ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 34 ผลการรักษา
หลังความเจ็บปวดผ่านไป ความสบายเริ่มเข้ามาแทนที่ จางหย่งจับตามลำตัวไปมาอย่างสงสัย เขารู้สึกว่ามีมัดกล้ามเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะมีซิกแพคเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยด้วยหรือเปล่านะ จางหย่งได้แต่คิดในใจ เด็กๆที่วิ่งเข้ามายืนมองพ่อตัวเองด้วยสีหน้างุนงง หนิงเหอที่เห็นท่อนบนของจางหย่งเปลือยเปล่าก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น บุรุษผู้นี้ช่างหน้าไม่อายจริงๆ มายืนลูบๆคลำๆตัวอยู่ได้
จางหย่งที่เห็นมีคนเข้ามาในห้องก็รีบจัดแจงใส่เสื้อขึ้น แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า
"พวกเจ้าเข้ามาทำไมกัน"
อาเฟยลูกชายคนโตที่ยืนอยู่หน้าสุดเอ่ยตอบขึ้นว่า
"พวกเราได้ยินเสียงร้องของท่านพ่อเลยรีบวิ่งมาดูขอรับ"
"อ้อ ไม่มีอะไรหรอก พ่อแค่กำลังแปลงร่าง เอ๊ย กำลังรักษากับผู้อาวุโสจ้าวอยู่น่ะ"
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วจางหย่งก็ขอให้ทุกคนออกไปก่อนจะหันมาคุยกับผู้อาวุโสจ้าวว่า
"เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกับข้าหรือขอรับ"
"ข้าใช้วิธีเปิดทวารสมอง ทะลวงเส้นลมปราณ ฝังเข็มลงบนจุดเส้นลมปราณมือ-เท้าเส้าหยาง,หยางหมิง ทำให้พลังที่ถูกปิดกั้นเปิดทางออกมา"
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็มีพลังวิญญาณแล้วใช่หรือไม่ขอรับ"
ดวงตาของจางหย่งเป็นประกายระยิบระยับอย่างมีความหวัง
"น่าจะเป็นเช่นนั้น พลังของเจ้าถูกปิดกั้นมานานทำให้พลังบางส่วนหลอมเข้ากับร่างกาย แต่ในกรณีนี้ข้าไม่เคยเจอมาก่อน คงต้องดูกันต่อไปเรื่อยๆ"
"ในเมื่อข้ามีพลังวิญญาณแล้ว ข้าก็สามารถฝึกยุทธได้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ"
"เจ้าคงต้องลองด้วยตัวเจ้าเอง"
ผู้เฒ่าจ้าวมองจางหย่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด หากพลังของเขาไม่ถูกปิดกั้นเอาไว้ ตอนนี้เขาน่าจะฝึกพลังยุทธไปได้ไกลแล้วอย่างแน่นอน ดีไม่ดีพลังของเจ้าหนุ่มคนนี้อาจจะมีมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาไม่มั่นใจว่าชายหนุ่มจะสามารถฝึกพลังยุทธได้อยู่หรือไม่ เพราะพลังที่ตื่นขึ้นมานี้ไม่ใช่พลังแฝง แต่มันหลอมเข้าไปรวมอยู่กับร่างกายของเขาเสียแล้ว
"แล้วเหตุใดพลังของข้าถึงถูกปิดกั้นไว้หรือขอรับ"
"มันมีหลายปัจจัยที่เป็นไปได้ ที่พบเห็นได้ทั่วไปคือเมื่อเด็กอายุครบแปดถึงสิบปีแล้วยังไม่มีพลังวิญญาณปรากฏขึ้น อาจให้ผู้มีพลังวิญญาณขั้นสูงหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบ หากพบว่าเด็กมีพลังวิญญาณก็จะช่วยทะลวงจุดที่ติดขัดให้เด็กเหล่านั้น ในกรณีของเจ้าคาดว่าคงถูกละเลยเพราะคิดว่าเจ้าไม่มีพลงวิญญาณ หรืออาจตั้งใจละเลยเพราะกลัวเจ้าจะมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งก็เป็นได้ โชคดีที่เจ้ามาพบข้า ไม่เช่นนั้นพลังอาจปะทุขึ้นมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าเองอาจรับไม่ไหวก็เป็นได้"
