หยู่เก็บหยกนั้นไว้ข้างกายก่อนจะเดินไปหยิบเอายามาต้ม ร่างกายนางในยามนี้ต้องดื่มยาสูตรของท่านปู่เพียงเท่านั้นถึงจะแข็งแรง ยาพิษยังไหลเวียนอยู่ในกายนาง จะเชื่อหมอบ้านั้นได้อย่างไรกัน จะต้องรอให้ร่างกายฟื้นตัวกว่านี้ นางถึงจะออกไปชมเมืองในยุคโบราณแห่งนี้
ทางฝั่งมู่หยาง ตลอดทางไปที่เมืองเป่ยหลง เขาเอาแต่คิดถึงหยู่ถงไม่หยุด มีความสงสัยมากมายที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ หากนางอ่อนแอเกินไปเหมือนเมื่อก่อนเขาก็เป็ห่วง แต่หากนางฉลาดเกินคนเช่นนี้นางก็จะยิ่งอันตราย แต่...ในแววตาคู่นั้นของ เขารู้สึกเหมือนว่านางจะฉลาดพอที่จะพลิกสถานการณ์ไม่ให้ตัวเองเดือดร้อนได้
ั์ตาคมทอดมองเส้นทางแสนยาวไกลที่อยู่ตรงหน้า ทางนี้เป็ทางลัดไปที่เมืองเป่ยหลง ยังไม่มีผู้ใดบุกเบิกเส้นทางนี้ การเดินทางจึงค่อนข้างที่จะลำบาก แต่เพื่อให้กลับทันการที่ต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้ มู่หยางถึงต้องใช้เส้นทางนี้เพื่อไปที่เมืองเป่ยหลง ทว่าคู่นั้น อยู่ๆ ก็มีสตรีนางหนึ่งวิ่งออกมาจากทุ่งหญ้าอันเหี่ยวแห้งด้วยสีหน้าที่ตื่นกระหนกหวาดผวา
“ช่วย...ช่วยด้วย อร้ายยยย” แม่นางผู้นั้นล้มลงตรงหน้ามู่หยางพอดี เขาจึงรีบควบม้าหยุดอย่างกะทันหัน คิ้วหนาถึงกับขมวดสงสัย
“แม่นาง เ้าเป็อะไรหรือไม่ ? ” เสียงเข้มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ สายตาที่มองไปที่แม่นางผู้นั้นเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกอย่างยิ่ง
“ข้า...ข้าไม่เป็ไรแล้วเ้าค่ะ” หญิงสาวหน้าตาสวยหวาน คิ้วโก่งโค้งเหมือนคันศร จมูกเรียวเล็ก ริมฝีปากอวบอิ่มชมพู เงยหน้าขึ้นมองบุรุษสองคนที่อยู่ตรงหน้า
ทันทีที่สบตากับั์ตาสีน้ำตาลเข้มของมู่หยางนั้น นางถึงกับแน่นิ่งไปกับรูปโฉมที่สง่างามของเขา นางจ้องมองหน้ามู่หยางไม่ละสายตา ใจดวงน้อยๆ หวั่นไหวรุนแรง หากจะให้พูด เขาคือรักแรกพบของนางเชียวแหละ แต่...แม้ว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้างดงามเพียงใด มู่หยางก็ไม่เคยคิดที่จะสนใจ เพราะในสายตาของเขามีเพียงหยู่ถงเพียงคนเดียวเท่านั้น
“หยงโห่ว เ้าลงไปดูอาการนางหน่อยสิ” มู่หยางหันไปเอ่ยบอกกับหยงโห่วที่หยุดม้าอยู่ข้างๆ ั์ตาคมกวาดมองดูรอบๆ อย่างระมัดระวัง ไม่รู้ว่านางวิ่งหนีผู้ใดมากัน
