ขบวนรถม้าหยุดที่ชายป่า สีดินเปลี่ยนไปก่อนที่ตาจะทันสังเกต จากดินแดงที่คุ้นเคยกลายเป็ดินสีดำชื้นที่ไม่ดูดซับแสงไฟ กิ่งก้านของต้นไม้ริมทางบิดงอในมุมที่ต้นไม้ปกติไม่บิดงอ บางกิ่งโค้งลงมาต่ำจนเกือบแตะหลังคารถม้า หยดน้ำค้างตามขอบใบไม้ขุ่นเหนียวสีเหลืองอมเทา ไหลช้าผิดปกติ สิ่งที่หลินเย่สังเกตเห็นก่อนกลับคือเสียง หรือที่ถูกกว่าคือการไม่มีเสียง ป่าที่ผ่านมาตลอดคืนมีเสียงแมลง เสียงนก ที่นี่เงียบในแบบที่สัตว์ทุกชนิดเลือกสร้างขึ้นเองเมื่อรู้ว่ามีบางสิ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ที่ใหญ่กว่าพวกมันกงหยางอวี้ะโลงจากรถม้าคันแรก เดินมาเปิดผ้าคลุมรถคันที่สามสายตากวาดผ่านเด็กสิบคนในรถอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่การมองของคนที่ห่วงใย หากเป็การตรวจนับของคนที่ดูแลสินค้า มองเพื่อยืนยันว่ายังอยู่ครบ
"เอ้า ลงมากันได้แล้ว"
กองไฟเล็กสามกองถูกก่อขึ้นในพื้นที่โล่งระหว่างต้นไม้ เด็กสิบคนนั่งรวมกลุ่มอยู่รอบกองไฟกลาง ขนมปังแข็งวางอยู่ในมือแต่ละคน บางคนกัดกินโดยไม่รู้สึกรส บางคนถือไว้เฉยๆ แสงไฟสี้สมเรืองอยู่บนใบหน้าของทุกคน ทำให้เงาหลังของพวกเขายาวและพลิ้วไหวอยู่บนพื้นดินสีดำหลินเย่นั่งอยู่ฝั่งนอก สังเกตสิ่งที่เปลี่ยนไปจากตอนอยู่ในรถม้า ทหารที่มาด้วยกระจายตัวออกรอบกองไฟ ไม่ได้ยืนเป็แนวป้องกันภัยจากข้างนอก หากยืนหันหน้าเข้ามาหากองไฟ ใครก็ตามที่ลุกขึ้นวิ่งไปทางไหนจะต้องผ่านคนอย่างน้อยหนึ่งคนก่อนเสมอ มันไม่ใช่การเฝ้าระวัง มันคือการปิดล้อมสายตาของหลินเย่เคลื่อนไปหยุดที่ด้านข้างรถม้าคันที่สาม รอยสีน้ำตาลเข้มบนไม้กระดานข้างล้อ คล้ายสีของน้ำชาเก่าแต่หนาและเกาะติดแน่นกว่า และที่โขดหินข้างทางก่อนถึงชายป่า มี้ผาขาดชิ้นเล็กสีเหลืองอ่อนติดอยู่ตามซอกหิน สีของผ้าเด็กที่ซักมากจนจาง
เขากัดขนมปังแข็งชิ้นหนึ่ง เคี้ยวช้าๆ ไม่รีบกงหยางฮ่าวเดินเข้ามาในวงกองไฟ ใบหน้าที่เคยดูสุภาพในวันรับสมัครวันนั้นเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ดุร้าย ไม่ใช่โเี้ หากเป็ความเรียบที่แท้จริงของคนที่ไม่ต้องแสร้งทำอะไรอีกต่อไป
"พวกข้าจะสังหารไป๋หมางในคืนนี้"
เสียงไม่ดัง ทว่ามันเงียบพอที่ทุกคนจะได้ยินชัด เด็กบางคนหยุดเคี้ยวขนมปังบางคนแลกสายตากัน บางคนมองออกไปที่ความมืดของป่า
"ไม่ใช่ว่าผู้าุโจูหรูไฉบอกให้เก็บสมุนไพรหรอกหรือ" เสียงเด็กชายคนหนึ่งดังขึ้นเสียงยังไม่แตกหนุ่มพอที่จะฟังดูมั่นคง
"ไม่" กงหยางฮ่าวตอบสั้นไม่อธิบาย "พวกข้า้าใช้พวกเ้า... เป็เหยื่อล่ออสูรออกจากถ้ำ "
ความเงียบหนักอึ้งลง เสียงไฟที่แตกปะทุดังขึ้นผิดปกติในความเงียบนั้น เด็กหลายคนเริ่มกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างที่คนทำเมื่อมองหาทางออกโดยไม่รู้ตัว ทางออกทุกทิศมีทหารยืนอยู่ หลินเย่มองขนมปังในมือ ก้อนนั้นแข็งและแห้งเคี้ยวไปก็รู้สึกเหมือนกินทราย
