เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 116 ข้ายอมทำทุกอย่างขอเพียงเจ้ามีความสุข

            ติงเหว่ยจงใจยิ้มโดยไม่พูดอะไรทำให้ทุกคนอยากรู้อยากเห็นแล้วก็พูดออกมาว่า “พวกเจ้าวางใจเถอะเรื่องนี้ข้าจะรายงานให้ท่านแม่ทัพใหญ่ฟังอย่างละเอียดหลังจากนั้นรอให้เขาตัดสินใจ เมื่อถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็จะรู้เอง เอาเป็นว่าหากวันนี้พวกเจ้าไม่กลัวความเจ็บปวดดูแลรักษาบาดแผลให้ดี วันหน้าก็ยังเป็นชายชาตรีอยู่ดี”

            “ตกลงเอาตามที่แม่นางว่า” หลี่เอ้อร์ตั้นฟังแล้วก็ตื่นเต้นจนเลือดสูบฉีดแล้วเขาก็ยังอยู่ใกล้ติงเหว่ยมากที่สุดอีกด้วย เขาจึงเป็นคนแรกที่ตะโกนออกมาโดยไม่รู้ตัว

            ติงเหว่ยรีบส่งสัญญาณให้ผู้อาวุโสเหว่ยที่ยืนยิ้มตาหยีอยู่ข้างๆยกเตาถ่านออกมา จากนั้นเขาก็พูดชักจูงว่า “ข้าจะให้เจ้าดมยาชาสักหน่อยเจ้าจะหลับไปพักหนึ่งพอตื่นขึ้นมาก็เสร็จแล้ว”

            หลี่เอ้อร์ตั้นมองไปที่เตาถ่านอย่างแปลกใจเขาต่อต้านออกมาโดยสัญชาตญาณ แต่ติงเหว่ยกลับมือไม้ว่องไวนางดึงจุกไม้ของขวดกระเบื้องใบเล็กออกมาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เอาไปส่ายไปมาใต้จมูกของเขา

            หลี่เอ้อร์ตั้นเหมือนจะอยากพูดอะไรแต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากออกมาก็หมดสติไปเสียก่อน

            ผู้อาวุโสเหว่ยแกะผ้าพันแผลที่แขนเขาออกอย่างรวดเร็วจากนั้นก็หยิบแผ่นเหล็กร้อนทาบลงไป

            “ฉี่!”แขนของหลี่เอ้อร์ตั้นมีควันลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กลิ่นเนื้อย่างหอมๆแทบจะลอยฟุ้งไปทั่วทั้งกระโจม

            “ว้าว!”

            นี่แหละที่เรียกว่าคนที่ไม่รู้ก็จะไม่กลัวอะไรทั้งนั้นหลี่เอ้อตั้นที่หมดสติอยู่ชักกระตุกอย่างรุนแรงสองสามทีแต่เหล่าทหารบาดเจ็บที่อยู่ข้างๆกลับถลึงตามองไปที่เขาราวกับดูหมูย่างวันที่สองเดือนสองที่ถูกเหล็กทาบอย่างมีความสุขแต่ในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ไหวและหันหน้าไปอาเจียน

            ติงเหว่ยเองก็มีสีหน้าซีดขาวแต่มือของนางก็ยังคงทายาให้หลี่เอ้อร์ตั้นอย่างเงียบๆ เหมือนเดิมจากนั้นก็ห่มผ้าให้เขา

            ผู้อาวุโสเหว่ยกลับตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำเขาตะโกนออกมาว่า “ถึงแม้วิธีนี้จะดูโหดร้ายไปสักหน่อยแต่ก็สามารถหยุดเลือดได้ดีจริงๆ”

            หลังจากพูดจบดวงตาทั้งสองของเขาก็ทอประกายออกมาและมองไปที่เหล่าทหารบาดเจ็บที่อยู่ข้างๆเห็นได้ชัดว่าเขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้ลองอีกครั้ง

            อาการบาดเจ็บทั้งหลายจึงถูกภาพเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทำให้ตกใจจนหายไปหมดพวกเขาแทบจะกลิ้งตัวและคลานไปหลบซ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งของกระโจม

