“กลับมาแล้วเ้าค่ะ” เสียงอันสดใสดังมาก่อนตัวเสียอีก
“เหตุใดพวกเ้าสองพ่อลูกถึงได้ไปนานนัก ปล่อยแขกให้หิ้วท้องรอได้อย่างไร” หวังซื่อตำหนิสองพ่อลูกที่หายไปนาน
“ข้าหาได้ถือสา พูดคุยกับน้องสาวเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้จนเพลิน”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยโบกมือห้ามไม่ให้คนบ้านฮั่วขุ่นเคืองกัน นางอาศัยอยู่ลำพังมานาน พอมีเพื่อนสนทนาก็เพลิดเพลินกันทีเดียว จากตอนแรกที่เกร็งตอนนี้นางนับถือหวังซื่อเป็เหมือนพี่น้องเสียแล้ว
“เริ่มทานมื้อเย็นกันเถิดเ้าค่ะ”
ฮั่วิจูไม่สนใจคำตำหนิของมารดา แถมยังเข้าไปออดอ้อนจนได้รับสายตาเอ็นดูจากทุกคน
อาหารหลายอย่างถูกนำมาวางเรียงรายอยู่ต่อหน้า จนโอวหยางเพ่ยเพ่ยรู้สึกเกรงใจ ก่อนถึงหน้าหนาวทุกครอบครัวต่างรัดเข็มขัด ทว่าบ้านฮั่วกลับทำอาหารมากมายต้อนรับนาง เพียงแค่ข้าวผัดสีเหลืองทอง ในเหลาอาหารก็ขายจานละหลายตำลึง
หวังซื่อรับรู้ถึงความกดดันและเกรงใจของโอวหยางเพ่ยเพ่ย จึงพยายามคลี่คลายสถานการณ์อึดอัด จนอาหารในมื้อนี้อบอวลไปด้วยความสุขและความสนุกสนานในการพบปะกันในครั้งนี้
ใช้เวลาร่วมทานมื้อเย็นกับคนบ้านฮั่วจนท้องฟ้ามืดมิด ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่โอวหยางเพ่ยเพ่ยจะต้องกลับบ้าน
“พี่สาวรอสักประเดี๋ยว”
“ข้างนอกมืดแล้ว เ้าไม่ต้องลำบากขึ้นเขาไปส่งข้าก็ได้” โอวหยางเพ่ยเพ่ยห้ามไม่ให้หวังซื่อขึ้นเขาไปส่งนาง
“ได้อย่างไรเ้าคะ พี่สาวเป็สตรี มืดค่ำเช่นนี้มีแต่บุรุษไปส่ง ข้าเกรงว่าท่านจะถูกนินทาเอาได้”
บุรุษกับสตรีที่มิใช่สามีภรรยา เดินทางด้วยกันมืดค่ำอาจทำให้เกิดข้อครหา หวังซื่อจึง้าเดินทางไปส่งโอวหยางเพ่ยเพ่ยที่บ้านด้วย
“ดึกเช่นนี้ เ้าไม่ควรปล่อยคนชรากับเด็กอยู่บ้านโดยไม่มีคนหนุ่มสาวดูแล”
ในหมู่บ้านซานไห่จะมีกลุ่มอันธพาลที่ไม่ทำงานทำการ แอบลักขโมยสิ่งของในตอนกลางคืน ถ้าเกิดพวกมันฉวยโอกาสนี้เกรงว่าคนชรากับเด็กจะเป็อันตราย
เพียงฮั่วหนานอันกับเสี่ยวเฟิงเดินขึ้นเขาไปส่ง นางก็เกรงใจมากแล้ว
“ผู้ใดบอกว่าข้าจะปล่อยคนชรากับเด็กไว้ที่บ้านเ้าคะ ท่านดูเอาเองเถิด” หวังซื่อหันหน้าไปทางประตู