"เหตุใดต้องใช้เด็กอย่างพวกข้า" เขาถาม เสียงเรียบ "ในเมื่อพวกท่านมีทหารยอดฝีมือ"
กงหยางฮ่าวหยุดสายตาที่หลินเย่ ไม่ใช่ความโกรธที่ถูกถาม หากเป็การมองประเมินที่นานกว่าที่เขามองเด็กคนอื่น
"ไป๋หมางมีประสาทััที่ไวกว่าปกติ" เขาพูดเหมือนอธิบายเื่ฟ้าฝน
"มันตรวจจับกลิ่นของผู้ฝึกยุทธ์ได้จากระยะที่ไกลกว่าที่เ้าคิด โดยเฉพาะในบริเวณรังของมัน ระดับอสูรกลายพันธุ์มีสติปัญญาพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็ภัยและอะไรไม่ใช่ หากพวกข้าเดินเข้าไปในถ้ำ มันจะไม่ออกมา และการต่อสู้ในถ้ำ คือการต่อสู้ในพื้นที่ของมัน"
หลินเย่พูดต่อ เสียงยังเรียบเหมือนเดิม "เพราะพวกข้าอ่อนแอเพียงพอที่จะดึงความสนใจไป๋หมางออกนอกถ้ำ ได้ ถูกไหมขอรับ"
กงหยางฮ่าวมองเขาอีกครั้งคราวนี้นานกว่าเดิม
"ถูกต้อง" เขาพูดแล้วหยุดครู่หนึ่ง "ไป๋หมางในตอนนี้อ่อนแอกว่าปกติ มันไม่เลือกโจมตีผู้ฝึกยุทธ์ หากจะโจมตีเหยื่อที่ตอบโต้ไม่ได้เท่านั้น"
"เหตุใดพวกท่านจึงมั่นใจถึงเพียงนั้นว่าจะสำเร็จ"
"พวกข้าเคยทดลองแล้ว"
คำตอบนั้นสั้นและหนักกว่าคำตอบอื่นทั้งหมดที่กงหยางฮ่าวพูดมา หลินเย่ไม่ถามต่อ ทว่าในหัวคำนั้นวนซ้ำ ... ทดลอง ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร มีกลุ่มก่อนหน้านี้มาแล้วหรือเปล่า หากมี พวกเขาอยู่ที่ไหนตอนนี้ รอยสีน้ำตาลบนไม้กระดานและผ้าขาดตามซอกหินตอบคำถามนั้นโดยไม่ต้องถามกงหยางอวี้หยิบแก้วไม้ออกมา ทรงกระบอกแคบ ข้างในมีไม้เล็กสิบอัน เขาเขย่าเบาๆ ก่อนยื่นออกมา เสียงไม้กระทบกันในแก้วดังเป็จังหวะสั้นแห้งและกลวง เหมือนเสียงกระดูกเล็กที่ใครโยนลงพื้น ใบหน้าของเขาว่างเปล่าในแบบที่น่ากลัวกว่าความโเี้ที่แสดงออกมา
"หยิบคนละหนึ่งไม้" กงหยางฮ่าวพูดขึ้นเสียงเรียบเหมือนประกาศกฎเกณฑ์ที่รู้กันอยู่แล้ว "ผู้ใดที่หยิบได้ไม้รูปหัวงูและหางงู ผู้นั้นเข้าไปเป็เหยื่อล่อกลุ่มแรก"
ความเงียบนั้นนานกว่าที่ควร แล้วเด็กคนแรกก็ยื่นมือออกไปด้วยนิ้วที่สั่นเล็กน้อย หยิบไม้ออกมาแล้วกำแน่น ไม่เปิดดู เด็กคนต่อมาทำเหมือนกัน แล้วก็คนต่อมา ทีละคนในความเงียบที่หนักขึ้นทุกครั้งที่มีคนหยิบเด็กหญิงร่างเล็กนั่งอยู่ข้างหลินเย่ นางรับไม้มาแล้วก็นิ่ง สองมือกำไม้ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาว ตัวเล็กสั่นเป็จังหวะที่ไม่ใช่ความหนาว นางแอบเปิดดูไม้ที่ถืออยู่ในมือ ไม่พูดอะไร แค่นั่งนิ่งและสั่น
หลินเย่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็มองออกไปที่ความมืดของป่าข้างหน้า
"ข้าขอรับ"
