เอาเข้าจริง เขาเองก็ใจอ่อนเกินไปถึงไม่ได้ฆ่านางปิดปาก จึงต้องวางแผนทดสอบแทน
เขาคุ้นชินกับการเดินอยู่บนขอบเหว จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ฉางอู๋อิ่งสะดุ้งเฮือก “ซื่อจื่อ ไฉนพูดออกมาได้เล่า! ซูอิ่นเย่ว์ไม่ใช่บอกว่านางวินิจฉัยไม่ออกหรอกหรือ!”
ฉู่จี้เฟิงตอบว่า “นางสามารถช่วยชีวิตองค์ชายใหญ่ได้ แล้วฉินเย่ช่วยได้หรือไม่ ฉินเย่เองก็กล่าวว่า พิษกู่เจ็ดประสานนี้หลอกตาได้แค่หมอทั่วไปเท่านั้น”
สีหน้าของฉางอู๋อิ่งเปลี่ยนเป็นตกตะลึง เขาพึมพำว่า “เช่นนั้น...ที่นางกล่าวว่ายาของคุณชายฉินใช้กับท่านไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญสินะ”
ซูอิ่นเย่ว์ถลึงตาใส่เขา “คนเราบังเอิญครั้งเดียวอาจเป็นเรื่องโชค แต่ถ้าบังเอิญสามครั้งขึ้นไป นั่นคือความสามารถ!”
คิ้วของฉู่จี้เฟิงกระตุกเล็กน้อย
นี่เขาถึงเพิ่งรู้ว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วย
“ซื่อจื่อ คำพูดของข้าในคืนนั้น ท่านมิได้เชื่อเลยหรือ” ซูอิ่นเย่ว์ถาม
ตอนที่ออกจากวัง นางก็ได้ทบทวนเหตุการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
ฮ่องเต้ฉี่อู่สงสัยอยู่แล้วว่าฉู่จี้เฟิงติดพิษเจิ้นสุ่ย ดังนั้นเมื่อเรียกนางไปสอบถาม ย่อมต้องกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วย เช่นนั้นแผนของฉู่จี้เฟิงก็เท่ากับเป็นการสารภาพไปโดยปริยายมิใช่หรือ
เห็นได้ชัดว่าฉู่จี้เฟิงรู้ว่านางกล่าวความจริงเพียงครึ่งเดียว เขาจึงใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์สองทางพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ นางคิดว่าฉู่จี้เฟิงเป็นเพียงนักฆ่าที่โหดเหี้ยมไร้หัวใจ แต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะวางแผนซับซ้อนถึงเพียงนี้ คิดไปก็ไม่แปลกใจนัก คนที่สามารถขึ้นเป็นผู้บัญชาการหน่วยชื่อหลงตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมไม่ใช่บุรุษที่ไร้สมองแน่นอน
หลังจากนั้นนางก็รู้สึกหวาดหวั่น บุรุษเช่นฉู่จี้เฟิงที่ลึกล้ำยากจะคาดเดา ต่อไปนางควรรักษาระยะห่างไว้จะดีกว่า
“ก็ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อทั้งหมด” ฉู่จี้เฟิงหยุดไปครู่หนึ่ง มองนางด้วยรอยยิ้มเจือความเย้ยหยัน “เรื่องที่เจ้ามีใจให้ข้า ข้ากลับเชื่อ”
ซูอิ่นเย่ว์ใบหน้าชะงักแข็งทื่อ รู้สึกเหมือนตนเองขายหน้าสิ้นดี
“ท่านไม่จำเป็นต้องล้อข้าเล่น หากวันนั้นข้ามิได้พูดเรื่องนั้นกับจี้หมัวมัว นางก็คงไม่ปล่อยให้ข้าไปรักษาท่าน” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
ฉู่จี้เฟิงได้ฟังก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม้เขาจะรู้ว่านางแต่งเรื่องขึ้นมา แต่พอนางพูดออกมาเองเช่นนี้ ก็คล้ายมีบางสิ่งจุกอยู่ที่อก
ฉางอู๋อิ่งพลันชักกระบี่ออกมา สีหน้าดุดันขึ้นทันที “นายท่าน นางรู้เรื่องแล้ว ปล่อยไว้ไม่ได้! วันนี้นางไม่บอกฮ่องเต้ พรุ่งนี้ก็อาจจะบอก เก็บไว้นานวันยิ่งเป็นภัย!”