            แต่น่าเสียดายหากพวกเขาอยากจะมีชีวิตรอดก็หนีไม่พ้นเหตุการณ์อันน่าเจ็บปวดนี้พวกเขาถูกจับกลับมาทีละคนๆในขณะที่กำลังหมดสติอยู่ก็ได้สัมผัสกับแผ่นเหล็กร้อนอย่างใกล้ชิดหนึ่งครั้ง…

            ด้วยเหตุนี้ผู้อาวุโสเหว่ยกับติงเหว่ยอาจารย์และลูกศิษย์ทั้งสองก็พาเฉิงเถี่ยหนิวที่กล้าหาญเกินไปหรือไม่รู้จักความกลัวเป็นแน่แล้วก็ยังมีเฉินเต๋อที่มีใจใฝ่รู้ใฝ่เรียนพร้อมด้วยหมอทหารอีกสิบกว่าคนแบ่งงานกันทำ พวกเขายุ่งกันจนถึงเที่ยงคืน สุดท้ายก็รักษาทหารบาดเจ็บได้สำเร็จทั้งหมด

            และในที่สุดขณะนี้ค่ายทหารฝ่ายเราและศัตรูก็สงบลง เมื่อกลางวันพวกเขาผ่านความเป็นความตายส่วนตอนกลางคืนในที่สุดก็ได้แอบพักหายใจสักหน่อย

            ทหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่ร่างกายอาบไปด้วยเลือดพวกเขากอดมีดและดาบหลับไปในกระโจม และนอนกรนเสียงดัง ถึงขั้นที่ว่าบางคนยังถือปิ่งที่ทำจากแป้งข้าวโพดครึ่งหนึ่งอยู่เลย

            ผู้อาวุโสเหว่ยเป็นคนปากแข็งแต่ใจอ่อน[1] เขาพาลูกมือไปจำนวนหนึ่งแล้วค่อยๆ ตรวจสอบทีละกระโจมเพราะเกรงว่าจะมีทหารบางคนที่ไม่ใส่ใจในบาดแผลเล็กๆ ของตนแต่พอทิ้งเวลานานไปอาจจะร้ายแรงถึงชีวิตได้

            ในช่วงไม่กี่วันนี้หมอทหารหลายคนต่างก็เลื่อมใสในวิชาการรักษาของผู้อาวุโสเหว่ยอย่างถึงที่สุดตอนนี้พวกเขาเดินตามผู้อาวุโสไปอย่างว่าง่ายอันที่จริงแล้วพวกเขาก็อยู่ในกองทัพมาหลายปีเมื่อก่อนใช่ว่าจะไม่มีสถานการณ์เช่นนี้ ก่อนนอนยังเป็นทหารอยู่ดีๆ พอตื่นขึ้นมากลับไม่มีชีวิตแล้วและส่วนมากก็เป็นเพราะจัดการบาดแผลไม่ได้ เลือดไหลออกมามากเกินไปจนหมดสติสุดท้ายก็ไปรายงานตัวกับพญามัจจุราชเสียแล้ว

            ติงเหว่ยไม่เหมาะที่จะเข้าๆออกๆ กระโจมทหารในเวลากลางคืน นางก็เลยอยากไปดูลูกชายที่หลับอยู่บนรถม้า แต่เมื่อครู่นางยุ่งกับการรักษาทหารบาดเจ็บจนไม่รู้สึกอะไรตอนนี้กลับเหนื่อยจนมือเท้าไร้เรี่ยวแรง นางลองคิดอย่างละเอียดก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตั้งแต่ที่นางเข้ามาในค่ายยังไม่ได้กินข้าวหรือน้ำเลยสักคำ

            ในเวลานี้นางเองก็ไม่รู้ว่าจะไปหาของกินที่ไหนความจริงแล้วบนรถม้านางเอาของกินมานิดหน่อย แต่นางก็คร้านที่จะไปหยิบมา

            นางมองไปรอบๆทั้งสี่ด้าน เห็นว่าระหว่างกระโจมมีที่ว่างอยู่และก็มีกองฟางกองหนึ่งที่ไม่รู้ว่าใครโยนมาไว้ ดังนั้นนางก็เลยหย่อนก้นนั่งลงไปและไม่อยากขยับอีกเลย