บุตรสาวทั้งสองของบ้านฮั่วเดินออกมาจากบ้าน ด้านหลังของเด็กทั้งสองมีเกาทัณฑ์สำหรับเด็กห้อยอยู่ เกาทัณฑ์ที่ทั้งสองสะพายเอาไว้บนแผ่นหลัง คือของขวัญที่ฮั่วิจูกับพี่สาวได้รับมันจากท่านลุงรองเมื่อห้าเดือนที่แล้ว
“พวกข้าเตรียมพร้อมแล้ว ไปส่งท่านอาจารย์กันเถิดเ้าค่ะ” ฮั่วิจูกล่าวเสียงกังวาน
“เ้าเป็เด็กน้อยจะเดินขึ้นเขาตอนกลางคืน ไม่กลัวอันตรายหรือ”
หากจะบอกว่าซาบซึ้งใจกับความห่วงใยของคนบ้านฮั่วที่มีต่อนางก็คงไม่เกินจริง กระนั้นทั้งสองก็ยังเป็เด็ก และหวังซื่อกับแม่นมเจียงยังเป็สตรี มืดค่ำเช่นนี้เดินขึ้นเขาเกรงว่าจะเกิดอันตราย
“ไม่กลัวเ้าค่ะ ทางขึ้นเขาไปบ้านของท่าน ศิษย์เดินหลับตาก็ยังเดินทางไปถูก”
“พี่สาวอย่าเป็ห่วงพวกเราไปเลย พวกเราคนมากขนาดนี้คงไม่มีอันตรายใด” หวังซื่อยังคงยืนกรานว่าพวกตนจะยกโขยงกันไปส่งโอวหยางเพ่ยเพ่ยจนถึงบ้าน
“พวกเรารีบไปกันเถิด อย่ามัวเสียเวลาอีกเลย”
ฮั่วหนานอันง่วงนอนเต็มที มัวแต่เสียเวลาโต้เถียงกันไปมา เมื่อไหร่เขาจะได้กลับมานอน ขืนนอนดึก พรุ่งนี้เช้าเขาอาจตื่นสายจนไม่สามารถลุกขึ้นไปรับจ้างสร้างบ้านได้ทัน
โอวหยางเพ่ยเพ่ยไม่ปฏิเสธความหวังดีอีกต่อไป หวังซื่อใส่กลอนประตูบ้านอย่างแ่า ถ้าหัวขโมยจะมาลักขโมยสิ่งของคงต้องใช้เวลาสักพัก
“ไปกันเถอะ” ฮั่วหนานอันถือคบเพลิงเดินนำหน้าทุกคน ด้านหลังมีเสี่ยวเฟิงถือคบเพลิงเดินตาม
ยามนี้ชาวบ้านแทบทุกหลังคาดับไฟเข้านอน เหลือแสงไฟอยู่เพียงไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้น ทางเดินขึ้นเขาไปยังบ้านของโอวหยางเพ่ยเพ่ยไม่ได้ยากลำบากแม้แต่น้อย
เพื่อเชิญให้หมอหญิงปักหลักอยู่ในหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านและชาวบ้านดูแลนางเป็อย่างดี ไม่ว่าจะเป็ถนนทางขึ้นเขามุ่งตรงสู่บ้าน กำแพงและตัวบ้านก็ถูกชาวบ้านช่วยกันซ่อมแซมอยู่ทุกปี
“พวกเ้าระมัดระวังกันด้วยล่ะ” เดินมาถึงครึ่งทาง โอวหยางเพ่ยเพ่ยบอกกับทุกคน
ฮั่วหนานอันยังคงถือคบเพลิงเดินอยู่ด้านหน้า ฟังเสียงบุตรสาวทั้งสองเจื้อยแจ้วไปตลอดทาง แต่แล้วก็มีบางอย่างทำให้อารมณ์เสีย
ชายชุดดำกระโจนออกมาจากป่าล้อมหน้าล้อมหลังพวกตนเอาไว้ ด้านหน้ามีทั้งหมดสามคน ด้านหลังมีทั้งหมดสี่คน ในมือของทุกคนมีดาบเงาวับเมื่อมันต้องแสงจันทร์
“โอ้! คืนนี้พวกเ้ายกโขยงกันมาหมดทั้งครอบครัวเลยหรือ” เสียงของหนึ่งในชายชุดดำเอ่ยขึ้นมา