ซูอิ่นเย่ว์ยังคงแค้นเคืองเรื่องที่เขาเตะนางก่อนหน้านี้ จึงกล่าวเย้ยหยัน “นายของเจ้าฉลาดนัก แต่ไฉนเจ้าถึงโง่เง่าเต่าตุ่นเช่นนี้ เจ้ายังมีชีวิตรอดมาได้อย่างไรกัน”
ฉางอู๋อิ่งไม่เข้าใจคำว่า ‘เต่าตุ่น’ ที่นางพูด แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนางก็เดาได้ว่านั่นคือคำด่า
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นแดงคล้ำด้วยความโกรธ “ซื่อจื่อ! ไม่อาจลังเลได้อีก!”
“ฆ่าข้าสิ! ฮ่องเต้เพิ่งเรียกข้าไปสอบถามเมื่อเช้า ถ้าคืนนี้เจ้าฆ่าข้าไป ก็เท่ากับยอมรับผิดโดยปริยาย!” ซูอิ่นเย่ว์ได้โอกาสเชิดหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก
ฉางอู๋อิ่งอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับหาคำมาโต้เถียงไม่ได้ กระบี่ในมือก็ไม่กล้าฟันลงไป
น่าชังนัก! ไยจึงปล่อยให้นางข่มขู่ได้เช่นนี้!
ฉู่จี้เฟิงไม่ค่อยได้เห็นท่าทางดุดันของนางเช่นนี้นัก ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย “ตอนนี้ฮ่องเต้กำลังจับตามองเจ้าอยู่ คงฆ่าเจ้าไม่ได้จริงๆ
“แต่ข้าก็รู้ว่าเจ้ามิได้พูดความจริงต่อหน้าฝ่าบาท นั่นหมายความว่าเจ้าตัดสินใจจะยืนอยู่ข้างสามีของเจ้าแล้ว”
พูดไปก็น่าอับอาย ตอนนั้นซูอิ่นเย่ว์คิดว่าฮ่องเต้ฉี่อู่เป็นคนวางยาพิษนาง นางจึงไม่กล้าพูดความจริง
จะบอกว่านางเลือกฉู่จี้เฟิงก็ไม่ถูกนัก น่าจะพูดว่านางไม่ไว้ใจฮ่องเต้ฉี่อู่มากกว่า หากพูดความจริงออกไป นางก็เป็นแค่หมากที่ถูกทิ้ง และฮ่องเต้ย่อมไม่มีวันไว้ชีวิตนาง
เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว จับขาฉู่จี้เฟิงไว้ให้แน่นก็ยังดีกว่า
ซูอิ่นเย่ว์จ้องเขม็ง ก่อนกล่าวถึงคุณค่าของตนเอง “ข้าไม่รู้ว่าซื่อจื่อคิดจะทำอะไร และไม่รู้ว่าซื่อจื่อปกปิดพิษเจิ้นสุ่ยไปเพื่ออะไร ข้าไม่อาจรับรองได้ว่าจะถอนพิษของท่านออกจนหมดสิ้น แต่ยืดอายุท่านไปอีกสามถึงห้าปี คงไม่เป็นปัญหา”
ฉู่จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย เขาเคยเห็นฝีมือนางแล้ว จึงไม่มีความลังเลเลยสักนิด
“คืนนี้เจ้าพูดเปิดเผยเช่นนี้ ต้องการสิ่งใด”
“น้องสี่ของข้าไม่เป็นที่โปรดปรานในตระกูลซู ชีวิตยากลำบากนัก ขอให้ซื่อจื่อช่วยเหลือนางด้วย”
“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา” ฉู่จี้เฟิงรับคำทันที
“ข้าและซื่อจื่อแต่งงานกันก็เป็นเพียงเรื่องเหลวไหล เมื่อท่านทำสิ่งที่ต้องการสำเร็จแล้ว ก็จงมอบหนังสือหย่าให้ข้าเถิด”
“ได้!” คำนี้หลุดออกจากปากของฉางอู๋อิ่งทันที
เขาเพิ่งพูดจบ ก็รู้ตัวว่าฉู่จี้เฟิงกำลังจ้องตนด้วยสายตาเย็นยะเยือก
ซูอิ่นเย่ว์คิดว่าฉู่จี้เฟิงตอบตกลงแล้ว จึงถอนหายใจโล่งอก
นางย่อมชื่นชอบใบหน้าของฉู่จี้เฟิง แต่บุรุษผู้นี้ไร้หัวใจ นางคงไม่อาจใช้ชีวิตทั้งชีวิตอย่างระแวดระวังได้
ฉู่จี้เฟิงจ้องนางอยู่นาน เขาที่เคยเดินอยู่บนคมดาบและคุ้นชินกับการวางแผนมาตลอด กลับรู้สึกเสียดายที่วางแผนนี้ขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ในดวงตาของนางยังมีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่บัดนี้แววตาที่มองเขานั้นเย็นชาสิ้นดี