            ในเวลานี้บนท้องฟ้าไม่มีหมอกและไม่มีควันไฟ ต่อให้จะเป็นต้นฤดูหนาวแล้วแต่ท้องฟ้าก็ยังแจ่มใสเป็นพิเศษพระจันทร์เสี้ยวไม่รู้ว่าไปวิ่งเล่นอยู่ที่ไหนเหลือไว้แต่เพียงดวงดาวที่กะพริบวิบวับไม่หยุดไปพร้อมกับดวงตา

            “ช่างสวยจริงๆเลย!” ติงเหว่ยถอนหายใจยาวๆ ออกมา ในขณะที่นางกำลังอยากจะเอนหลังลง จู่ๆก็เข้าไปอยู่ในอ้อมแขนกว้าง

            ความอบอุ่นที่คุ้นเคยกลิ่นหอมที่คุ้นเคย สิ่งเหล่านี้ทำให้นางแสบจมูกขึ้นมาและน้ำตาก็เกือบจะไหลออกมาด้วย นางอดกลั้นเอาไว้แล้วก็ขยับไหล่หันไปและพยายามเอาตัวเองเข้าไปซุกไว้ในอ้อมกอดนั้นให้มากที่สุดไม่ว่าจะเมื่อไรก็ไม่อยากแยกจากกันอีก

            กงจื้อหมิงก้มศีรษะลงและได้กลิ่นเลือดจางๆ บนร่างกายของหญิงสาวที่เขารักด้วยแววตาแห่งความรักและความรู้สึกผิดหากเขายกทัพขึ้นเหนือเพื่อแก้แค้นและยึดครองแผ่นดินคนเพียงคนเดียวที่เขาจะรู้สึกผิดก็คือหญิงสาวในอ้อมแขนของเขาคนนี้ความบริสุทธิ์ของนางถูกเขาทำลายลงวันนั้นโดยไม่รู้ตัวทำให้นางเผชิญหน้ากับคำนินทาและสายตาดูแคลน จนต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่น้อยทุกวันนี้เขายังบังคับให้นางต้องติดตามเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและเร่ร่อนไปทั่วทั้งยังต้องเปรอะเปื้อนเลือดไปทั้งตัวเช่นนี้อีก

            หากจะพูดขึ้นมาจริงๆเขาเองก็ไม่ใช่บุรุษที่ดีเท่าไร แต่อย่างไรเขาก็ไม่มีวันเต็มใจจะปล่อยมือจากนางไปจะต้องมีสักวันหนึ่งที่เขาได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับนางในจุดที่สูงที่สุดของแผ่นดินนี้ทำให้ทั้งซีเฮ่าหมอบอยู่แทบเท้าของนางของล้ำค่าทุกอย่างบนโลกใบนี้สามารถให้นางเลือกได้ตามใจชอบ ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ จะมีเพียงความมั่งคั่งและความสงบสุขเท่านั้น

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็กระชับแขนให้แน่นขึ้นและดึงผ้าคลุมผืนใหญ่มาห่มให้นางเพื่อป้องกันลมกลางคืนที่หนาวเย็น

            ติงเหว่ยแอบปาดน้ำตาเบาๆนางกังวลว่าทหารลาดตระเวนอาจผ่านมาได้ทุกเมื่อ ดังนั้นก็เลยรีบลุกขึ้นมานั่งและกระซิบถามว่า “ท่านมาได้ยังไงกัน หายยุ่งแล้วหรือ?ได้กินข้าวเย็นหรือไม่?”

            กงจื้อหมิงกลับไม่ได้ตอบอะไรออกมาดวงตาดำขลับของเขาสว่างขึ้นเป็นพิเศษในยามกลางคืนเขามองตรงไปที่ติงเหว่ยที่รีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมอย่างไม่มั่นใจ “เอ่อยุ่งมาตลอดทั้งวัน ข้าคงจะสกปรกยิ่งกว่าขอทานตั้งเยอะใช่ไหม?”

            “ไม่เลยตอนนี้เจ้างามที่สุด”

            เสียงของกงจื้อหมิงแหบแห้งเล็กน้อยแต่ด้วยเสียงลมยามค่ำคืนกลับทำให้รู้สึกหวั่นไหว ติงเหว่ยที่ได้ยินก็หน้าแดงก่ำนางคิดไปคิดมาแล้วก็พูดออกมาว่า“ท่านไม่โทษข้าที่พาอันเกอเอ๋อร์เข้ามาในค่ายทหารงั้นหรือ?”