“พวกเ้า้าสิ่งใด” ฮั่วหนานอันยังคงใจเย็น ถามความ้าของโจรพวกนี้
“ส่งของมีค่าในตัวพวกเ้าออกมาให้หมด”
ชายชุดดำที่รูปร่างใหญ่กว่าคนอื่นตะคอกเสียงดัง แต่กลับไม่มีผู้ใดหวาดกลัว แม้กระทั่งสองพี่น้องที่อายุน้อยสุดยังสงบสติอารมณ์ได้
“พวกข้าไม่ได้นำของมีค่าติดตัวมา”
ฮั่วหนานอันเกาศีรษะเล็กน้อย เบี่ยงตัวหลบออกไปทางซ้ายมือเพียงครึ่งก้าว ลูกเกาทัณฑ์จำนวนสี่ดอกก็ลอยเฉียดหน้าไปปักเข้ากับร่างของโจรที่ยืนดักอยู่ด้านหน้าอย่างแม่นยำ
“เยี่ยมมาก!” ฮั่วหนานอันกล่าวชมบุตรสาวทั้งสองคน
โจรสามคนรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าท้องเหมือนมีอะไรแทงผ่านเนื้อจึงก้มดู พบว่าหน้าท้องของพวกตนมีลูกเกาทัณฑ์ปักอยู่
โจรทั้งสามตกตะลึงกับความโหดร้ายที่หมายพรากชีวิตของพวกตน คนพวกนี้หาใช่พวกไร้พิษสง แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว ฮั่วหนานอันปล่อยเข็มหยกพิษออกจากข้อมือ พุ่งเข้าปักบริเวณคอของโจรทั้งสามอย่างแม่นยำ
โจรสี่คนด้านหลังยังไม่ทันรู้ตัวว่าสหายที่อยู่ด้านหน้าถูกเล่นงานก็ถูกเสี่ยวเฟิงพุ่งเข้าใส่ สองพี่น้องฮั่วิจูกับฮั่วเจินจูหมุนตัวกลับไปยังด้านหลัง ยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่โจรอย่างแม่นยำ
เด็กทั้งสองเป็ลูกหลานตระกูลขุนศึก จึงเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธั้แ่เด็ก ต่อให้ฮั่วิจูจะร่างกายอ่อนแอมาั้แ่กำเนิด นางก็ต้องเรียนรู้การใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัวเองเหมือนกับพี่สาวคนอื่นๆ
สำหรับฮั่วเจินจู นางไม่ได้เก่งกาจเื่วรยุทธ์เหมือนพี่สาวคนอื่นๆ แต่การถูกฝึกฝนมาั้แ่เด็กก็ไม่สูญเปล่า นางสามารถใช้เกาทัณฑ์ในระดับที่เรียกว่าดี
“น้องสาว เ้าแม่นยำและฝีมือดีกว่าข้าเสียอีก ฝีมือเ้าพัฒนาขึ้นจนน่าใ”
ฮั่วเจินจูปล่อยลูกเกาทัณฑ์ออกไปครั้งละสองดอก กลับถูกเป้าหมายเดียวพร้อมกับสองดอก ผิดกับน้องสาวที่ปล่อยออกไปสองดอกแล้วจัดการกับเป้าหมายได้ถึงสองคน
“คนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเ้าค่ะ” ชาติที่แล้วนางฝึกฝนฝีมือจนช่ำชอง มีหรือนางจะพลาดเป้า
ชายชุดดำทั้งเจ็ด ถูกคนสกุลฮั่วและโอวหยางเพ่ยเพ่ยจัดการสังหารโดยไม่มีการประนีประนอม หวังซื่อกับแม่นมเจียงยืนมองด้วยดวงตาเรียบเฉย ปล่อยให้พวกที่มีฝีมือในการต่อสู้จัดการไป ส่วนพวกนางแค่ยืนเฉยๆ ไม่เข้าไปเกะกะก็พอแล้ว