เสียงดังขึ้นจากข้างหลินเย่ หลินจ้าวยืนขึ้นไม้ในมือไม่ได้ถูกยกขึ้นอวด เขาแค่ยืนขึ้นและพูดออกมา เสียงไม่สั่น ทว่ามือข้างซ้ายกำแน่นอยู่ข้างลำตัวในกลุ่มเด็กที่นั่งอยู่นั้นยังเงียบสนิท มีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกองไฟมือกำไม้แน่นจนเส้นเืนูนขึ้นที่หลังมือ หลินเย่เห็นปลายไม้ที่โผล่ออกมาจากกำปั้นนั้น รูปหัวงูแกะสลักอย่างหยาบๆ กระนั้นก็มองออก เด็กคนนั้นไม่ยืนขึ้นได้แต่ก้มหน้าลงและไม่ขยับ
หลินเย่มองไม้ที่อยู่ในมือตัวเอง... ไม่ใช่ไม้รูปง่ เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรที่ดึงให้ลุกขึ้นในขณะนั้น ไม่ใช่ตรรกะ ไม่ใช่การคำนวณ อาจเป็ภาพของเด็กหญิงร่างเล็กที่นั่งสั่นอยู่ข้างๆ อาจเป็แผ่นหลังของหลินจ้าวที่ยืนอยู่คนเดียวตรงหน้า หรืออาจเป็เพราะเขารู้ดีกว่าใครในกลุ่มนี้ว่ากำลังเดินเข้าหาอะไรในจังหวะที่ลุกขึ้นลมปราณในจุดตันเถียนที่เคยสงบนิ่งหมุนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะกลัว หากเหมือนร่างกายรู้ก่อนสมองว่าบางสิ่งกำลังเปลี่ยนไปไม่มีวันกลับ
"ข้าเช่นกัน"
เขายืนขึ้นไม่มีการอวดไม้ ไม่มีการอ้างสิทธิ์ แค่ยืนขึ้นและพูดออกมาเหมือนที่หลินจ้าวทำ แล้วก้าวออกไปยืนเคียงข้างหลินจ้าวตรงหน้าเด็กทุกคนกงหยางฮ่าวมองสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า สายตาหยุดที่หลินเย่นานกว่าที่หยุดที่หลินจ้าว มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อยแล้วก็นิ่ง ไม่ใช่รอยยิ้มหากเป็การรับรู้ของคนที่เห็นทะลุและเลือกที่จะไม่พูด ไม่ถามว่าหยิบได้ไม้อะไร ไม่ขอดู สิ่งที่้ามีสองคนแล้ว นั่นเพียงพอ
กงหยางอวี้เก็บแก้วไม้กลับเข้ากระเป๋าด้วยท่าทางสบาย สายตากวาดผ่านหน้าเด็กที่นั่งอยู่รอบกองไฟ บางคนถอนหายใจออกมาเบาๆ บางคนยังก้มหน้าอยู่หลินเย่รู้สึกถึงสายตาของเด็กรอบกองไฟที่หลีกเลี่ยงการมองมาทางเขา มันไม่ใช่ความเคารพ ไม่ใช่ความขอบคุณ หากเป็ความรู้สึกที่คนรู้สึกเมื่อไม่อยากเห็นสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกผิด กองไฟแตกปะทุอีกครั้งแสงเรืองขึ้นแล้วก็หรี่ลง
"ดี" กงหยางฮ่าวพูดสั้น"พักก่อนสักครู่ เราออกเดินทางเมื่อไฟมอดลง"
เขาหันหลังกลับไปที่กองไฟของทหาร กงหยางอวี้เดินตามพี่ชาย ก่อนจะหยุดเพียงครู่เดียวแล้วเหลียวมาพูดเบาๆ
"ไม่ต้องกลัวมากนัก พี่ชายข้าเก่งมาก ไป๋หมางออกมาก็จบ"
แล้วก็เดินจากไปโดยไม่รอคำตอบ
หลินเย่และหลินจ้าวนั่งลงข้างกองไฟ ห่างจากกลุ่มเด็กที่เหลือนิดหนึ่ง ไม่มีใครเดินมาหา ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงเสียงไฟและเสียงป่าในความมืดที่ล้อมรอบหลินจ้าวมองเข้าไปในกองไฟ
"เ้ารู้อยู่ว่าไม้ที่เ้าถืออยู่ไม่ใช่หัวงูหรือหางงูใช่ไหม"
หลินเย่ไม่ตอบทันที มองไฟอยู่ครู่หนึ่ง
"รู้"
"แล้วเหตุใดยังออกมา"
หลินเย่นิ่งอยู่นานพอที่เสียงไฟจะดังขึ้นสองสามครั้งก่อนจะพูด "ข้ารู้ว่าป่าหรงซิ่วคืออะไร คนอื่นไม่รู้"