            กงจื้อหมิงส่ายหน้าและเอนตัวไปบังลมให้นางจากนั้นก็พูดว่า “นอกเจ้าจะเป็นสตรีของข้าแล้วยังเป็นหมอคนหนึ่งด้วยในอนาคตสักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้จะเป็นไปตามที่เจ้าต้องการ”

            “จริงหรือ?”ติงเหว่ยประหลาดใจขึ้นมา ถึงแม้นางจะไม่ได้พูดออกมาแต่จิตวิญญาณของนางที่มาจากยุคสมัยที่มีอิสระเป็นอย่างมาก อย่างไรนางก็ไม่อยากเป็นเหมือนกับหญิงสาวทั่วไปที่นี่ที่อาศัยอยู่ในเรือนเล็กๆ บนศีรษะก็มีเพียงท้องฟ้าที่ว่างเปล่าและทุกวันก็ต้องพึ่งพาอาศัยผู้ชายในการมีชีวิต มิเช่นนั้นนางก็คงไม่ลำบากเรียนศาสตร์การรักษามาและคงไม่แสดงความฉลาดเฉลียวและไหวพริบของนางต่อหน้ากงจื้อหมิงครั้งแล้วครั้งเล่า

            เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มที่นางรักมีความคิดเปิดกว้างเช่นนี้จะให้นางไม่ชอบได้อย่างไร

            “เป็นเรื่องจริงตราบใดที่เจ้ามีความสุข โลกทั้งใบนี้ก็จะมีความสุขไปกับเจ้าด้วย”

            “เอ๋งั้นข้าก็เป็นเหมือนเปาซื่อ [2] ล่ะสิ วันหน้าไม่รู้จะมีคนมากมายเท่าไรที่เขียนหนังสือมาด่าข้า!”

            “คนเราเมื่อตายแล้วก็เปรียบเสมือนกับตะเกียงที่ดับมอดแล้ว[3] ไหนเลยจะต้องสนใจชื่อเสียงตอนก่อนและหลังเสียชีวิตด้วย”

            เขาสามารถมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ตราบใดที่นางมีความสุข

            น้ำเสียงของกงจื้อหมิงเต็มไปด้วยความรักและความเอ็นดูทำให้ติงเหว่ยแทบจะจมความหวานตายในอ้อมแขนของเขา จู่ๆนางก็กอดคอเขาไว้แน่นและพูดออกมาว่า “ท่านพูดออกมาเองนะ ข้าจำไว้แล้ว”

            “ฮึก!”กงจื้อหมิงส่งเสียงเจ็บปวดออกมาหนึ่งที ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วครู่หนึ่งติงเหว่ยสงสัยจากนั้นก็ได้กลิ่นคาวเลือดขึ้นมา แล้วนางก็ตกใจจนหน้าซีดขาว“ท่านได้รับบาดเจ็บงั้นหรือ?”

            กงจื้อหมิงเอื้อมมือไปปิดปากของนางเอาไว้และพูดกระซิบว่า “อย่าได้กังวลไป ไม่ใช่แผลหนักอะไร”

            หากว่าเรื่องท่านแม่ทัพได้รับบาดเจ็บไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่แพร่ออกไปก็จะทำให้ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารสั่นคลอนได้ง่ายติงเหว่ยเองก็รู้ว่าเรื่องนี้สำคัญขนาดไหน นางกัดริมฝีปากเอาไว้แน่นแต่มือของนางก็ลูบไปที่แผ่นอกและแผ่นหลังของเขา ปรากฏว่าสะบักด้านขวาของเขาเปียกชื้นเล็กน้อยเห็นได้ชัดเจนว่าบาดแผลเพิ่งจะเปิดออกอีกครั้งจากความประมาทเลินเล่อของนางเมื่อครู่นี้

            “เฟิงจิ่ว!”