“จะเอาอย่างไรกับศพของโจรพวกนี้ดี” โอวหยางเพ่ยเพ่ยถามคนบ้านฮั่ว
ฮั่วหนานอันกระชากผ้าปิดหน้าของโจรที่ตาย เขาไม่คุ้นหน้าคนพวกนี้เลยสักคน ศพของคนตายฮั่วหนานอันตัดสินใจแล้วว่าต้องกำจัดทิ้ง
ในอำเภอจางหลินหาใช่ถิ่นของสกุลฮั่ว ขุนนางท้องถิ่นแถบนี้ภักดีต่อสกุลหลี่ ถ้าเกิดเื่แดงขึ้นมา เกรงว่าพวกตนกับสกุลฮั่วจะต้องถูกเล่นงานไม่รู้จบรู้สิ้น
“ท่านพ่อ พวกเราแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านดีหรือไม่เ้าคะ”
ฮั่วิจูกลัวว่าบิดาของนางกับเสี่ยวเฟิงจะจัดการศพคนพวกนี้ได้ไม่หมด
“ไม่ได้ อย่าให้ผู้ใดรู้เื่นี้ ข้าจะจัดการกับเสี่ยวเฟิงเอง”
ฮั่วหนานอันกับเสี่ยวเฟิง ช่วยกันลากศพโจรทั้งเจ็ดเข้าไปซ่อนในป่าข้างทาง หลังจากนั้นก็เดินไปส่งสตรีให้อยู่ที่บ้านบนเขาก่อน
โอวหยางเพ่ยเพ่ยหยุดมองประตูบ้านที่ผิดปกติ กวาดตามองรอบๆ ด้านหน้าประตูบ้าน
“มีอันใดหรือ” ฮั่วหนานอันรู้สึกได้ว่าโอวหยางเพ่ยเพ่ยผิดปกติ
“มีคนบุกรุกเข้ามาในบ้านของข้า”
“ใช่คนกลุ่มนั้นหรือเปล่า” ฮั่วอันหนานถามเพื่อความแน่ใจ หากเป็คนกลุ่มนั้นก็ดีไป แต่ถ้าไม่ก็น่าเป็ห่วง
“ไม่ใช่ บนร่างกายของคนกลุ่มนั้นไม่มีกลิ่นผงพิษที่ข้าโรยเอาไว้”
ก่อนออกจากบ้าน โอวหยางเพ่ยเพ่ยจะโรยพิษเอาไว้เสมอ ถ้าผู้ใดัั ไม่เกินห้าวันจะต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม ยกเว้นเสียว่าได้รับยาถอนพิษเสียก่อน ซึ่งเป็ไปได้ยากว่าพวกที่บุกรุกจะได้รับยาถอนพิษ เพราะพิษที่โรยเอาไว้นางคือผู้คิดค้นและปรุงมันขึ้นมาเอง
โอวหยางเพ่ยเพ่ยมอบยาป้องกันพิษให้กับคนบ้านฮั่วทุกคนกินมันเข้าไป ก่อนทั้งหมดจะเดินเข้าไปในบ้าน
หลังจากตรวจสอบ โอวหยางเพ่ยเพ่ยจึงพบว่าสมุนไพรของนางเกือบทั้งหมดพร้อมกับข้าวของบางอย่างหายไป
ฮั่วหนานอันกับเสี่ยวเฟิงตรวจสอบทั้งในและนอกบ้านไม่พบผู้บุกรุก กำชับให้สตรีอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกไปด้านนอก ส่วนพวกเขาสองคนจะไปจัดการกับศพโจรพวกนั้น
“พวกเ้านำรถเข็นนี่ไปด้วย จะได้ง่ายต่อการจัดการ”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยชี้ไปยังรถเข็นที่จอดอยู่ แววตาของนางนิ่งสงบไม่มีความตื่นตระหนกแต่อย่างใด