ถนนในชนบทสมัยนี้ไม่ได้ราบเรียบเหมือนในเมือง เท้าของจิ่งเยี่ยนกุยเตะไปโดนหินเข้า ความเจ็บปวดแผ่ซ่านจนทำให้เธอร้องออกมาเสียงดัง ก่อนที่จะตื่นเต็มตา
ฟางเสียนจือส่องไฟฉายดูเธอที่กำลังกระโดดโลดเต้นไปมาแต่ก็ไม่ได้ปลอบเธอเลย เอาแต่มองเธอที่กำลังกุมเท้าอยู่เงียบๆ เธอจึงคว้าชายเสื้อของเขาไว้ “ช่วยพยุงฉันหน่อยค่ะ เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
“เจ็บตรงไหน เดี๋ยวฉันดูให้” ฟางเสียนจือถึงแม้ในใจจะยังโกรธเธออยู่ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อส่องไฟฉายดูก็เห็นว่านิ้วหัวแม่เท้าที่เรียวสวยของเธอมีรอยเขียวช้ำ
เขาถอนหายใจแล้วให้เธอถือไฟฉายไว้ ทันทีที่เธอรับไป เขาก็ย่อตัวลงเพื่อแบกเธอขึ้นหลัง เธอจึงโอบคอเขาไว้โดยสัญชาตญาณ เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้งเขาก็แบกเธอก้าวเดินไปข้างหน้าแล้ว “ส่องไฟฉายไปข้างหน้า อย่าส่ายไปมา”
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าตอนนี้เธอควรจะนอนหลับไปอีกรอบเสียดีกว่า เธอมีชีวิตอยู่มาสองชาติ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกคนแบก
เธอพูดเบาๆ “ฟางเสียนจือ เท้าฉันไม่เจ็บแล้ว ปล่อยฉันลงเถอะ ฉันเดินเองได้”
น้ำเสียงของฟางเสียนจือเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความเย็นยะเยือกหลายส่วน “คุณย่าบอกว่าเธอไปเมืองเอกเองคนเดียว ฉันก็นึกว่าเธอไปคนเดียวจริงๆ แต่สรุปแล้วเธอดันกลับมาพร้อมกับซูไป่ชิง จิ่งเยี่ยนกุย ในใจของเธอเห็นฉันเป็นอะไร?”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกเหมือนได้กลิ่นความหึงหวงโชยมา จึงตระหนักได้ในที่สุดว่าคุณฟางของเธอกำลังหึงหวง
การที่เธอได้เจอซูไป่ชิงที่เมืองเอกนั้นถือเป็นเรื่องบังเอิญ แถมเธอก็ไม่ได้คิดอะไรกับซูไป่ชิงเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้เธอจะไม่เคยมีความรักอย่างจริงจัง แต่ก็รู้ว่าเรื่องความรักนั้นต้องซื่อสัตย์ เธอจึงเอนตัวไปกระซิบข้างหูเขาว่า “ฉันไปเมืองเอกคนเดียวจริงๆ และที่เจอเขาเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ที่สำคัญตอนนี้ถ้านับตามลำดับญาติแล้ว เขายังเป็นชนรุ่นหลังของฉันด้วยซ้ำ ฉันกับเขาไม่เหมาะสมกันสักกะนิด”
น้ำเสียงของฟางเสียนจือยังคงเย็นชาเหมือนเดิม “จิ่งเยี่ยนกุย เมื่อก่อนฉันเคยบอกเธอหลายครั้งแล้ว ว่าอย่าวิ่งเที่ยวไปไหนคนเดียว ถ้าเธอจะไปไหนฉันจะไปกับเธอ มา ตอบคำถามเมื่อกี้ของฉันก่อน ในใจของเธอฉันเป็นอะไร?”