แม้ว่าเขาจะเป็บุรุษที่เ็า โเี้ แต่เขาก็มีเมตตากับทุกคน หากพบเจอผู้คนที่ลำบาก้าความช่วยเหลือจริงๆ เขาก็ไม่ได้ใจร้ายที่จะไม่ช่วย แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว มู่หยางจะคอยระวังตัวเป็พิเศษ เพราะไม่อยากทำให้ฮูหยินของตนต้องเสียใจหรือมาคอยระแวง
“แม่นาง วิ่งหนีอะไรมาหรือ ? เจ็บตรงไหนหรือไม่? ”
หยงโห่วเอ่ยถามนางด้วยความเป็ห่วง นางได้แต่เลิ่กลั่กไปมาไม่รู้จะบอกบุรุษที่อยู่ตรงหน้าว่าอย่างไรดี สายตาของหยงโห่วสะดุดเข้ากับข้อเท้าที่กำลังบวมเป่งของนาง ก่อนจะหันไปมองหน้ามู่หยางแล้วเอ่ยถาม
“ท่านมู่หยาง ข้อเท้านางบวมขอรับ ข้าเกรงว่านางคงเดินกลับไปไม่ได้แน่ๆ ขอรับ”
ใบหน้าคมเข้มเอี่ยงคอมอง เห็นข้อเท้าเล็กบวมแดงอยู่จึงครุ่นคิดอยู่ครู่นึง แล้วหันไปมองที่ม้าของหยงโห่ว
“บ้านเ้าอยู่ที่ใดกัน? เดี๋ยวข้าจะไปส่ง” ได้ยินมู่หยางเอ่ยถามแม่นางผู้นั้นถึงกับดีใจ ริมฝีปากบางผุดยิ้มขึ้นก่อนจะบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนช้อยว่า
“บ้านข้าอยู่ที่เมืองเป่ยหลงเ้าค่ะ ไม่ไกลจากที่นี่เท่าใดนัก”
ได้ยินเช่นนั้น มู่หยางกับหยงโห่วจึงหันไปมองหน้าอย่างอึ้งๆ แม่นางผู้นี้คือชาวบ้านเมืองเป่ยหลงอย่างนั้นหรือ ? ดีเลย เขาจะได้ถามเื่หยกหงส์นั้นด้วย
“หยงโห่ว เ้าพานางขึ้นหลังม้าไปกับเ้านะ” เอ่ยจบมู่หยางก็ควบม้าผ่านหน้านางไป ดวงตาคู่สวยถึงกับเศร้า ไยบุรุษผู้นั้นถึงได้เ็ากับนางนัก แต่ก็ดีเลย ยิ่งเขาเป็แบบนี้นางก็ยิ่งชอบ
หยงโห่ว พานางขึ้นหลังม้าไปก่อนจะควบม้าตามมู่หยางไปติดๆ กลิ่นจากกายนางทำให้หยงโห่วว้าวุ่น ใจเต้นแรงไม่เป็จังหวะ ใบหน้าสวยหวานนั่นทำให้หยงโห่วมิอาจละสายตาจากนางไปได้เลย
“แม่นาง เ้ามีนามว่าอะไรหรือ ? ”
“ข้าชื่อลี่หลินน่ะ แล้วท่านล่ะ ? ” เสียงหวานเอ่ยถามขึ้น แต่สายตาจับจ้องไปที่บุรุษที่อยู่ตรงหน้าไม่ละสายตา เห็นเพียงแผ่นหลังกว้างนั้นก็ทำให้ใจนางหวั่นไหวแล้ว
“ข้ามีนามว่าหยงโห่วและนั่นคือท่านแม่ทัพมู่หยาง”
แม่ทัพมู่หยางอย่างนั้นหรือ ? นางเคยได้ยินเื่ราวของท่านแม่ทัพผู้นี้มาก่อน ท่านเป็บุรุษที่ยิ้มยากหน้าตาย จิตใจโเี้เ็า ชาวบ้านต่างเลื่องลือกันว่าแม่ทัพผู้นี้มีใบหน้าเหมือนดั่งปีศาจ แต่เมื่อนางมาเห็นกับตาแล้ว ไม่เหมือนอย่างที่ชาวบ้านเลื่องลือกันเลยแม้แต่น้อย
“พวกท่านกำลังจะไปที่เมืองเป่ยหลงกันหรือ ? มีเื่อันใดที่ข้าพอจะช่วยพวกท่านได้หรือไม่? ข้าอยากจะตอบแทนพวกท่านที่ช่วยข้าเมื่อครู่”
“ใช่แล้ว ท่านมู่หยางมีราชกิจที่เมืองเป่ยหลงน่ะ ว่าแต่เมื่อครู่เ้าวิ่งหนีผู้ใดกันหรือ ? ”