จางหย่งที่ได้ฟังก็คิดตาม เท่าที่ดูพฤติกรรมตระกูลอี้แล้ว น่าจะเป็นเหตุผลหลังเสียมากกว่า โชคดีของเขาจริงๆที่มีคนมาช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ทันเวลา จางหย่งพูดขึ้นขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินออกจากบ้านว่า
"ขอบคุณผู้อาวุโสมากๆนะขอรับ ที่ช่วยข้าเอาไว้"
ผู้เฒ่าจ้าวยังมองจางหย่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด หากคนที่มีพลังวิญญาณไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ไม่น่าจะมีชีวิตรอดถึงสิบห้าปี แต่ดูพ่อหนุ่มตรงหน้าน่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี บวกกับบ้านหลังนี้มีบ่อน้ำวิเศษที่ทำให้น้ำมีพลังวิญญาณขึ้นมา ทำให้เขาอยากศึกษาเรื่องนี้อีกสักพักหนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าเองก็อยากจะศึกษาร่างกายของเจ้าอีกสักระยะหนึ่ง คงต้องรบกวนเจ้าแล้ว"
จางหย่งพยักหน้า แต่เมื่อนึกได้ว่าบ้านของเขาเล็กแค่นี้จะดูแลสองผูเฒ่าได้อย่างไร เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
"คือ บ้านของข้าเอ่อ..."
หนิงเหอที่อยู่ไม่ไกลได้ยินคำพูดของทั้งสองที่คุยกันก็เอ่ยขึ้นว่า
"หากไม่รังเกียจผู้อาวุโสทั้งสองมาพักที่บ้านของข้าได้นะเจ้าคะ"
หนึ่งคือหมอเทวดาปรมาจารย์ด้านการรักษาและปรุงยา อีกหนึ่งคือปรมาจารย์ด้านยาพิษ มีใครบ้างไม่อยากผูกมิตรกับผู้อาวุโสทั้งสอง
"สตรีผู้นี้คือภรรยาของเจ้าหรือ"
ยายเฒ่าจ้าวเอ่ยถามขึ้น
"ไม่ใช่ขอรับ/เจ้าค่ะ"
ทั้งสองตอบขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย หนิงเหอที่ได้ยินถึงกับหน้าขึ้นสีเล็กน้อย จางหย่งเองก็รู้สึกแปลกๆในใจเช่นกัน หากลองมองดีๆ แม่นางผู้นี้ก็งดงามไม่หยอก หากได้เป็นภรรยา เอ้ย ที่เขาคิดไปถึงไหนกัน นั่นอาจจะเป็นน้องภรรยาของเขานะ หากเป็นเช่นนั้นเมื่อภรรยาของเขากลับมา เขาจะทำตัวอย่างไรกันล่ะ
เสี่ยวเหมาที่ได้ยินความคิดของจางหย่งถึงกับเบ้ปากมองบน หญิงชราแค่เข้าใจผิด ท่านคิดไปถึงไหนกัน เฮ้อ
"แล้วสตรีอย่างเจ้ามาทำอะไรที่กันพ่อหนุ่มนี่กันล่ะ"
"ข้าน้อยเป็นเพื่อนบ้านของเขา มาช่วยดูแลเด็กๆเท่านั้นเจ้าค่ะ"
ยายเฒ่าจ้าวหรี่ตามองจางหย่งทีหนึ่งก่อนจะหันไปมองทางหนิงเหอ ก่อนจะหัวเราออกมา แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"ฮ่าๆๆ ข้าชอบหญิงสาวที่กล้าแสดงความรักชัดเจนเช่นเจ้า เอาเถอะพวกเราขอรบกวนเจ้าหน่อยก็แล้วกัน"
"ไม่ใช่นะ ข้า..."
หนิงเหอที่กำลังปฏิเสธถูกยายเฒ่าจ้าวพูดขัดขึ้นก่อนว่า
"เอาเถอะๆ ไม่ต้องเขินอายไปหรอก ว่าแต่นี่ก็ยามอู่เข้าไปแล้ว ข้าเริ่มหิวเสียแล้วสิ"
"รอสักครู่นะเจ้าคะ ข้าจะสั่งอาหารที่ดีที่สุดจากร้านอาหารในเมืองมา"
"ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก ข้าอยากกินอาหารธรรมดาๆ มากกว่า รบกวนเจ้าด้วยก็แล้วกัน"
จางหย่งยกยิ้มอย่างขบขัน หนิงเหอมองไปทางจางหย่งด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าทำอาหารไม่เป็นเจ้าค่ะ"
"หืม งั้นพ่อหนุ่มเจ้าคงทำอาหารเป็นสินะ มิน่าแม่นางผู้นี้ถึงหมายตาเจ้า"
"ท่านรอสักครู่เดี๋ยวข้ากับลูกๆจะรีบไปทำมาให้นะขอรับ"
กล่าวจบจางหย่งรีบเดินออกจากสถานการณ์แปลกประหลาดตรงนั้นทันที อาฟู่ลูกชายคนรองที่ได้ยินคำพูดของยายเฒ่าจ้าวก็กระซิบกับพี่ชายคนโตขึ้นว่า
"พี่ใหญ่ พี่สาวคนสวยชอบท่านพ่อ สงสัยข้าคงจะอกหักเสียแล้วล่ะ"
อาเฟยพี่ชายคนโตส่ายหน้าก่อนจะถอนหายใจออกมา เจ้าน้องคนนี้อายุเท่าไหร่กันถึงได้เข้าใจคำว่าอกหัก เขาที่โตกว่ายังไม่รู้จักความรักเลย เหอะๆ แล้วเขาก็ลากน้องชายตัวดีไปช่วยทำอาหารด้วยกัน
หนิงเหอเองที่ทำตัวไม่ถูกก็รีบขอตัวไปทำธุระในเมือง โดยไม่หันกลับมาอีก ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของสองผู้อาวุโส
"เป็นคนหนุ่มสาวนี่ดีจริงๆ"
ผู้เฒ่าจ้าวเอ่ยขึ้น ขณะที่ทุกคนจากไปเหลือเพียงสองสามีภรรยา บรรยากาศสนุกสนานก่อนหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดแทน
"เจ้าสังเกตไหมว่าที่นี่มีแต่เรื่องแปลกๆ"
"อืมข้าก็คิดเหมือนกัน น้ำที่มีพลังวิญญาณ กับชายหนุ่มที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีพลังวิญญาณ เป็นเรื่องน่าประหลาดใจจริงๆ"
"ตาแก่ แล้วการรักษาพ่อหนุ่มนั่นเป็นอย่างไรบ้าง"
"ข้าก็ตอบไม่ถูกเช่นกัน พอข้าปลดปล่อยพลังในร่างกายของเขาออกมา พลังกลับไหลเวียนอยู่ในจุดต่างๆในร่างกาย ไม่เหมือนกับพวกเราที่มีพลังรวมกันอยู่ที่จุดตันเถียน"
"โอ้ น่าสนใจจริงๆ ท่านว่าข้าเอายาพิษไปลองกับเขาดูดีไหม?"
เสี่ยวเหมาที่ได้ยินคำว่ายาพิษก็หูตั้งหางตูบขึ้นมาทันทีทันใด
"เจ้าอย่าได้ทำอย่างนั้นเชียวนะ"
ได้ยินเช่นนี้ค่อยสบายใจหน่อย อย่างน้อยก็ยังมีคนคอยห้ามยายเฒ่าผู้นั้นไม่ให้ทำอะไรน่ากลัวออกมา
"รอให้พลังเขาคงที่ เจ้าค่อยทดสอบก็แล้วกัน"
เมื่อได้ยินประโยคต่อมา เสี่ยวเหมาถึงกับกระเด้งตัวหัวโขกเก้าอี้อย่างแรง ก่อนจะวิ่งไปทางห้องครัวแล้วตะโกนว่า
'เจ้านายรีบหนีไป ผู้เฒ่าสองคนนี้มันคือปีศาจร้ายชัดๆ'