ร่างกายของหญิงสาวนั้นอบอุ่นนุ่มนิ่ม เธอซบหน้าบนคอเขา หายใจออกเบาๆ กลิ่นหอมหวานของเธอทำเอาหัวใจของเขาเต้นแรงหลายครั้ง คำพูดที่ดูเย็นชาเหล่านี้ เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะกลั้นใจเค้นออกมาได้
ใบหน้าของจิ่งเยี่ยนกุยแดงระเรื่อ “คุณคือคู่หมั้นของฉัน…”
เธอยังพูดไม่ทันจบก็ถูกเขาทิ้งลงไปในกองฟางข้างๆ ขณะยังไม่ทันได้ส่งเสียงใดออกมา ริมฝีปากของเขาก็ทาบทับลงมาเสียแล้ว ในขณะเดียวกัน ไฟฉายในมือของเธอก็ถูกดับลงเช่นกัน
หัวใจของจิ่งเยี่ยนกุยเต้นผิดจังหวะในทันที คุณฟางที่โกรธเกรี้ยวในตอนนี้เหมือนกับสัตว์ร้ายที่หิวโหยมานาน ท่าทีของเขาเหมือนอยากจะฉีกร่างเธอออกเป็นชิ้นๆ แล้วกลืนกินเข้าไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงแหบพร่าของเขาก็ดังขึ้นข้างริมฝีปากของเธอ “ที่แท้เธอก็ยังรู้ว่าฉันเป็นคู่หมั้นของเธอ คำพูดของฉัน เธอไม่เคยใส่ใจเลยใช่ไหม?”
ตอนนี้จิ่งเยี่ยนกุยกลัวเขาเล็กน้อย กลัวว่าเขาจะกินเธอเข้าไปจริงๆ เธอรู้สึกว่าตอนนี้ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรก็คงยากที่จะทำให้ความโกรธของเขาสงบลง จึงได้ใช้วิธีที่ง่ายที่สุด โดยการโอบคอเขาแล้วจูบริมฝีปากของเขาเบาๆ แล้วพูดว่า “ไม่ใช่ค่ะ ทุกคำพูดของคุณมันฝังอยู่ในใจของฉันหมดแล้ว”
ฟางเสียนจือ …
เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้ความโกรธครั้งนี้เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตัวเองสักหน่อย แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่าเขาถูกภรรยาตัวเองยั่วยวนเข้าซะแล้ว
ฟางเสียนจือมองเธอภายใต้แสงจันทร์สลัว หญิงสาวที่มีผิวขาวผ่องราวกับหิมะและหน้าตาสะสวยราวกับดอกไม้ ตอนนี้กำลังมองเขาด้วยดวงตากระจ่างสดใส แต่เขากลับรู้สึกว่าแววตาของเธอดูเย้ายวนอย่างน่าประหลาด ถ้ายังมองต่อคงได้เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ
เขาลุกขึ้นนั่งแล้วไม่หันไปมองเธออีก เพียงแค่พูดว่า “ครั้งหน้าจะออกไปไหนก็เรียกฉันไปด้วย ห้ามไปกับซูไป่ชิงคนเดียวอีก”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วตอบรับทันที เขายังถามเธออีกว่า “ที่เมืองเอกราบรื่นดีไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าควรจะอธิบายเรื่องที่เธอเจอซูไป่ชิงให้เขาฟังเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะคิดมากอีก จึงเล่าเรื่องที่เธอจัดการกับพวกอันธพาลและเรื่องที่ทะเลาะกับลู่เฉียวตงจนได้เจอซูไป่ชิงให้เขาฟังคร่าวๆ
ฟางเสียนจือได้ยินดังนั้นก็จ้องเธอเขม็ง แต่เธอกลับขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วพูดว่า “ฉันเก่งไหม?”
ฟางเสียนจือดีดหน้าผากเธอ “ครั้งหน้าห้ามไปไหนคนเดียว!”
จิ่งเยี่ยนกุยเอามือกุมหัวพลางมองเขาด้วยดวงตากลมโตที่ใสซื่อ เขาพลันรู้สึกสงสารจับใจ ท่าทางมาดขรึมที่อุตส่าห์สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากก็พังทลายลง เสียงของเขาอ่อนลงแล้วถามเธอว่า “เจ็บมากเลยเหรอ?”
“ก็เห็นอยู่ว่าเจ็บ!” จิ่งเยี่ยนกุยสูดจมูกแล้วพูดว่า “ฟางเสียนจือ คุณใช้ความรุนแรง!”
ฟางเสียนจือ “…”
จิ่งเยี่ยนกุยยังพูดต่อ “ผู้ชายที่ใช้ความรุนแรงจะหาภรรยาไม่ได้นะ!”
ฟางเสียนจือเอามือกุมขมับ จากนั้นมองเธอแล้วพูดว่า “งั้นเธอก็ตีฉันกลับสิ”
จิ่งเยี่ยนกุยทำเสียงฮึดฮัดเบาๆ แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นไม่สนใจเขา ฝ่ามือของเขาลูบเบาๆ บริเวณที่ดีดเมื่อกี้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ยังเจ็บอยู่ไหม?”
ทุกครั้งที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก็มักจะแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่ดึงดูดและน้ำเสียงที่ทุ้มลึกขึ้นสามส่วน ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรง แต่เธอกลับหันไปมองเขาแล้วพูดว่า “ยังไม่แต่งงานก็ดุขนาดนี้ ถ้าแต่งงานไปแล้วจะไม่ตีฉันทุกวันเลยเหรอ?”
ฟางเสียนจือถอนหายใจ เมื่อก่อนมักได้ยินฟางชิงสือบอกว่าเจียงอี่โหลวไม่ฟังเหตุผล เขาคิดว่าพ่อแม่กำลังหยอกล้อกัน ตอนนี้เมื่อภรรยาของเขาไม่ฟังเหตุผล เขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันยากจะอธิบายจริงๆ
เขาดึงเธอขึ้นมาแล้วพูดว่า “เอาล่ะ เรื่องที่เธอไปเมืองเอกกับเรื่องเมื่อกี้ ก็ให้มันแล้วกันไปเถอะ! ฉันรับปากว่าหลังจากแต่งงาน จะไม่ใช้กำลังกับเธอเด็ดขาด แบบนี้เธอจะยอมแต่งงานกับฉันเร็วๆ ได้ไหม?”
เพราะอยู่ใกล้กัน เขาจึงเห็นได้ว่าภรรยาของเขามีท่าทีขี้เล่นแฝงไปด้วยความเง้างอนเล็กน้อยขณะพูดว่า “ฝันไปเถอะ!”
ถึงแม้ฟางเสียนจือจะไม่มีประสบการณ์ในการคบหากับผู้หญิง แต่เขาก็รู้ว่าตอนนี้ภรรยาของเขาไม่ได้รำคาญเขาจริงๆ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแบกเธอขึ้นหลัง แล้วเดินไปที่บ้านเก่าของตระกูลจิ่งอย่างรวดเร็ว
ในหมู่บ้านอิ๋นซานช่วงฤดูร้อน มักจะมีหิ่งห้อยบินว่อนไปมาในตอนกลางคืน ค่ำคืนนี้มีดวงจันทร์ส่องสว่าง อีกทั้งแสงจันทร์ยังขาวนวลทอประกายทั่วท้องฟ้า จิ่งเยี่ยนกุยซบอยู่บนหลังของฟางเสียนจือแล้วรู้สึกสบายใจมาก
เธอรู้สึกได้รางๆ ว่า เธอเริ่มจับทางเขาได้แล้ว หลังจากนี้เวลาอยู่กับเขาเธอจะได้ไม่ตกอยู่ในสถานะที่เป็นฝ่ายตั้งรับอีกต่อไป
การสอบเข้าเรียนครั้งล่าสุดและความจำที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เธอมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่ๆ นั่นหมายความว่าการหมั้นหมายของพวกเขา ตราบใดที่ทั้งสองต่างชอบกันและกัน ก็ยากที่จะมีอุปสรรคอื่นๆ ได้อีก หลังจากที่รอเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย พวกเขาก็จะได้แต่งงานกัน
หลังจากกลับชาติมาเกิด ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น
เธอให้ฟางเสียนจือปล่อยเธอลงที่หน้าบ้านเก่าของตระกูลจิ่ง พอเจ้าเสี่ยวจ๋ายจ๋ายน้อยที่หูไวได้ยินเสียงของเธอ ก็รีบงับชายกางเกงของหยางหว่านซิ่วแล้วลากไปที่ประตูทันที ราวกับว่าจะเร่งให้หยางหว่านซิ่วไปเปิดประตูให้เร็วขึ้น
ทันทีที่หยางหว่านซิ่วเปิดประตู ก็เห็นว่าจิ่งเยี่ยนกุยยืนอยู่หน้าประตู แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เสี่ยวจ๋ายจ๋ายก็กระโดดตัวลอยพุ่งเข้าหาอ้อมกอดเธอทันที