เพิ่งเข้าเมืองมาเมื่อครู่นี้
ในเมืองโยวโจวแห่งนี้มีสายสืบของเขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากเขาไม่รู้ก็คงเป็เื่ยาก
"ค่าจอดรถสี่สิบอีแปะ คนผู้นั้นจ่ายทันทีโดยไม่ต้องคิดเลยพ่ะย่ะค่ะ จากนั้นหนิวหวาจื่อก็นำพวกเขาไปที่ร้านนวดเท้าของเอ้อร์โก่ว แล้วก็จ่ายเงินรวดเดียวสามสิบหกตำลึงเงินโดยที่คิ้วไม่ขมวดเลยสักนิด ข้าว่าครั้งนี้พวกเราต้องกอบโกยได้มหาศาลแน่ ๆ ..."
หูซานพูดไม่หยุดจนน้ำลายกระเด็น
"แล้วมีอะไรอีก" จ้าวติ้งลูบหน้าด้วยความรำคาญพลางถามต่อ
คนที่ชื่อหนิวหวาจื่อก็คือมัคคุเทศก์ประจำเมืองโยวโจวของพวกเขานั่นเอง
ตอนแรกจ้าวติ้งเห็นว่าหนิวหวาจื่อเป็คนปากเก่ง พูดจาคล่องแคล่ว เวลาโกหกยังไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย จึงจัดให้เขาทำหน้าที่เป็มัคคุเทศก์โดยตรง
หูซานยังคงตื่นเต้นจึงกล่าวว่า "ตอนนี้หนิวหวาจื่อนำพวกเขาไปที่หอการค้าสกุลจ้าวของพวกเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ ด้วยสมบัติที่ท่านอ๋องจัดวางไว้ในหอการค้าสกุลจ้าว อย่างน้อยต้องรีดเงินจากพวกเขาได้สักหนึ่งแสนตำลึงเงินแน่นอน!"
"แค่หนึ่งแสนตำลึงเงินเองรึ?" จ้าวติ้งเลิกคิ้ว
"เ้าช่างมีความทะเยอทะยานต่ำเสียจริง" แล้วก็ยกเท้าถีบออกไปหนึ่งที
หลายปีมานี้ เงินตำลึงที่กอบโกยได้จากของพวกนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ จ้าวติ้งเองก็จำไม่ได้แล้ว ถึงขนาดที่เชือกป่านสำหรับร้อยอีแปะขาดสะบั้นไปหลายรอบ
นี่ขนาดว่าตำลึงเงินส่วนใหญ่ถูกเขาเอาไปใช้ในการสร้างการป้องกันเมืองโยวโจว และปรับปรุงความเป็อยู่ของราษฎรจนเหลือเพียงเท่านี้
แม้จะถูกจ้าวติ้งถีบแต่หูซานก็ไม่โกรธ เขาย่องเข้าไปใกล้จ้าวติ้งแล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้จ้าวติ้งราวกับนำของล้ำค่ามามอบให้พร้อมกล่าวว่า "ท่านอ๋อง จดหมายจากพระนางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
พระนางที่ว่าก็คือหม่าฮองเฮา มารดาบุญธรรมของจ้าวติ้งในปัจจุบัน
มารดาผู้ให้กำเนิดของร่างเดิมเสียชีวิตจากการคลอดลูกยาก ทว่าแม้หม่าฮองเฮาจะไม่ใช่มารดาแท้ ๆ แต่หลายปีมานี้พระนางทรงปฏิบัติต่อเขาเหมือนลูกในไส้จริง ๆ โดยพื้นฐานแล้ว ทุกเดือนจะส่งคนนำจดหมายจากในวังมาส่งที่โยวโจว
ต้องรู้ว่าในวังหลังของแคว้นต้าเฉียน เหล่าสนมและท่านอ๋องที่ไปประจำการอยู่หัวเมืองห้ามมีการติดต่อกันโดยเด็ดขาด หากมีการติดต่อใด ๆ จะต้องผ่านการตรวจสอบของขันทีจากสำนักซือหลี่เจี้ยน เพราะเื่นี้เกี่ยวข้องกับกิจการภายในของราชวงศ์ คนที่รู้ย่อมเข้าใจดี
แน่นอนว่ามารดาบุญธรรมอย่างหม่าฮองเฮาไม่อยู่ในกฎข้อนี้ ส่วนบิดาผู้มีพระคุณอย่างจ้าวฉงหย่วน แม้จะส่งจดหมายมาหาเขาบ้างเป็ครั้งคราวแต่ส่วนใหญ่จะเป็การสั่งสอน
ไม่ว่าจะเป็เื่การเฝ้าระวังชายแดนเพื่อประเทศชาติ เื่การรักใคร่ราษฎร หรือเื่การดูแลขุนนางในเขตปกครอง จ้าวติ้งได้อ่านรู้สึกหูด้านชาไปหมดแล้ว
แต่บิดาของเขาก็เป็ฮ่องเต้ที่ดี ขยันหมั่นเพียรและรักราษฎรจริง ๆ
สิ่งเดียวที่จัดการยากก็คือฮ่องเต้รัชกาลก่อนของแคว้นต้าเฉียนที่มีลักษณะคล้ายเจียจิ้ง ที่ครองราชย์ถึงห้าสิบปี ที่ถึงแม้จะควบคุมสถานการณ์ในราชสำนักได้อย่างเบ็ดเสร็จแต่กลับไม่สนใจกิจการบ้านเมือง มุ่งเน้นแต่การบำเพ็ญเซียน
ดังนั้นก่อนสิ้นพระชนม์จึงทิ้งปัญหาไว้กองโตให้จ้าวฉงหย่วนผู้เป็บุตรชาย ซึ่งการจะสะสางนั้นยากยิ่ง
เมื่อรับจดหมายจากมือหูซานมาเปิดอ่าน จ้าวติ้งก็ถึงกับอึ้งจนยืนนิ่งทื่ออยู่กับที่ เพราะเนื้อหาในจดหมาย นอกจากความห่วงใยที่หม่าฮองเฮามีให้เขาเหมือนเช่นเคยแล้ว อีกข้อมูลสำคัญหนึ่งก็คือบิดาของเขาอาจจะเดินทางมาที่โยวโจว
และในจดหมาย หม่าฮองเฮายังสนับสนุนให้เขาใช้โอกาสนี้หาทางบีบน้ำตาให้บิดาสงสาร เพื่อให้บิดาย้ายเขากลับไปยังจิงตู
"ข้า..."
ใจสลายแล้ว ใจสลายจริง ๆ แล้ว ข้าอยากกลับเมืองหลวงที่ไหนกัน! ข้าไม่อยากให้พวกท่านย้ายข้ากลับเมืองหลวงต่างหาก!
เมื่อมองจดหมายในมือ จ้าวติ้งรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะแตกสลาย หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่ายิ่งทำตัวไร้ค่ากลับยิ่งดูโดดเด่นจนถูกดึงตัวไป?
หลายปีมานี้ ข้าร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าบิดาหนักเกินไปจนกลายเป็ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามรึ?
แต่ทุกครั้งในท้ายจดหมายข้าเน้นย้ำว่าขอตายไปพร้อมกับโยวโจวไม่ใช่หรืออย่างไร!
"ท่านอ๋อง ในจดหมายพระนางตรัสว่าอย่างไรบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวติ้งดูไม่ปกติ หูซานก็รีบขยับเข้ามาถามด้วยความกังวล แต่เมื่อเห็นเนื้อหาในจดหมายชัดเจน หูซานก็ร้องออกมาแล้วโผเข้ากอดขาของจ้าวติ้ง
"ท่านอ๋อง ท่านจะไปไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังอยู่ปรนนิบัติท่านไม่จุใจเลยพ่ะย่ะค่ะ"
น้ำตาของเขาก็ไหลพรากออกมาทันที โดยไม่ต้องเตรียมตัวเลยสักนิด
จ้าวติ้งเหลือบมองหูซานแล้วยกเท้าถีบไปหนึ่งทีก่อนจะเอ่ยว่า "อย่ามาร้องไห้เหมือนข้าตาย ท่านอ๋องของเ้ายังไม่ตายเสียหน่อย"
พอได้ยินคำนี้ หูซานก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ก่อนจะมองจ้าวติ้งด้วยสายตาที่น่าสงสาร
"กระหม่อมไม่อยากให้ท่านอ๋องจากไปพ่ะย่ะค่ะ"
ที่หูซานทำเช่นนี้ไม่ใช่การเสแสร้ง แต่เป็เพราะหลายปีมานี้ โยวโจวภายใต้การดูแลของจ้าวติ้งเปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ
ในฐานะดินแดนที่ผ่านามาสามครั้ง และในฐานะคนที่เกิดและโตในโยวโจว ใครเล่าจะกล้าฝันว่าจะมีวันที่กินอิ่มนอนหลับโดยไม่ต้องกังวล?
"พอแล้ว ๆ เลิกส่งเสียงดังต่อหน้าข้าได้แล้ว ให้ดำเนินการตามแผน B ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ไปเตรียมตัวได้" จ้าวติ้งปวดหัวกับเสียงโวยวายของหูซาน
"พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง" หูซานปาดน้ำตา แล้วรีบวิ่งออกไปนอกจวนเยียนอ๋องทันที
แผน B ทั้งหมดก็คือการนำโคลนเหลืองมาพอกให้หนาเตอะที่กำแพงเมือง ส่วนปัญหาเื่กำแพงเมืองสูงเกินไปนั้นจัดการได้ง่ายมาก
ข้าไม่มีเงินสร้างกำแพงเมืองหรอก แต่ถ้าข้าใช้ดินอัดให้สูงขึ้นหน่อยคงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?
นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างและถนนในเมืองก็ให้พอกด้วยโคลนเหลืองทั้งหมด ส่วนบนหลังคาบ้านให้มุงด้วยหญ้าคา ด้วยวิธีนี้จะสามารถปกปิดความจริงที่ว่าปัจจุบันโยวโจวร่ำรวยจนล้นฟ้าได้มากที่สุด
เมื่อบิดามาถึง แม้จะดูแปลก ๆ ไปบ้างแต่ก็น่าจะหลอกให้ผ่านไปได้ พวกขุนนางกังฉินในชาติก่อนก็เล่นมุกนี้กันทั้งนั้นแหละ...
ถุย! ข้าเป็ขุนนางตงฉิน
จ้าวติ้งรีบแก้ไขความคิดในใจอย่างรุนแรง จากนั้นเขารีบเปลี่ยนเป็ชุดฉลองพระองค์ที่ขาดรุ่งริ่ง แล้ววิ่งลิ่วออกไปนอกจวนเยียนอ๋องเช่นกัน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเห็นว่าแม้แต่จ้าวติ้งก็เปลี่ยนมาใส่ชุดขาด ๆ หูซานก็ยิ่งรีบวิ่งออกไปข้างนอก พลางนึกถึงแผนการที่พวกเขาซักซ้อมกันมานับครั้งไม่ถ้วน
ลวี่เถาและสาวใช้คนอื่น ๆ ถึงกับร้องไห้ออกมา
"ร้องไห้เหมือนข้าตายอีกแล้วนะ"
จ้าวติ้งโกรธจนเผลอจะยกเท้าถีบ แต่พอนึกได้ว่าอย่างไรเสียก็เป็สาวใช้...