หยงโห่วเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะเมื่อครู่ตนลงไปดูไม่เห็นผู้ใดวิ่งตามนางมาเลย
“ข้าออกมาหาสมุนไพร บังเอิญเจองูเข้า ข้าจึงวิ่งหนีออกมา โชคดีที่พบพวกท่านก่อน”
“อย่างนั้นหรือ ที่นี่เปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คน ไยเ้าถึงได้มาหาสมุนไพรที่นี่เพียงคนเดียวล่ะ ? ”
“ข้าออกหาสมุนไพรคนเดียวบ่อยๆ มานานแล้ว”
หยงโห่วพยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่นานพวกเขาก็เดินทางมาถึงที่เมืองเป่ยหลง ที่นี่ชาวบ้านแต่งตัวดูดีกว่าที่ชาวเมืองเจ้อเจียงนัก ไม่แปลกใจเพราะที่นี่มีท่าเรือขนาดใหญ่ เรือสินค้าต่างจะมาลงที่นี่กันหมด หากมิได้ท่านหญิงหม่าเย่วเล่อคอยบุกเบิกและขยายท่าเรือนี้ เมืองเป่ยหลงคงไม่อยู่สุขสบายถึงทุกวันนี้เป็แน่
เมื่อหลายร้อยปีก่อน ชาวเมืองเป่ยหลงลำบากยากจนยิ่ง ขาดแคลนเสื้อผ้าและอาหาร ชาวบ้านต้องอดมื้อกินมื้อ จะหนีไปอยู่ที่เมืองอื่นฮ่องเต้องค์เดิมก็ไม่ยอมให้หนีไป เพราะต้องอยู่ที่นี่คอยทำงานรับใช้ฮ่องเต้องค์เดิม หลังจากนั้นไม่นาน ฮ่องเต้องค์เดิมต ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองรายช์ จึงได้ยอมให้ชาวเมืองเป่ยหลง สามารถเดินทางออกจากเมืองของตนได้
หลายสิบปีต่อมา เมืองเป่ยหลงกลายเป็เมืองที่เลื่องลือทางด้านการค้า ร่ำรวยอย่างน่าแปลกใจ ฮ่องเต้จึงได้ส่งสายลับคอยมาติดตามชาวเมืองเป่ยหลงอยู่เป็เวลานาน จึงได้รู้ว่าคนที่บุกเบิกเส้นทางเดินเรือและออกแบบสร้างเรือคือคนของตระกูลหม่า และคนๆ นั้นก็คือท่านหญิงหม่าเย่วเล่อ
ชาวเมืองเป่ยหลง มีชีวิตที่ดีขึ้น ชาวบ้านต่างเมืองต่างก็นำข้าวของมาทำการค้าที่เมืองเป่ยหลงกัน เมื่อฮ่องเต้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเป่ยหลงจึงเกิดความละโมบขึ้น หวังอยากจะท่าเรือของตระกูลหม่าไว้เพียงผู้เดียว ฮ่องเต้ได้ให้คนคอยตามสืบถึงท่านหญิงเย่วเล่อ แต่ไม่มีผู้ใดรู้จักใบหน้าที่แท้จริงของท่านเลยสักคนเดียว
เป็เหตุให้ฮ่องเต้สั่งคนไปฆ่าล้างตระกูลหม่า แต่ถึงอย่างนั้นฮ่องเต้ก็มิอาจควบคุมท่าเรือนั้นได้ เพราะพระองค์ท่านไม่มีหยกหงส์ในมือ จะต้องมีหยกหงส์เพียงเท่านั้น เหล่าพ่อค้าและชาวเรือที่มาลงสินค้าที่ท่าเรือถึงจะยอมเชื่อฟังและทำการค้าที่นี่ เพราะค่าต่างๆ ที่เมืองเป่ยหลงถูกและดีกว่า
เมื่อท่านหญิงหม่าเย่วเล่อรู้ว่าฮ่องเต้ได้ส่งคนมาสังหารตระกูลหม่า ท่านหญิงจึงได้เก็บหยกหงส์ไว้ นำไปฝากกับท่านอาจารย์อยู่บนยอดเขาที่อันตรายที่สุดที่ไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงชีวิตไปตามหามัน ไม่มีผู้ใดเคยเห็นหยกหงส์นอกจากคนในตระกูลหม่า ส่วนคนที่คอยช่วยงานท่านหญิงเย่วเล่อ ต่างมีหยกที่สั่งทำขึ้นมาเป็พิเศษคอยติดตัวไว้
ชาวบ้านเลื่องลือกันว่า ท่านหญิงเย่วเล่อได้หนีไปพร้อมกับบุตรในท้อง ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าบุตรของท่านหยิงเย่วเล่อเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายกัน ท่านทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ให้ชาวบ้านรู้และส่งข่าวถึงฮ่องเต้ หากผู้ใดอยากจะท่าเรือแห่งนี้จะต้องมีหยกหงส์มายืนยัน ถึงครานั้นถึงจะมอบแผนผังการเดินเรือและสร้างเรือให้ไว้สืบทอดต่อไป
และนี่คือเหตุผล ที่ทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วอยู่ไม่น้อย เพราะพระองค์ท่านไม่ได้เพียงแต่้าที่จะท่าเรือเมืองเป่ยหลง แต่ท่าน้าแผนผังการเดินเรือและสร้างเรือนั้นด้วย หากได้แผนผังนั้นมา ฮ่องเต้จะมีอาวุธที่ทรงพลังไว้บุกโจมตีต่างแคว้นได้ นั่นก็คือการสร้างเรือรบ
ภายในแคว้นหยงชิงนี้ มีเพียงเมืองเป่ยหลงที่สร้างเรือได้ดีและแข็งแกร่งที่สุด เป็เหตุที่ทำให้ฮ่องเต้สั่งให้คนออกตามหาท่านหญิงหม่าเย่วเล่อจนถึงทุกวันนี้ แต่แล้ววันหนึ่ง ชาวเมืองเป่ยหลงได้ทราบข่าวจากท่านอาจารย์ของท่านหญิงเย่วเล่อว่า ท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดเชื่อ ท่านอาจารย์จึงส่งจดหมายลงมาบอกว่าหากผู้ใดไม่เชื่อให้ไปที่สุสานฝังศพที่ตีนเขาได้
เมื่อฮ่องเต้ได้ทราบข่าว จึงได้ให้คนไปดู แล้วสั่งให้ทหารขุดเอาศพขึ้นมา แต่ศพไม่เหลือสภาพเดิมแล้ว เหลือเพียงโครงกระดูกเท่านั้น การตามหาหยกหงส์และแผนผังยากแสนเข็ญ ฮ่องเต้จึงเปลี่ยนเป้าหมายให้คนออกตามหาบุตรของท่านหญิงเย่วเล่อแทน เพราะเชื่อว่า ท่านหญิงเย่วเล่อจะต้องฝากฝังให้บุตรเป็คนสืบต่อท่าเรือเป็แน่
มู่หยางให้หยงโห่วไปส่งลี่หลินที่จวน ส่วนตัวเขาก็เดินตามหาจวนสกุลหม่า ถามชาวบ้านไม่นานก็มาหยุดอยู่ที่หน้าจวนสกุลหม่า ผ่านมาหลายสิบปี สภาพข้างนอกจวนยังเหมือนเดิม เหมือนมีคนคอยมาทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา
ใบหน้าคมเข้มหันมองช้ายแลขวา ไม่เป็ผู้คนเดินผ่านมาจึงะโผ่านกำแพงจวนเข้าไป ข้างในไม่มีผู้ใดอยู่เลยแม้แต่คนเดียว มู่หยางเดินสำรวจดูภายในจวนอย่างระมัดระวัง ข้าวของเครื่องใช้ดูโอ่อ่าสมกับสถานะของท่านหญิง ทว่าครู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงเท้าของใครบางคนเดินมา ตั้งใจฟังดูอีกที เสียงเท้านี้มากกว่าหนึ่งคน เขาจึงรีบหลบไปที่มุมมืดทันที
“ท่านชุนเถาขอรับ ข้าให้คนไปทำความสะอาดที่ห้องนอนท่านหญิงหม่าเย่วเล่อแล้วขอรับ”
เสียงผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น อายุน่าจะราวๆ สามสิบกว่า มู่หยางตั้งใจฟังบทสนทนาระหว่างพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อ
“ดี เื่นี้ห้ามแพร่งพรายให้ชาวเมืองรู้เป็อันขาด รอข้าเห็นหยกนั้นก่อนข้าถึงจะบอกให้ชาวเมืองรู้ว่าคุณหนูท่านได้กลับมาแล้ว”
“เราจะปกปิดได้จริงๆ หรือขอรับ? คนของฮ่องเต้มีอยู่ทุกที่ พวกเขาจะไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของคุณหนูหรือขอรับ? ”
ชายผู้นั้นเอ่ยถามด้วยความเป็กังวล หากฮ่องเต้ทรงทราบเื่นี้ เมืองเป่ยหลงต้องวุ่นวายเป็แน่ ชุนเถาหยุดเดินแล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจว่า
“ไม่มีผู้ใดเห็นหน้าคุณหนูท่านได้นอกจากข้า” เอ่ยจบ ชุนเถาก็เดินไปอีกเรือนหนึ่ง
มู่หยางที่แอบฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้วสงสัย สายเืสืบทอดตระกูลหม่าคือผู้หญิงอย่างนั้นหรือ ? และชายชราผู้นั้นก็ได้ลงมาส่งจดหมายลับและหยกหงส์ด้วยตัวท่านเอง อย่าบอกนะว่า ....
“หยู่ถง เ้าคือบุตรสาวของท่านหญิงหม่าเย่วเล่อหรอกหรือ ? ”
เมื่อปะติดปะต่อเื่ราวได้แล้ว มู่หยางจึงรีบออกจากจวนไป หากฮูหยินของตนคือบุตรสาวของท่านหญิงเย่วเล่อจริง อีกไม่นานฮ่องเต้คงทราบเรื่อนี้แน่ นางกำลังตกอยู่ในอันตราย !!!
... ที่เมืองเจ้อเจียง ...
หยู่ถงได้ให้เนี่ยนจินนำรากเกอไปให้ซิ่วอิงที่จวนสกุลอู่พร้อมกับกระดาษใบหนึ่งให้เนี่ยนจินนำไปด้วย คืนนี้นางรู้ได้แน่ว่าซิ่วอิงเป็ใคร มือเล็กจัดสมุนไพรอย่างสบายใจ ร่างกายเริ่มรู้สึกดีขึ้นมามากแล้ว อีกไม่กี่วันนางคงออกเดินทางไปที่เมืองเป่ยหลงได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ
“ฮูหยินเ้าคะ บ่าวมาแล้วเ้าค่ะ นี่กระดาษที่ฮูหยินให้บ่าวนำกลับมาเ้าค่ะ”
เนี่ยนจินวางกระดาษเล็กนั่นลงบนโต๊ะ สายตาคมชำเลืองมองไปที่กระดาษที่อยู่ตรงหน้า ริมฝีปากบางผุดยิ้มที่มุมปาก กระดาษนี่ไม่ใช่กระดาษที่นางให้ไว้กับเนี่ยนจิน เป็การยืนยันได้ว่า ไม่ซิ่วอิงก็เนี่ยนจินที่เป็คนสับเปลี่ยนกระดาษเล็กนี้
“ระหว่างทางกลับมาที่จวน เกิดเื่อะไรขึ้นกับเ้าหรือไม่ ? ”