สตรีผู้นี้ช่างเยือกเย็นและมีไหวพริบดีนัก นางรู้ว่าเขาเป็นบุคคลอันตราย แม้แต่คำว่า ‘สามี’ ก็มิได้เอ่ย
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย ซูอิ่นเย่ว์ก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่เรือนหลัง
จี้หมัวมัวคิดว่านางกำลังน้อยใจ จึงพยายามพูดปลอบประโลม แต่นางก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ
“อดีตพระชายาหลิงอ๋องจากไปเนิ่นนานแล้ว ซื่อจื่อขาดมารดาตั้งแต่เด็ก จึงมีนิสัยเย็นชาไปบ้าง” จี้หมัวมัวกล่าวพลางทายาให้นาง “แต่ซื่อจื่อเป็นคนมีใจมั่น บ่าวมองออกว่าซื่อจื่อใส่ใจพระชายาอยู่ ท่านไม่ควรงอนเช่นนี้”
ซูอิ่นเย่ว์ได้ฟังจนเบื่อหน่าย นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงเปลี่ยนเรื่องเสีย “ตอนนั้นซื่อจื่ออายุเท่าไหร่”
“เพียงห้าขวบเท่านั้นเอง” จี้หมัวมัวถอนหายใจ “อดีตพระชายาหลิงอ๋องจากไปไม่ถึงครึ่งปี ท่านอ๋องก็แต่งตั้งพระชายาใหม่ ไม่ค่อยสนใจซื่อจื่ออีก
“ต่อมาซื่อจื่อออกไปเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่อายุสิบสี่สิบห้า โชคดีที่ท่านได้รับความชอบในสนามรบ ไม่เช่นนั้นตำแหน่งซื่อจื่อคงไม่เหลือแล้ว”
ซูอิ่นเย่ว์ฟังแล้ว อดถอนใจไม่ได้ว่าบิดาเลวๆ ล้วนเหมือนกันหมด
ขณะนั้นจี้หมัวมัวทายาเสร็จแล้ว และช่วยจัดเสื้อผ้าให้นางเรียบร้อย
นางได้รับยาจิ่วจ่วนมา แผลจึงหายเร็ว ไม่จำเป็นต้องพันแผลอีกต่อไป
ซูอิ่นเย่ว์กล่าวว่า “ขอบคุณหมัวมัว”
จี้หมัวมัวประสานมือพลางกล่าวอีกว่า “พระชายา ท่านควรกลับไปอยู่เรือนหลักเถอะ ท่านเพิ่งแต่งกับซื่อจื่อได้ไม่กี่วัน หากข่าวแพร่ออกไปคงเป็นที่ครหา”
ซูอิ่นเย่ว์กลับอยากให้ข่าวแพร่ออกไปเช่นนั้น ฮ่องเต้ฉี่อู่จะได้เชื่อคำนางมากขึ้น และยังไม่มายุ่งกับนางในเร็ววัน
นางยิ้มเล็กน้อย “คนนอกพูดอะไร ข้าห้ามไม่ได้ ดึกแล้ว หมัวมัวกลับไปพักผ่อนเถอะ”
จี้หมัวมัวเห็นว่าพูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ จึงถอยออกไป
ซูอิ่นเย่ว์เป่าเทียนดับ แม้ห้องจะมืดสนิท แต่กลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด
นี่เป็นคืนแรกที่นางได้นอนหลับสนิทตั้งแต่มาอยู่ที่นี่
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เนื่องจากพวกเขาแยกกันอยู่ ซูอิ่นเย่ว์จึงแทบไม่ได้พบเขาเลยสามวันเต็ม
นางวางใจพักฟื้นร่างกาย จิตใจแจ่มใสขึ้นมาก
ร่างเดิมของนางจริงๆ แล้วหน้าตาดีไม่น้อย เพียงแต่ก่อนหน้านี้ขาดสารอาหาร จึงดูซูบผอมแห้ง
หลังจากได้กินดีอยู่ดีมาหลายวัน ร่างกายของซูอิ่นเย่ว์เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้น สีหน้าก็พลอยสดใสตามไปด้วย
เมื่อชุดใหม่จากช่างตัดเสื้อถูกส่งมาหลายชุด ซูอิ่นเย่ว์ลองสวมดู แล้วรู้สึกเหมือนได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ สมแล้วที่กล่าวว่า ‘ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง’