“อย่างไรท่านก็มีน้องสาวอีกคนแล้ว ยังมาหาข้าทำไมปล่อยข้าอยู่คนเดียวเสียก็สิ้นเรื่อง ท่านเขยิบไปให้ห่างๆ ข้าวันหน้าข้าจะไม่มาข้องแวะท่านให้รำคาญอีก”
เยี่ยนเจาเจาขี้น้อยใจอยู่แล้วเมื่อครู่เงียบยังไม่เท่าไร แต่พอเปิดปากก็พูดจนร้องไห้น้ำตาไหลทะลักจากกระบอกตาราวกับเขื่อนแตก
“ไปอยู่กับนางสิ ไม่ต้องมาอยู่ข้างกายข้าแล้วข้าตายไปคนเดียวก็มิใช่กงการอะไรของท่าน”
เยี่ยนเจาเจาร้องไห้พักหนึ่งก็นิ่งไปแววตานางพร่ามัว มองสิ่งใดไม่เห็นสักอย่าง
นางยังยืนอยู่ที่เดิมสองมือปาดน้ำตาที่ร่วงลงมาจากเบ้าตาไม่หยุดหย่อน แต่เช็ดอย่างไรก็ไม่หมดเสียทีกลับขยี้จนตาสองข้างแดงก่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตาแทน
หนานหมิงเหอโดนนางร้องไห้ใส่จนใจอ่อนยวบยาบคำพูดที่กว่าจะคิดออกมาได้หายวับไปในพริบตา
เวลานี้เองเขาถึงรู้ว่าเมิ่งเจียงหนี่ว์ร้องไห้ทลายกำแพง [1] ได้อย่างไร
ไม่ใช่ว่าเยี่ยนเจาเจาไม่เชื่อใจเขาตรงกันข้ามนางกำลังรู้สึกหึงหวง ทุกถ้อยคำทุกประโยคเลยเหม็นเปรี้ยว [2]ราวกับทุบโถน้ำส้มสายชูลงลานเรือน
เขากับหยวนอีย่วนจะมีเรื่องราวระหว่างกันได้อย่างไร!
นี่คือสิ่งที่หนานหมิงเหอหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
หนานหมิงเหอเผลอนึกถึงพี่ชายของตนคนหนึ่งที่เคยแต่งภรรยาสาวชอบคิดเล็กคิดน้อยเข้ามามีครั้งหนึ่งเป็นเช่นนี้เหมือนกัน คนตัวเล็กๆ ร้องไห้จนสะอึกไฉนจะเหลือความงามให้บรรยายอยู่อีก
ตอนนั้นเขาเพียงรู้สึกว่าน่าเกลียดมากแต่พี่ใหญ่ของตนดันโดนวิธีนี้จับเสียอยู่หมัด พูดอะไรไม่ออกสักคำ วางเรื่องทุกอย่างลงทั้งหมดแล้วรีบไปพะเน้าพะนอภรรยาตัวน้อยของตนเอง
ในที่สุดวันนี้เขาก็เข้าใจไม่ใช่ว่าคิดเล็กคิดน้อยไม่ดี แต่ไม่ถูกคนต่างหาก
อย่างเช่นเจาเจา แค่นางขมวดคิ้วก็ทำให้เขาไม่สบายใจพอตอนนี้ร้องไห้ เขาก็แทบจะควักหัวใจตนเองออกมาให้นางดู
“เจาเจา ข้ามีน้องสาวเพียงคนเดียว”
หนานหมิงเหอจนคำพูด ครู่ใหญ่ก็เอ่ยออกมาได้เพียงประโยคเดียวอย่างพ่ายแพ้ราบคาบ
แน่นอนเยี่ยนเจาเจารู้ว่าหนานหมิงเหอไม่มีทางโกหกคำพูดนี้เลยทำให้หัวใจนางมีความสุขอย่างไม่ขัดขืนจนต้องตำหนิตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจว่าช่างไม่เอาไหนนัก
“ข้าไม่ฟัง ข้าไม่เชื่อ”
ใจนั้นเชื่ออย่างไร้ข้อกังขาแต่กลับดึงหน้าแทบบ้า
ใจของหนานหมิงเหอโดนนางบีบเป็นก้อนอยู่ในกำมือนางเมื่อนางทำหน้าดื้อรั้นถือทิฐิ ความฉลาดรอบรู้ ปฏิภาณไหวพริบที่ปกติหนานหมิงเหอใช้วางแผนใส่คนอื่นลอยหายไปทันที
เขารู้สึกหมดหนทางทั้งยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พลันนึกถึงวันที่เยี่ยนเจาเจาเมามายนางโอบแขนคล้องคอตนมาจุมพิตผะแผ่ว ความรู้สึกต่างๆ ก็หมุนพล่านในใจจนอารมณ์ชั่ววูบครอบงำเหตุผล
เห็นเยี่ยนเจาเจายังส่ายศีรษะไปมาราวกับกลองป๋องแป๋งไม่ยอมมองเขา ไม่ยอมให้เขาจับ จึงรุกคืบเข้าไป แบกเด็กสาวตัวน้อยขึ้นบ่าเสียเลย
เยี่ยนเจาเจาตะลึงงันกับการกระทำนี้เสียงร้องไห้หยุดชะงักโดยไม่รู้ตัว และร้องอุทานแทน “พี่ชาย ท่านทำอะไร!”
หนานหมิงเหอโดนเยี่ยนเจาเจาสงสัยว่ามีอะไรบางอย่างกับหยวนอีย่วนอย่างยากจะเข้าใจรู้สึกประหลาดใจไม่ต่างกันนัก
และนึกได้ว่าปกติเยี่ยนเจาเจาพูดคุยเฮฮากับหงซิ่วตนก็รู้สึกหึงหวงฉับพลัน ทั้งยังหงุดหงิดงุ่นง่านเล็กน้อยโดยไม่สนว่าหงซิ่วเป็นเด็กรับใช้ที่ตนเองส่งมา หรือยังเป็นแค่เด็กสาวเหมือนกัน
เยี่ยนเจาเจาถูกเขาอุ้มอยู่บนบ่า อดตีแขนขาเล็กๆนั้นใส่เขาไม่ได้ “ท่านปล่อยข้าลงนะ!”
หนานหมิงเหอไม่ยินยอม
คืนนั้นที่เยี่ยนเจาเจาอาศัยความเมากล้าล้ำเส้นตนอย่างไร้ความยำเกรงตัวเขาก็กลายเป็นของนางคนเดียวตั้งแต่ศีรษะจรดนิ้วเท้าแล้วนางยังสงสัยว่าตนมีความสัมพันธ์กับพวกหมาแมวนั่นอีกหรือ?
พี่ชายรองทั้งน้อยใจทั้งโมโห
แต่อย่างไรเขาก็ไม่อยากให้เยี่ยนเจาเจาโดนเขาแบกขึ้นบ่าจนเจ็บตัวฉับพลันจึงอุ้มนางกลับมาไว้ในอ้อมแขนตน หากเยี่ยนเจาเจาดิ้นเขาก็จะกดตัวเยี่ยนเจาเจาแนบหน้าอกตนไม่ให้นางขยับ
“...หยวนชิงชิว! ท่านทำอะไรน่ะ!”
เสียงอู้อี้ของเยี่ยนเจาเจาที่โดนบังคับดังขึ้นจากอกของหนานหมิงเหอฟังดูโกรธยิ่งนัก
แต่นางก็ยังไม่กล้าเอ่ยนามจริงของหนานหมิงเหอออกมาตรงๆเพียงตะโกนว่าหยวนชิงชิวอย่างเหลืออด
ขณะนั้นเองหนานหมิงเหอก็อุ้มเยี่ยนเจาเจาเข้าห้องเขาเตะประตูปิด อดแค่นเสียงต่ำหลังได้ยินไม่ไหว “น้องสาวข้าบอกว่าข้ามีน้องสาวคนอื่นจนลืมนาง คิดไม่ถึงว่านางเองก็ลืมนามข้าด้วยเช่นกัน”
คำพูดนี้พอๆกับประโยคหึงหวงของเยี่ยนเจาเจาเมื่อครู่ จนเยี่ยนเจาเจาตัวแข็งทื่อทันที
เหตุใดนางถึงไม่รู้กันว่าหนานหมิงเหอที่สุขุมรอบคอบสงวนท่าทีก็มีวันที่โดนนางบีบจนถึงขั้นเอ่ยคำพูดหึงหวงออกมาด้วย?
แต่หนานหมิงเหอที่เป็นเช่นนี้ กลับทำให้โลหิตทั่วร่างนางไหลไปรวมกันที่พวงแก้มและใบหูอย่างเหนือความคาดหมายใบหน้าที่ซุกอยู่ในอ้อมกอดหนานหมิงเหอแดงระเรื่อเหมือนลูกผิงกั่ว [3]ใจก็เต้นแรงราวกับเสียงรัวกลอง
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
ใจสาวน้อยของข้าคล้ายจะควบคุมไม่ได้แล้ว
หนานหมิงเหอโอบกอดเยี่ยนเจาเจาทันใดนั้นก็โยนร่างนางลงบนเตียงนุ่ม ก่อนเยี่ยนเจาเจาจะรู้สึกตัวหนานหมิงเหอก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งด้านข้างเยี่ยนเจาเจา โน้มตัวลงมาหา
ฉับพลันเงาร่างของเด็กหนุ่มก็ทอดลงปกคลุมทั่วผืนฟ้าเยี่ยนเจาเจาถึงตระหนักว่าทั้งร่างตนจมอยู่ในผ้าห่มนุ่ม เมื่อเหลือบมองด้านบนก็เห็นแววตาวูบไหวของหนานหมิงเหอหัวใจแทบหยุดเต้นอย่างไร้สาเหตุ
ซ้ายขวาอบอวลไปด้วยกลิ่นใบไผ่จากร่างกายของหนานหมิงเหอเตียงใต้ร่างก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดล้วนเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ เฉพาะตัวของพี่ชายรอง
เยี่ยนเจาเจาตกตะลึง
พี่ชายรองอุ้มนางเข้าห้องตัวเองหรือ?!
และหนานหมิงเหอผู้ทำตามใจตนอย่างไม่สนใจไยดีเช่นนี้ไม่ได้คิดสักนิดว่าการกระทำของตนมีบางอย่างไม่เหมาะสม
เมื่อครู่เขาเพียงไม่รู้จะทำอย่างไรทั้งยังกลัวว่าหากพูดไม่เข้าหูเจาเจาจะหึงและโกรธเลือดขึ้นหน้าอีก เขาเลยแบกเยี่ยนเจาเจาให้ปากเล็กๆ สีแดงก่ำนั่นพูดจาร้ายกาจไม่ได้เสียเลย
ส่วนการกระทำถัดมาก็คือความปรารถนาส่วนตนแล้ว อาจเพราะเขารู้สึกโมโหมากเกินไปและไม่รู้ว่าจะห้ามปรามเจาเจาอย่างไร สติถึงค่อยกลับเข้าร่างเอาป่านนี้
ท่าทางนี้ดูไม่ค่อยงามนัก
ยิ่งกว่าไม่งามเสียอีก!
เขาอยากผละตัวจากไปทันทีคาดไม่ถึงว่าเจาเจาที่ตกตะลึงอยู่จะตั้งตัวได้แล้ว
นางกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้เมื่อครู่หรี่เล็กลง
“พี่ชาย ท่านจะทำอะไรน่ะ”
รนหาที่ตาย!
เจ้าเด็กสาวน่ารักคนนี้ช่างรนหาที่ตาย!
แต่จะทำอย่างไรได้เล่า?
แม่นางที่ตนรักเอ็นดูทำอะไรก็ต้องทนอยู่ดี
ในที่สุดตอนนี้หนานหมิงเหอก็เข้าใจแล้วว่าสาวน้อยตรงหน้าสามารถฆ่าเขาได้ทั้งที่เขาไม่ได้มีเจตนาอื่นใด นางกลับมาพูดจาชวนคิดอะไรก็ไม่รู้
เยี่ยนเจาเจาเพิ่งเอามือคล้องคอหนานหมิงเหอก็โดนหนานหมิงเหอแกะออก
หนานหมิงเหอรีบร้อนถอดรองเท้าปักที่เยี่ยนเจาเจาสวมใส่ตามสะดวกแล้วถอดเสื้อคลุมบนร่างนาง
จากนั้นกลิ่นหอมของใบไผ่พลันฟุ้งกระจายโชยเข้ามาเป็นหนานหมิงเหอที่ใช้ผ้าห่มห่อตัวเยี่ยนเจาเจาจนนางเหมือนดักแด้
“ไม่รู้จะทำอะไรก็นอนแล้วกัน!”
หนานหมิงเหอรีบอุ้มดักแด้เจาเจาเข้าไปด้านในของเตียงแต่กลับวางศีรษะนางลงบนหมอนนุ่มอย่างเบามือ ทั้งยังปลดม่านลงด้วยความเอาใส่ใจค่อยหันหลังกลับเตรียมจากไป
โอ นานทีปีหนจะได้เห็นพี่ชายรองเป็นเช่นนี้เยี่ยนเจาเจาอดรู้สึกอยากหาเรื่องตายไม่ได้ นางลากเสียงตะโกนพร้อมรอยยิ้มจนตาหยี“พี่ชาย อย่าไปเลย มานอนด้วยกันเถอะ มา มา”
ราวกับว่าคนที่ร้องไห้หน้ามืดตามัวโกรธแทบเป็นแทบตายเมื่อสักครู่ไม่ใช่ตน อารมณ์ของแม่นางน้อยเปลี่ยนไปฉับไวจนยามนี้ในหัวของเยี่ยนเจาเจาเหลือเพียงความคิดว่าจะหยอกล้อเด็กหนุ่มอย่างไร
“ข้าไม่ง่วง!”
สิ่งที่ตอบกลับเยี่ยนเจาเจาเป็นเสียงประตูปิดดังปังและเสียงกัดฟันกรอดของหนานหมิงเหอ
เยี่ยนเจาเจาหัวเราะกลิ้งตัวไปมาบนเตียงอย่างเบิกบานใจพลันนึกได้ว่านี่คือเตียงของหนานหมิงเหอ จึงอดจะคลานออกมาจากผ้าห่ม แตะนี่ค้นนู่นไม่ได้
แต่น่าเสียดายที่หนานหมิงเหอเป็นคนมีระเบียบวินัยบนเตียงเขาไม่มีสิ่งใดที่ไม่สมควรมี เครื่องนอนสะอาดสะอ้านนอกเหนือจากกลิ่นแสงแดดบนผ้านวมและกลิ่นหอมของใบไผ่อ่อนจางที่ติดมาจากตัวหนานหมิงเหอก็ไม่มีสิ่งใดอื่น
กลับกัน ข้างหมอนเขามีตำราวางอยู่ดูเหมือนว่าจะเป็นตำราเล่มโปรดฆ่าเวลาช่วงนี้ของหนานหมิงเหอเยี่ยนเจาเจาหยิบมันขึ้นมาอ่านกลับพบว่าข้างในเขียนตัวอักษรลึกซึ้งเข้าใจยากเต็มไปหมดจนนางรู้สึกเวียนหัว
วันนี้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ทั้งร้องไห้ทั้งโวยวายเยี่ยนเจาเจาเหนื่อยล้าจริงๆ กอปรกับฤทธิ์ยานอนหลับของตำราเล่มนี้โดดเด่นเป็นอย่างยิ่งเยี่ยนเจาเจาอ่านยังไม่ทันถึงครึ่งหนังตาก็เริ่มปรือ ผล็อยหลับไปแล้ว
นางหลับสนิท ไม่รู้แม้แต่ว่าหนานหมิงเหอเข้ามาตอนไหน
หนานหมิงเหออ่านตำราและตรวจจดหมายบางฉบับอยู่ข้างกายนางเงียบๆก็ได้ยินเยี่ยนเจาเจาละเมอพึมพำออกมาว่า “พี่ชายรองแย่ที่สุดเกลียดพี่ชายรองที่สุด”
เกลียด?
เรื่องที่ชาตินี้ไม่มีทางเป็นไปได้
ไม่ ไม่ใช่แค่ชาตินี้ จะชาติก่อนหรือชาติหน้าก็เป็นไปไม่ได้ทั้งนั้น
หนานหมิงเหอมั่นใจในความคิดนัยน์ตาแฝงแววคะนึงหา หยุดอยู่บนใบหน้าเยี่ยนเจาเจาและไม่เอ่ยสิ่งใดอีก
ในห้องเหลือเพียงเสียงหนานหมิงเหอพลิกตำราเบาๆ และเสียงตวัดหมึกแดงฟึบฟับของเขาบนหน้ากระดาษเป็นครั้งคราวเวลาผ่านไปอย่างสงบรวดเร็ว ไม่มีอะไรมากกว่านี้
เยี่ยนเจาเจานอนหลับฝันดีเมื่อนางตื่นขึ้นก็รู้สึกสบายไปทั้งตัว
แต่นึกขึ้นได้ฉับพลันว่านางนอนอยู่บนเตียงของพี่ชายแล้วพี่ชายไปนอนที่ใด?
นางหันศีรษะมองเห็นหนานหมิงเหอฟุบหลับอยู่บนโต๊ะหนังสือ
ข้างมือเขามีจดหมายวางกองพะเนินสูง แท่งฝนหมึกด้านข้างยังไม่แห้งหมึกแดงเปื้อนปลายนิ้วเขาจนแดงก่ำ ใบหน้าเขากลับสงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
นี่คือพี่ชายรองของนาง
เยี่ยนเจาเจายิ้มไร้เสียง สักพักก็คิดถึงหยวนอีย่วนอีกครั้ง
สตรีย่อมรู้ทันความคิดของสตรีเสมอ
หยวนอีย่วนอยากรุกล้ำอาณาเขตของนาง ฝันไปเถอะเรื่องดีๆ เช่นนี้ชาติหน้าก็ไม่มีทาง
------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เมิ่งเจียงหนี่ว์ร้องไห้ทลายกำแพงคือหนึ่งในสี่ยอดนิทานพื้นบ้าน สามีเมิ่งเจียงหนี่ว์ ถูกจิ๋นซีฮ่องเต้เกณฑ์ไปใช้แรงงานสร้างกำแพงเมืองจีนเขาทนตรากตรำไม่ไหวจนตายไป แต่เมิ่งเจียงหนี่ว์กลับไม่เคยได้รับข่าวคราวพอเข้าฤดูหนาวนางดั้นด้นไปค่ายสร้างกำแพงเพื่อจะเอาเสื้อกันหนาวให้สามีเมื่อไปถึงจึงได้รู้ว่าสามีจากโลกนี้ไปแล้ว นางร่ำไห้อยู่สิบวันสิบคืนน้ำตาเซาะกำแพงเมืองจีนทลายลงส่วนหนึ่งโครงกระดูกของสามีที่ถูกฝังไว้ใต้ซากกำแพงก็โผล่ออกมาจิ๋นซีฮ่องเต้มาตรวจหน้างานพบว่าโครงการล่าช้าเมิ่งเจียงหนี่ว์พบเข้าจึงด่าว่าอย่างไม่เกรงกลัว แล้วนางก็กระโดดลงทะเลฆ่าตัวตาย
[2] เหม็นเปรี้ยว หมายถึง อาการหึง
[3] ลูกผิงกั่ว คือ ลูกแอปเปิ้ล