            ติงเหว่ยตะโกนออกมาเบาๆด้วยความโมโห เฟิงจิ่วที่ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ตรงไหนก็ปรากฏขึ้นมาข้างๆอย่างรวดเร็ว เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้ว่าอับอายที่ไม่ได้ปกป้องนายท่านให้ดีหรือว่าไม่กล้ามองนายท่านใกล้ชิดสนิทสนมกันแน่ศีรษะของเขากดต่ำจนแทบจะราบไปกับแผ่นอกอยู่แล้ว

            ติงเหว่ยเองก็ไม่มีเวลามาถามมากมายนางจึงสั่งการไปว่า “ไปหาผู้อาวุโสเหว่ยและไปขอยาต่อกระดูกและสร้างกล้ามเนื้อมาหน่อย”

            “ขอรับแม่นาง” เฟิงจิ่วกวาดตาไปมองนายท่านหนึ่งทีเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธอะไรก็รีบรับปากและออกไปอย่างรวดเร็วทันที

            “ท่านบาดเจ็บอยู่ทำไมถึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้? ต่อให้บาดแผลจะเล็กแค่ไหนแต่หากปล่อยไว้นานก็จะเปลี่ยนเป็นร้ายแรงได้อย่างง่ายดายยิ่งไปกว่านั้นทุกวันนี้ท่านยังล้างพิษฉือฮว่าเฟินออกจากร่างกายไม่หมดด้วย!”ติงเหว่ยยกมือขึ้นอยากจะตีเขาสักที แต่สุดท้ายก็ทำใจไม่ลงจากนั้นนางก็เอาผ้าคลุมผืนใหญ่ห่มให้เขาทับไปทับมาราวกับว่าการที่ทำเช่นนี้จะช่วยให้บาดแผลของเขาหายไปด้วย

            กงจื้อหมิงไม่รู้จะตอบอย่างไรเขาก็เลยยิ้มออกมา

            ติงเหว่ยถลึงตามองเขาไปหนึ่งทีแล้วก็บ่นต่อ

            “เจ้าหนวดเฟิ้มล่ะไหนเขาบอกว่าจะอยู่ปกป้องข้างกายท่านตลอดเวลามิใช่หรือ?แล้วทำไมถึงปล่อยให้ท่านบาดเจ็บเอาได้? และยังมียอดฝีมือเฟิงฮั่วซานหลินอีกหมูสามชั้นน้ำแดงเหล่านั้นที่เมื่อก่อนให้พวกเขากินไปเสียเปล่าจริงๆ เลย”

            กงจื้อหมิงเดิมทีมีใจคิดจะแก้ตัวแทนผู้ใต้บังคับบัญชาในความจริงแล้วบนสนามรบมีคมดาบและลูกธนูจำนวนไม่ถ้วนต่อให้ข้างกายเขาจะล้อมรอบด้วยคนที่แข็งแกร่งแต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะมีลูกธนูดอกไหนพุ่งเข้ามาหรือไม่ยิ่งไปกว่านั้นเขาในฐานะที่เป็นแม่ทัพ เขานำทัพบุกด้วยตนเองอย่างกล้าหาญสามารถสร้างขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารฮึกเหิม

            พบกันในที่คับขันผู้กล้าถึงจะชนะแม่ทัพที่มีความห้าวหาญ เหล่าทหารที่มีความภักดีนี่เป็นกลยุทธ์ที่ดีสุดเพียงอย่างเดียวในการชนะสงคราม

            แต่หลักการเหล่านี้กลับไม่สามารถพูดให้หญิงสาวที่รักเขาฟังดังนั้นจึงทำได้เพียงทำผิดต่ออวี้ฉือที่นอนอยู่ในกระโจมเพราะขาบาดเจ็บไปข้างหนึ่ง แล้วก็เหล่าองครักษ์และองครักษ์เงาเสียแล้วอย่างมากวันหลังเวลาที่กินหมูสามชั้นน้ำแดงก็แค่แบ่งให้พวกเขาหลายชิ้นหน่อยก็พอ

            กงจื้อหมิงที่นานๆทีจะเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชาสักครั้ง เขาก็ต้อง “ชดเชย” ให้มากเป็นธรรมดา แต่ใครจะรู้ว่าเขาประเมินความโกรธของหญิงสาวต่ำไปหลังจากนั้นสองเดือนไม่ต้องพูดถึงเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาแม้แต่เขาก็ยังไม่ได้กินหมูสามชั้นน้ำแดงสักชิ้นเลย

            แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลังทั้งสองคนตอนนี้คนหนึ่งกำลังบ่นออกมาอย่างมีความสุข อีกคนก็ฟังอย่างดีอกดีใจผู้อาวุโสเหว่ยเดินหน้าดำเคร่งเครียดเข้ามาเมื่อเขาเห็นกงจื้อหมิงเขาก็เกือบจะกระโดดไปมารอบๆ ด้วยความโมโหผู้อาวุโสวางใจขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นก็ทำนิสัยเป็นเด็กอีกครั้ง

            “ข้ายังคิดว่าเจ้ากำลังใกล้ตายแล้วเสียอีกนึกไม่ถึงเลยว่าจะยังมีเวลามาหยอกล้อลูกศิษย์ของข้าอีก?งั้นข้าจะกลับไปรอสักพักแล้วค่อยมาใหม่ก็แล้วกัน!”

            ไม่ต้องรอให้กงจื้อหมิงตอบอะไรติงเหว่ยก็ลุกขึ้นมาด้วยหน้าตาแดงก่ำ นางโมโหจนกระทืบเท้าและพูดตำหนิว่า “โธ่ท่านอาจารย์ นี่มันเวลาไหนกันแล้ว ท่านยังมีกระจิตกระใจมาล้อเล่นอีกอย่างนั้นหรือ?รีบไปดูให้นายน้อยเร็วเข้าเถิด ทั้งค่ายทหารต่างก็กำลังรอให้เขาตัดสินใจนะ!”

            ผู้อาวุโสเหว่ยจะไม่เข้าใจความจริงในข้อนี้ไปได้อย่างไรแต่เขาก็เหมือนกับพ่อทุกคนบนโลกที่ไม่ถูกชะตากับลูกเขยเขาเองก็ไม่ถูกชะตากับกงจื้อหมิงเช่นกัน ใครใช้ให้กงจื้อหมิงมาแย่งลูกศิษย์ที่เขาเพิ่งรู้จักไม่ทันไรไปล่ะ

            และแน่นอนว่าเขาไม่มีทางที่จะยอมรับตั้งแต่ก่อนที่จะรับติงเหว่ยเป็นศิษย์ชายหนุ่มหญิงสาวสองคนนี้ก็รู้จักกันมานานแล้ว และความรู้สึกก็ถลำลึกไปแล้วด้วย

            กงจื้อหมิงยืนขึ้นคำนับเช่นกันแต่เขากลับถูกถลึงตาใส่อย่างไม่มีเหตุผล

            -----------------------------------------

            [1] ปากแข็งใจอ่อน 嘴硬心软 หมายถึงปากร้ายใจดี

            [2] เปาซื่อ 褒姒หมายถึงพระมเหสีของพระเจ้าโจวโยวหวัง(周幽王) กษัตริย์องค์ที่12 ของราชวงศ์โจว กล่าวกันว่านางเป็นคนที่งดงามมาก แต่เป็นคนยิ้มไม่เป็นทำให้พระเจ้าโจวโยวหวังกลุ้มใจมาก ถึงกับตั้งรางวัลไว้พันตำลึงสำหรับผู้ที่ออกอุบายให้นางยิ้มได้ วันหนึ่งคิดอุบายได้ด้วยการจุดพลุให้อ๋องต่าง ๆเข้าใจว่า ข้าศึกบุกเมืองหลวงแล้ว เมื่อยกทัพมาถึงกลับไม่มีอะไร ทำให้นางเปาซื่อหัวเราะออกมาได้แต่บรรดาเจ้าเมืองหัวเมืองต่างๆ โกรธมาก เมื่อมีข้าศึกยกทัพมาตีเมืองหลวงจริงๆพระเจ้าโจวโยวหวังก็ได้จุดพลุขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่มีเจ้าเมืองหัวเมืองใดเชื่อถือ จึงไม่มีใครยกทัพมาช่วยข้าศึกจึงตีเมืองได้ พระเจ้าโจวโยวหวังถูกฆ่าตายและนางเปาซื่อถูกจับตัวไป

            [3]คนเราเมื่อตายแล้วก็เปรียบเสมือนกับตะเกียงที่ดับมอดแล้ว 人死如灯灭 หมายถึงคนเราเมื่อตายทุกสิ่งก็ดับสลายไปด้วยสำนวนนี้มักใช้ในการเตือนสติผู้คนว่าไม่ต้องเกรงกลัวหรือกังวลต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วคนตายไปแล้วย่อมไม่รับทราบหรือรับรู้เรื่องราวใดๆ อีกแล้ว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน