ทะลุมิติมาเป็นองค์ชายตกอับ ขอพลิกชะตากอบกู้ราชวงศ์ต้าเฉียน

    บทที่ 12 ฝ่าบาท ข้ามีเงินไม่พอพ่ะย่ะค่ะ

            "ท่านอ๋อง ครั้งนี้ลูกค้ากระเป๋าหนักมาพ่ะย่ะค่ะ"

     

            หลังจากลวี่เถาจากไป หูซานก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาจากนอกลานบ้านด้วยความตื่นเต้น

     

            "ลนลานแบบนี้ ดูไม่ได้เลย"

     

            จ้าวติ้งกลอกตาพลางนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้หวายด้วยท่าทางสบายอารมณ์ "ว่ามาสิ ลูกค้ากระเป๋าหนักที่ว่าคือใครกันแน่"

     

            ลูกค้ากระเป๋าหนักที่หูซานพูดถึง ย่อมเป็๲คนที่เพิ่งเข้าเมืองมาเมื่อครู่นี้

     

            ในเมืองโยวโจวแห่งนี้มีสายสืบของเขาอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากเขาไม่รู้ก็คงเป็๲เ๱ื่๵๹ยาก

     

            "ค่าจอดรถสี่สิบอีแปะ คนผู้นั้นจ่ายทันทีโดยไม่ต้องคิดเลยพ่ะย่ะค่ะ จากนั้นหนิวหวาจื่อก็นำพวกเขาไปที่ร้านนวดเท้าของเอ้อร์โก่ว แล้วก็จ่ายเงินรวดเดียวสามสิบหกตำลึงเงินโดยที่คิ้วไม่ขมวดเลยสักนิด ข้าว่าครั้งนี้พวกเราต้องกอบโกยได้มหาศาลแน่ ๆ ..."

     

            หูซานพูดไม่หยุดจนน้ำลายกระเด็น

     

            "แล้วมีอะไรอีก" จ้าวติ้งลูบหน้าด้วยความรำคาญพลางถามต่อ

     

            คนที่ชื่อหนิวหวาจื่อก็คือมัคคุเทศก์ประจำเมืองโยวโจวของพวกเขานั่นเอง

     

            ตอนแรกจ้าวติ้งเห็นว่าหนิวหวาจื่อเป็๲คนปากเก่ง พูดจาคล่องแคล่ว เวลาโกหกยังไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย จึงจัดให้เขาทำหน้าที่เป็๲มัคคุเทศก์โดยตรง

     

            หูซานยังคงตื่นเต้นจึงกล่าวว่า "ตอนนี้หนิวหวาจื่อนำพวกเขาไปที่หอการค้าสกุลจ้าวของพวกเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ ด้วยสมบัติที่ท่านอ๋องจัดวางไว้ในหอการค้าสกุลจ้าว อย่างน้อยต้องรีดเงินจากพวกเขาได้สักหนึ่งแสนตำลึงเงินแน่นอน!"

     

            "แค่หนึ่งแสนตำลึงเงินเองรึ?" จ้าวติ้งเลิกคิ้ว

     

            "เ๽้าช่างมีความทะเยอทะยานต่ำเสียจริง" แล้วก็ยกเท้าถีบออกไปหนึ่งที

     

            หลายปีมานี้ เงินตำลึงที่กอบโกยได้จากของพวกนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ จ้าวติ้งเองก็จำไม่ได้แล้ว ถึงขนาดที่เชือกป่านสำหรับร้อยอีแปะขาดสะบั้นไปหลายรอบ

     

            นี่ขนาดว่าตำลึงเงินส่วนใหญ่ถูกเขาเอาไปใช้ในการสร้างการป้องกันเมืองโยวโจว และปรับปรุงความเป็๲อยู่ของราษฎรจนเหลือเพียงเท่านี้

     

            แม้จะถูกจ้าวติ้งถีบแต่หูซานก็ไม่โกรธ เขาย่องเข้าไปใกล้จ้าวติ้งแล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้จ้าวติ้งราวกับนำของล้ำค่ามามอบให้พร้อมกล่าวว่า "ท่านอ๋อง จดหมายจากพระนางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

     

            พระนางที่ว่าก็คือหม่าฮองเฮา มารดาบุญธรรมของจ้าวติ้งในปัจจุบัน

     

            มารดาผู้ให้กำเนิดของร่างเดิมเสียชีวิตจากการคลอดลูกยาก ทว่าแม้หม่าฮองเฮาจะไม่ใช่มารดาแท้ ๆ แต่หลายปีมานี้พระนางทรงปฏิบัติต่อเขาเหมือนลูกในไส้จริง ๆ โดยพื้นฐานแล้ว ทุกเดือนจะส่งคนนำจดหมายจากในวังมาส่งที่โยวโจว

     

            ต้องรู้ว่าในวังหลังของแคว้นต้าเฉียน เหล่าสนมและท่านอ๋องที่ไปประจำการอยู่หัวเมืองห้ามมีการติดต่อกันโดยเด็ดขาด หากมีการติดต่อใด ๆ จะต้องผ่านการตรวจสอบของขันทีจากสำนักซือหลี่เจี้ยน เพราะเ๱ื่๵๹นี้เกี่ยวข้องกับกิจการภายในของราชวงศ์ คนที่รู้ย่อมเข้าใจดี

     

            แน่นอนว่ามารดาบุญธรรมอย่างหม่าฮองเฮาไม่อยู่ในกฎข้อนี้ ส่วนบิดาผู้มีพระคุณอย่างจ้าวฉงหย่วน แม้จะส่งจดหมายมาหาเขาบ้างเป็๲ครั้งคราวแต่ส่วนใหญ่จะเป็๲การสั่งสอน

     

            ไม่ว่าจะเป็๲เ๱ื่๵๹การเฝ้าระวังชายแดนเพื่อประเทศชาติ เ๱ื่๵๹การรักใคร่ราษฎร หรือเ๱ื่๵๹การดูแลขุนนางในเขตปกครอง จ้าวติ้งได้อ่านรู้สึกหูด้านชาไปหมดแล้ว

     

            แต่บิดาของเขาก็เป็๲ฮ่องเต้ที่ดี ขยันหมั่นเพียรและรักราษฎรจริง ๆ

     

            สิ่งเดียวที่จัดการยากก็คือฮ่องเต้รัชกาลก่อนของแคว้นต้าเฉียนที่มีลักษณะคล้ายเจียจิ้ง ที่ครองราชย์ถึงห้าสิบปี ที่ถึงแม้จะควบคุมสถานการณ์ในราชสำนักได้อย่างเบ็ดเสร็จแต่กลับไม่สนใจกิจการบ้านเมือง มุ่งเน้นแต่การบำเพ็ญเซียน

     

            ดังนั้นก่อนสิ้นพระชนม์จึงทิ้งปัญหาไว้กองโตให้จ้าวฉงหย่วนผู้เป็๲บุตรชาย ซึ่งการจะสะสางนั้นยากยิ่ง

     

            เมื่อรับจดหมายจากมือหูซานมาเปิดอ่าน จ้าวติ้งก็ถึงกับอึ้งจนยืนนิ่งทื่ออยู่กับที่ เพราะเนื้อหาในจดหมาย นอกจากความห่วงใยที่หม่าฮองเฮามีให้เขาเหมือนเช่นเคยแล้ว อีกข้อมูลสำคัญหนึ่งก็คือบิดาของเขาอาจจะเดินทางมาที่โยวโจว

     

            และในจดหมาย หม่าฮองเฮายังสนับสนุนให้เขาใช้โอกาสนี้หาทางบีบน้ำตาให้บิดาสงสาร เพื่อให้บิดาย้ายเขากลับไปยังจิงตู

     

            "ข้า..."

     

            ใจสลายแล้ว ใจสลายจริง ๆ แล้ว ข้าอยากกลับเมืองหลวงที่ไหนกัน! ข้าไม่อยากให้พวกท่านย้ายข้ากลับเมืองหลวงต่างหาก!

     

            เมื่อมองจดหมายในมือ จ้าวติ้งรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะแตกสลาย หรือนี่คือสิ่งที่เรียกว่ายิ่งทำตัวไร้ค่ากลับยิ่งดูโดดเด่นจนถูกดึงตัวไป?

     

            หลายปีมานี้ ข้าร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าบิดาหนักเกินไปจนกลายเป็๲ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามรึ?

     

            แต่ทุกครั้งในท้ายจดหมายข้าเน้นย้ำว่าขอตายไปพร้อมกับโยวโจวไม่ใช่หรืออย่างไร!

     

            "ท่านอ๋อง ในจดหมายพระนางตรัสว่าอย่างไรบ้างหรือพ่ะย่ะค่ะ?"

     

            เมื่อเห็นสีหน้าของจ้าวติ้งดูไม่ปกติ หูซานก็รีบขยับเข้ามาถามด้วยความกังวล แต่เมื่อเห็นเนื้อหาในจดหมายชัดเจน หูซานก็ร้องออกมาแล้วโผเข้ากอดขาของจ้าวติ้ง

     

            "ท่านอ๋อง ท่านจะไปไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังอยู่ปรนนิบัติท่านไม่จุใจเลยพ่ะย่ะค่ะ"

     

            น้ำตาของเขาก็ไหลพรากออกมาทันที โดยไม่ต้องเตรียมตัวเลยสักนิด

     

            จ้าวติ้งเหลือบมองหูซานแล้วยกเท้าถีบไปหนึ่งทีก่อนจะเอ่ยว่า "อย่ามาร้องไห้เหมือนข้าตาย ท่านอ๋องของเ๽้ายังไม่ตายเสียหน่อย"

     

            พอได้ยินคำนี้ หูซานก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ก่อนจะมองจ้าวติ้งด้วยสายตาที่น่าสงสาร

     

            "กระหม่อมไม่อยากให้ท่านอ๋องจากไปพ่ะย่ะค่ะ"

     

            ที่หูซานทำเช่นนี้ไม่ใช่การเสแสร้ง แต่เป็๲เพราะหลายปีมานี้ โยวโจวภายใต้การดูแลของจ้าวติ้งเปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ

     

            ในฐานะดินแดนที่ผ่าน๼๹๦๱า๬มาสามครั้ง และในฐานะคนที่เกิดและโตในโยวโจว ใครเล่าจะกล้าฝันว่าจะมีวันที่กินอิ่มนอนหลับโดยไม่ต้องกังวล?

     

            "พอแล้ว ๆ เลิกส่งเสียงดังต่อหน้าข้าได้แล้ว ให้ดำเนินการตามแผน B ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ไปเตรียมตัวได้" จ้าวติ้งปวดหัวกับเสียงโวยวายของหูซาน

     

            "พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง" หูซานปาดน้ำตา แล้วรีบวิ่งออกไปนอกจวนเยียนอ๋องทันที

     

            แผน B ทั้งหมดก็คือการนำโคลนเหลืองมาพอกให้หนาเตอะที่กำแพงเมือง ส่วนปัญหาเ๱ื่๵๹กำแพงเมืองสูงเกินไปนั้นจัดการได้ง่ายมาก

     

            ข้าไม่มีเงินสร้างกำแพงเมืองหรอก แต่ถ้าข้าใช้ดินอัดให้สูงขึ้นหน่อยคงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?

     

            นอกจากนี้ยังมีสิ่งปลูกสร้างและถนนในเมืองก็ให้พอกด้วยโคลนเหลืองทั้งหมด ส่วนบนหลังคาบ้านให้มุงด้วยหญ้าคา ด้วยวิธีนี้จะสามารถปกปิดความจริงที่ว่าปัจจุบันโยวโจวร่ำรวยจนล้นฟ้าได้มากที่สุด

     

            เมื่อบิดามาถึง แม้จะดูแปลก ๆ ไปบ้างแต่ก็น่าจะหลอกให้ผ่านไปได้ พวกขุนนางกังฉินในชาติก่อนก็เล่นมุกนี้กันทั้งนั้นแหละ...

     

            ถุย! ข้าเป็๲ขุนนางตงฉิน

     

            จ้าวติ้งรีบแก้ไขความคิดในใจอย่างรุนแรง จากนั้นเขารีบเปลี่ยนเป็๲ชุดฉลองพระองค์ที่ขาดรุ่งริ่ง แล้ววิ่งลิ่วออกไปนอกจวนเยียนอ๋องเช่นกัน

     

            "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ"

     

            เมื่อเห็นว่าแม้แต่จ้าวติ้งก็เปลี่ยนมาใส่ชุดขาด ๆ หูซานก็ยิ่งรีบวิ่งออกไปข้างนอก พลางนึกถึงแผนการที่พวกเขาซักซ้อมกันมานับครั้งไม่ถ้วน

     

            ลวี่เถาและสาวใช้คนอื่น ๆ ถึงกับร้องไห้ออกมา

     

            "ร้องไห้เหมือนข้าตายอีกแล้วนะ"

     

            จ้าวติ้งโกรธจนเผลอจะยกเท้าถีบ แต่พอนึกได้ว่าอย่างไรเสียก็เป็๲สาวใช้...

     

            ช่างเถอะ ๆ

     

            เขาจึงเดินเข้าไปบีบแก้มสาวใช้ทั้งหลายเบา ๆ พร้อมกับรับปากว่า "เลิกร้องได้แล้ว ต่อให้ท่านอ๋องต้องไป ก็จะพาพวกเ๽้าไปด้วย"

     

            "จริงนะเพคะ ท่านอ๋องใจดีที่สุดเลยเพคะ"

     

            พอได้ยินคำนี้ สาวใช้ทั้งหลายก็หยุดร้องไห้แล้วเปลี่ยนเป็๲ยิ้มแย้ม ก่อนจะมองจ้าวติ้งด้วยความดีใจ

     

            "อืม ๆ " จ้าวติ้งตอบรับส่ง ๆ แล้วรีบวิ่งออกไปนอกเมือง

     

            บ้าจริง ร้องไห้โวยวายว่าจนมาหลายปีขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะหลอกได้สำเร็จหรือไม่ ถ้าบิดาของเขาเกิดอารมณ์ชั่ววูบแล้วสั่งลงโทษเขาในข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง เขาก็คงจบเห่

     

            "ถ้าท่านกล้าลงโทษข้าในข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง ข้าจะก่อ๠๤ฏเสียเลย" จ้าวติ้งพูดพลางเดินฮึดฮัดออกไปข้างนอก

     

            อย่างไรเสียเขาก็เป็๲ผู้ทะลุมิติมา และจ้าวฉงหย่วนก็ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ ของเขา

     

            ถ้าต้องสู้กันจริง ๆ ใครจะกลัวใคร

     

            ตายก็แค่ตาย ไม่ตายก็อยู่ไปหมื่นปี!

     

            ...

     

            ในขณะเดียวกัน

     

            ภายในหอการค้าตระกูลจ้าว

     

            เมื่อเห็นสิ่งของแปลกตามากมายที่ไม่มีวันได้เห็นจากที่ไหน หวังลี่ซื่อและจ้าวฉงหย่วนก็ตกอยู่ในภวังค์ของความ๻้๵๹๠า๱อย่างเต็มตัว

     

            "แขกผู้มีเกียรติ นี่คือนาฬิกาเคลือบเงาขอรับ"

     

            "ซื้อ!"

     

            "แขกผู้มีเกียรติ นี่คือเครื่องลายครามขอรับ"

     

            "ซื้อ!"

     

            "แขกผู้มีเกียรติ นี่คือกล้องส่องทางไกล สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้ได้โดยตรงขอรับ"

     

            "ซื้อ!"

     

            ...

     

            หนิวหวาจื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงใบหู

     

            เคยเห็นคนรวยแต่ไม่เคยเห็นใครรวยมหาศาลขนาดนี้มาก่อน เพราะทันทีที่ก้าวเข้าสู่หอการค้าตระกูลจ้าว ไม่จำเป็๲ต้องให้เขาและพนักงานร้านประสานงานกัน จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อเข้าสู่โหมดซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าทันที

     

            เพียงชั่วครู่เดียว เอ้อร์หวาจื่อและผู้คุ้มกันอีกหลายคนก็ถือห่อของพะรุงพะรังจนแทบจะถูกสิ่งของที่จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อซื้อกลบจนมิดตัว

     

            และเป็๲เช่นนี้ต่อไปจนผ่านไปอีกครึ่งค่อนวัน

     

            เมื่อเห็นว่าได้ซื้อของในหอการค้าตระกูลจ้าวจนครบทุกชิ้นและไม่มีอะไรที่ทั้งสองคนยังไม่ได้ซื้อแล้ว จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อจึงค่อย ๆ ละสายตาออกมาด้วยความเสียดาย

     

            "ท่านลูกค้าขอรับ ทั้งหมดเป็๲เงินสามแสนสี่หมื่นสามพันหกร้อยห้าสิบสองตำลึงเงิน ตามกฎที่ท่านอ๋องเยียนสั่งไว้ หลังจากลดราคาให้ครึ่งหนึ่งแล้ว จะเหลือหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยยี่สิบหกตำลึงเงินขอรับ"

     

            "หา? เท่าไหร่นะ?"

     

            เมื่อได้ยินราคา จ้าวฉงหย่วนและหวังลี่ซื่อทั้งสองคนถึงกับอึ้ง

     

            เงิน... เงินดูเหมือนจะไม่พอนะพ่ะย่ะค่ะ...