ช่างเถอะ ๆ
เขาจึงเดินเข้าไปบีบแก้มสาวใช้ทั้งหลายเบา ๆ พร้อมกับรับปากว่า "เลิกร้องได้แล้ว ต่อให้ท่านอ๋องต้องไป ก็จะพาพวกเ้าไปด้วย"
"จริงนะเพคะ ท่านอ๋องใจดีที่สุดเลยเพคะ"
พอได้ยินคำนี้ สาวใช้ทั้งหลายก็หยุดร้องไห้แล้วเปลี่ยนเป็ยิ้มแย้ม ก่อนจะมองจ้าวติ้งด้วยความดีใจ
"อืม ๆ " จ้าวติ้งตอบรับส่ง ๆ แล้วรีบวิ่งออกไปนอกเมือง
บ้าจริง ร้องไห้โวยวายว่าจนมาหลายปีขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะหลอกได้สำเร็จหรือไม่ ถ้าบิดาของเขาเกิดอารมณ์ชั่ววูบแล้วสั่งลงโทษเขาในข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง เขาก็คงจบเห่
"ถ้าท่านกล้าลงโทษข้าในข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง ข้าจะก่อฏเสียเลย" จ้าวติ้งพูดพลางเดินฮึดฮัดออกไปข้างนอก
อย่างไรเสียเขาก็เป็ผู้ทะลุมิติมา และจ้าวฉงหย่วนก็ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเขา
ถ้าต้องสู้กันจริง ๆ ใครจะกลัวใคร
ตายก็แค่ตาย ไม่ตายก็อยู่ไปหมื่นปี!
...
ในขณะเดียวกัน
ภายในหอการค้าตระกูลจ้าว
เมื่อเห็นสิ่งของแปลกตามากมายที่ไม่มีวันได้เห็นจากที่ไหน หวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนก็ตกอยู่ในภวังค์ของความ้าอย่างเต็มตัว
"แขกผู้มีเกียรติ นี่คือนาฬิกาเคลือบเงาขอรับ"
"ซื้อ!"
"แขกผู้มีเกียรติ นี่คือเครื่องลายครามขอรับ"
"ซื้อ!"
"แขกผู้มีเกียรติ นี่คือกล้องส่องทางไกล สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้ได้โดยตรงขอรับ"
"ซื้อ!"
...
หนิวหวาจื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู
เคยเห็นคนรวยแต่ไม่เคยเห็นใครรวยมหาศาลขนาดนี้มาก่อน เพราะทันทีที่ก้าวเข้าสู่หอการค้าตระกูลจ้าว ไม่จำเป็ต้องให้เขาและพนักงานร้านประสานงานกัน จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อเข้าสู่โหมดซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าทันที
เพียงชั่วครู่เดียว เอ้อร์หวาจื่อและผู้คุ้มกันอีกหลายคนก็ถือห่อของพะรุงพะรังจนแทบจะถูกสิ่งของที่จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อซื้อกลบจนมิดตัว
และเป็เช่นนี้ต่อไปจนผ่านไปอีกครึ่งค่อนวัน
เมื่อเห็นว่าได้ซื้อของในหอการค้าตระกูลจ้าวจนครบทุกชิ้นและไม่มีอะไรที่ทั้งสองคนยังไม่ได้ซื้อแล้ว จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อจึงค่อย ๆ ละสายตาออกมาด้วยความเสียดาย
"ท่านลูกค้าขอรับ ทั้งหมดเป็เงินสามแสนสี่หมื่นสามพันหกร้อยห้าสิบสองตำลึงเงิน ตามกฎที่ท่านอ๋องเยียนสั่งไว้ หลังจากลดราคาให้ครึ่งหนึ่งแล้ว จะเหลือหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบหกตำลึงเงินขอรับ"
"หา? เท่าไหร่นะ?"
เมื่อได้ยินราคา จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อทั้งสองคนถึงกับอึ้ง
เงิน... เงินดูเหมือนจะไม่พอนะพ่ะย่ะค่ะ...