หลินจ้าวมองหน้าเขาครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะเบาๆ ครั้งเดียว เป็เสียงหัวเราะที่ไม่มีความสนุกอยู่ในนั้น
"เ้าพูดเหมือนคนที่ไม่กลัวตาย"
"ข้ากลัว" หลินเย่พูดเรียบ
"แล้ว—"
"กลัว... ทว่าก็ยังต้องก้าวต่อไปอยู่ดี" เขาพูดต่อก่อนที่หลินจ้าวจะถามจบแล้วก็เงียบลง
หลินจ้าวมองเขาอยู่ครู่ แล้วก็พยักหน้าเบาๆ หันมองไฟอีกครั้งมือข้างซ้ายที่กำอยู่ข้างลำตัวคลายออกช้าๆ
"ข้าพาคนมาที่นี่" หลินจ้าวพูดเบา ไม่ใช่กับหลินเย่ หากพูดกับกองไฟหรืออาจพูดกับตัวเอง "ข้าได้เหรียญเงินจากการชักชวนคน ข้าได้เงินนั้นมาพอแล้ว"
หลินเย่ไม่ตอบ
"หากข้าไม่ออกมา" หลินจ้าวพูดต่อ "ใครสักคนในนั้นต้องไป" เขาพยักหน้าไปทางกลุ่มเด็กที่นั่งอยู่รอบกองไฟอีกด้าน "คนที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้แม้แต่ว่ากำลังอยู่ตรงไหน"
กองไฟแตกปะทุ เสียงไม้ดังกึกขึ้นแล้วก็เงียบ
"เ้าพาตัวเองมาอยู่ที่นี่" หลินเย่พูดเบาพอที่หลินจ้าวจะได้ยินได้คนเดียว
"เ้าเลือกมา ไม่ใช่ข้า ไม่ใช่ใครในกองไฟนั้น"
หลินจ้าวเงียบ
"และตอนนี้เ้าเลือกออกมาอีกครั้ง" หลินเย่พูดต่อ "ข้าไม่รู้ว่าเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร แต่มันไม่ใช่ความโง่เขลา"
หลินจ้าวไม่พูดอะไรอีก มีเพียงเสียงไฟและเสียงป่าสักครู่ผ่านไป หลินเย่พูดเบาๆ โดยไม่มองหลินจ้าว
"หากถึงเวลา... เ้าวิ่งไปทางซ้าย อย่าหันกลับมามองข้า"
หลินจ้าวเงยหน้าขึ้น
"ไม่ว่าได้ยินอะไร ไม่ว่าเห็นอะไร" หลินเย่พูดต่อในน้ำเสียงเดิม เหมือนบอกเส้นทางที่คุ้นเคย "วิ่งซ้ายแล้วออกมาจากป่า ไปหาคนในตระกูลหลิน"
หลินจ้าวมองหน้าเขาอยู่นาน แล้วก็พยักหน้าครั้งเดียว ไม่พูดอะไรความหิวในท้องที่ค้างมาั้แ่บ่ายเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไปเป็สิ่งที่อธิบายได้ยากกว่านั้น ท้องที่ว่างเปล่าบีบรัดจังหวะเดียวกับการเต้นของหัวใจ ทุกครั้งที่สายตาแวบไปยังความมืดของป่าข้างหน้า มีอะไรในร่างกายที่อยากเข้าไปหามันมากกว่าจะหนี เหมือนจะรู้ว่าในความมืดนั้นมีพลังงานที่มันโหยหา หลินเย่กำมือแน่นขึ้นไม่ใช่เพราะกลัว
ไฟมอดลงทีละดวง ทหารที่เฝ้ารอบกองไฟเริ่มขยับ กงหยางฮ่าวยืนขึ้นแล้วมองมาทางหลินเย่และหลินจ้าว
ลมพัดเข้ามาจากปากถ้ำ พาบางอย่างที่เบากว่ากลิ่นทั่วไปเข้ามาด้วย... กลิ่นคาวและกลิ่นสนิม และหากตั้งใจฟังในจังหวะที่ลมหยุด มีเสียงเสียดสีเบาๆ แว่วมาจากความมืดลึกกว่าที่ตาเห็น เหมือนของหนักผิวสากครูดกับหินแล้วเลื่อนไปข้างหน้า
ขนที่แขนของหลินเย่ลุกขึ้นชั่วขณะ มันไม่ได้อยู่แค่ในถ้ำ ทว่ามันรู้แล้วว่าพวกเขามาถึง ป่าหรงซิ่วรออยู่ข้างหน้า และในความมืดที่ลึกกว่านั้น ไป๋หมางกำลังอยู่กับสิ่งที่มันหวงแหนที่สุด
หลินเย่กำมือช้าๆ ปากยังขมจากขนมปังเก่า