บทที่10
ตอนเสนอตัวช่วยเหลือ
หวงลู่เหวินสบตาหลี่หยวนนิ่งค้าง แววตาคู่นั้นดูงุนงงแฝงไปด้วยความฉงนสงสัยมากมายแต่สำหรับหลี่หยวนแล้วกลับไร้แววตางุนงงทว่าเต็มไปด้วยความฉงนสงสัยเสียมากกว่า
หลี่หยวนดึงสายตามองไปทางอื่นทำเป็ตีหน้าใสซื่อสงสัยไปทั่วถึงอย่างไรหยกประจำกายเทพาที่หวงลู่เหวินห้อยอยู่นั้นต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติเป็แน่แม้ว่าเขาจะเป็ถึงเทพาก็เถิด
“เริ่มเรียกศาสตราวุธเทพณ บัดนี้!”
เหล่าเทพต่างยืนรอดูว่าศาสตราวุธเทพชิ้นใดที่จะมาอยู่ในมือเซียนหนุ่มผู้นี้ทว่าบางคนก็ซุบซิบฟันธงไปว่า หลี่หยวนผู้นี้ไม่ได้ศาตราวุธเทพเป็แน่เหตุผลไม่ต้องเอ่ยถามให้มากความ เพราะอย่างไรศาตราวุธเทพก็ไม่มีทางที่จะเลือกรับใช้เซียน
หลี่หยวนไล่สายตามองไปยังผู้คนที่ยืนรอดูรอบๆเหล่าเทพเ้าสำนักทั้งแปดคนต่างนั่งรอดูอย่างใจจดใจจ่อเหล่าทหารเทพโดยมีเทพาอย่างหวงลู่เหวินนั่งนิ่งอยู่เบื้องหน้าก็รอดูศาสตราวุธของหลี่หยวนไม่แพ้กัน
เซียนหนุ่มถอนหายใจแสดงสีหน้าจำใจจากแรงกดดันของผู้คนมากมายก่อนจะใช้พลังปราณเหาะเหินอยู่กลางท้องนภาและทำท่าทางร่ายเวทพลังเซียนเพื่อเรียกศาสตราวุธเทพ
โดยทั่วไปแล้วคนส่วนมากจะใช้เวลานานที่สุดอยู่ที่กาน้ำชาเดือดแต่หลี่หยวนกลับใช้เวลาไปหนึ่งก้านธูปเต็มๆก็ยังเรียกไม่ได้
ไป๋ชางหลินเท้าคางรอแทบจะหลับส่วนจิงเซียนก็เป็กังวลอยู่ไม่น้อยผู้คนที่เหลือต่างพากันซุบซิบนินทาหลี่หยวนไปต่างๆนานาบ้างก็ส่งของวิเศษให้กันเพราะที่พนันกันก่อนหน้านี้
หวงลู่เหวินเท้าคางมองหลี่หยวนประเมินว่าใช่เทพหลี่ชงหยวนมาถือกำเนิดใหม่หรือไม่แต่ท่าทางที่ตนรู้จักหลี่ชงหยวนเทพผู้นั้นเก่งกาจในการใช้เวทไม่น้อยด้านออกรบยกทัพจับศึกก็ทำให้เผ่ามารหวาดกลัวหัวหดแต่คนตรงหน้านี้ไร้แม้กระทั่งพลังเทพ ศาสตราวุธยังเรียกไม่ได้ทว่าคงมีเพียงความฉลาดไหวพริบดีเท่านั้นตามที่คนทั้งเผ่าเทพพูดคุยกัน
หวงลู่เหวินมองต่ำไปที่ปลายเท้าตนประหนึ่งใช้ความคิด
…ความฉลาด…ไหวพริบ…
แววตาเ้าเล่ห์เหลือบมองหลี่หยวนอีกคราก่อนจะดึงสายตามองไปยังไป๋ชางหลินเมื่อครู่หวงลู่เหวินพลันคิดขึ้นมาได้ว่าไป๋ชางหลินคงตั้งใจมองจับผิดหลี่หยวนอยู่เป็แน่ทว่าผิดคาดไป๋ชางหลินกลับจ้องตนเขม็งยิ่งกว่าอะไร
หวงลู่เหวินทำเพียงยิ้มพยักหน้าตอบไป๋ชางหลินยังคงแน่นิ่งประหนึ่งว่ามีใครร่ายมนต์สะกดไว้
เทพาพลันถอนหายใจแต่อย่างไรรอยยิ้มก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าหวงลู่เหวินเหลือบตาขึ้นมองหลี่หยวนอีกคราก่อนลุกขึ้นยืนพลางกล่าวอย่างมีน้ำใจว่า
“ศิษย์สำนักฟางหรูผู้นี้เป็เซียนมิใช่เทพพวกเราเหล่าเทพจะยืนมองเขาเรียกศาสตราวุธเทพเหน็ดเหนื่อยเพียงผู้เดียวรึทำไมไม่ช่วยเขาเล่า” หวงลู่เหวินมองไปยังเหล่าเ้าสำนักเทพ
เ้าสำนักเทพต่างหันมองหน้ากันไปมาเหล่าเทพพลันกระซิบบอกกล่าวกันว่า
“ท่านเทพาลู่เหวินช่างใจดีมีคุณธรรมยิ่งนักน่ายกย่อง น่ายกย่อง สมแล้วที่ได้เป็ผู้สืบต่อของเทพา”
การกระทำเพียงเล็กน้อยเรียกเสียงฮือฮาเป็อย่างยิ่งและไหนจะเริ่มมีแรงกดดันจากเหล่าเทพที่จะให้เหล่าเ้าสำนักเทพทั้งแปดทำการช่วยเหลือหลี่หยวน
หลี่หยวนเหลือบมองเหตุการณ์เบื้องล่างตนเห็นไป๋ชางหลินยืนขึ้นอย่างสง่างามดวงตาจับจ้องหวงลู่เหวินประหนึ่งจะให้อีกฝ่ายหยุดหายใจตายกันไปข้างก่อนกล่าวเสียงราบเรียบเ็าว่า
“ตามกฎแล้วห้ามช่วยเหลือเด็ดขาดเพราะศาสตราวุธต้องเป็ของเขาไม่ใช่เทพอย่างพวกเราถ้ายืนมือเข้าช่วยเ้าไม่คิดสักหน่อยหรือว่าศาสตราวุธจะสับสนเพียงใดว่าผู้ใดคือคนเรียกและผู้ใดเป็เ้าของกันแน่”
“ชางหลินเ้ากังวลกันไปใหญ่แล้ว”
หวงลู่เหวินอธิบายต่อ
“ข้าแค่อยากให้พวกเ้าที่เป็เ้าสำนักกระตุ้นพลังเซียนในตัวเขาก็เท่านั้นเขาจะได้ไม่หมดแรงไปก่อนอย่างไรเล่า”
ไป๋ชางหลินเลิกคิ้ว “กระตุ้นพลังเซียนอย่างนั้นรึ?”
หลี่หยวนเบิกตากว้างลอบสบถอยู่ในใจ
ไม่ อย่าคิดที่จะทำถ้าพวกเขาทำเกรงว่าตาเฒ่าเยว่หลางคงต้องรับศึกหนักแล้ว
ไป๋ชางหลินปั้นหน้านิ่งเหมือนไม่คิดอะไรมากนักทว่าในใจกับมีคำถามสงสัยเต็มเปี่ยม “ก็ถ้าพวกท่านอยากช่วยเขาก็ช่วยไปเพราะเขาไม่ใช่ศิษย์ของข้า”
ลู่เหวินข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าเ้าคิดจะทำอะไร
ไป๋ชางหลินทิ้งตัวนั่งดังเดิมพลางขบคิดอยู่ในใจ
จิงเซียนทนไม่ได้ที่จะเห็นศิษย์ใหม่ของตนเหน็ดเหนื่อยและเป็เป้าสายตาให้ผู้อื่นนินทาเช่นนี้จึงส่งพลังเทพช่วยหลี่หยวนอย่างไม่รีรอหลังจากนั้นเ้าสำนักที่เหลือต่างยื่นมือเข้าช่วยเว้นเพียงไป๋ชางหลินที่ยามนี้นั่งมองเพียงอย่างเดียว
หลี่หยวนเหงื่อตกทันใดพลังเทพที่ส่งมานั้นช่างแรงกล้าและทรงพลังไม่น้อย แต่หลี่หยวนอยากจะะโบอกเสียจริงว่าให้หยุด!
เพราะเวลานี้ตนพยายามใช้พลังเซียนแทบทั้งหมดต้านพลังเทพที่เข้าในกายอย่างสุดกำลังแต่ถึงอย่างไรพลังเซียนอันแกร่งกล้าเจอกับพลังเทพย่อมเรียกศาสตราวุธเทพได้ไม่อยาก
แต่ข้าไม่ได้อยากได้ศาสตราวุธเทพตอนนี้!
เทพบุพเพผู้เฒ่ายืนหลับตาถอนหายใจอยู่ในตำหนักก่อนจะกระแทกไม้เท้าลงพื้นสามหนดังสนั่นพลังเทพเก่าแก่ของเทพบุพเพพลันแปรเปลี่ยนสถานที่ที่ผู้เฒ่ายืนอยู่เป็ห้องปิดตายอย่างห้องเก็บศาสตราวุธของสำนักมี่เตี่ยนแทน
ภายในห้องแห่งนี้มีศาสตราวุธหลายชิ้นที่ถูกเก็บไว้อย่างดีแทบทุกชิ้นไม่มีกลิ่นไอสังหารแม้แต่น้อยเท่านี้ดูก็รู้แล้วว่าศาสตราวุธพวกนี้ไม่เคยอาบเืผ่านาเว้นเพียงสองชิ้นที่มีกลิ่นไอสังหารแรงกล้าเยว่หลางย่องเบาเดินเข้าไปหาศาสตราวุธสองชิ้นนั้นอย่างสงสัย
ศาสตราวุธทั้งสองชิ้นถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ระงับแรงแค้นชิ้นหนึ่งคือทวนสีเงินหลู่อวี้ที่ถูกล่ามไว้เป็อย่างดีเยว่หลางจำได้ว่านั้นเป็ทวนคู่กายของเทพาองค์เก่านางชอบพกมันไปแทบทุกที่ บ้างก็ร่ายรำทวนให้เยว่หลางชมเป็บุญตาผู้เฒ่าถอนหายใจส่ายหน้าที่มิอาจได้เห็นท้วงท่าร่ายรำเช่นนั้นอีก
ส่วนอีกชิ้น…
“ไฉนถึงสั่นบ้าคลั่งเช่นนี้?”
เยว่หลางรีบเอื้อมมือถ่ายพลังเทพสงบจิตลงบนตัวกระบี่ฝ่ามือเหี่ยวย่นสั่นเทาไม่แพ้กับตัวกระบี่ถึงขั้นต้องปล่อยไม้เท้าแล้วใช้สองมือคุมกระบี่เงินเงางามเล่มนี้อย่างเปลืองแรงเทพผู้เฒ่าเหงื่อตกเป็เม็ดๆทุ่มพลังเทพไปเท่าไรกระบี่เล่มนี้กลับแผ่ไอสังหารเข้มข้นออกมามิอาจระงับ
“กระบี่บ้าอะไรไอสังหารถึงรุนแรงได้ปานนี้!”
โซ่ที่ล่ามตัวกระบี่ไว้นั้นเริ่มมีรอยร้าวโซ่ที่คล้องเชื่อมกันค่อยๆอ้าแตกออก เยว่หลางเบิกตากว้างใโซ่ระงับแรงแค้นแตกเป็เสี่ยงๆในคราเดียว พลังสังหารจากตัวกระบี่กระจายเป็กว้างกระแทกเข้าหาเยว่หลางอย่างเดือดดาลทำเอาเทพเก่าแก่เช่นเขาต้องถอยหลังไปสามก้าว
เทพชราหายใจหอบเหนื่อยฝ่ามือเหี่ยวพลันลูบอกตนก่อนเงยหน้าเหลือบมองกระบี่เทพเล่มนั้นอย่างหวาดกลัวเมื่อครู่ที่ไอสังหารกระแทกเข้ามาเยว่หลางััได้ว่าศาสตราวุธชิ้นนี้ผ่านเหตุการณ์น่าหวาดกลัวมาเพียงหนเดียวแต่เป็หนเดียวที่มีความแค้นมากยิ่งกว่าทวนหลู่อวี้เสียอีก
“...เ้า…” เยว่หลางชี้ไปยังกระบี่เล่มงาม “เคย…สังหารเทพ”
เยว่หลางค่อยๆแบมือซ้ายออกอย่างช้าๆกระบี่สีเงินตรงหน้าพลันหมุนปลายกระบี่ชี้หน้าเทพบุพเพดั่งที่มันถูกชี้เช่นกันเพียงเสี้ยวลมหายใจปลายกระบี่พุ่งตรงเข้าหาเทพผู้เฒ่าทันใด
ปลายกระบี่หยุดชะงักห่างจากเบ้าตาของเยว่หลางเพียงหนึ่งชุ่น เทพผู้เฒ่าแค่จะเรียกไม้เท้ายังไม่อาจรวดเร็วให้ทันกระบี่สังหารเล่มนี้
“ไยมันถึงหยุดค้างเช่นนี้เล่า?”
เยว่หลางพูดกับตนเองพร้อมกับก้าวถอยออกห่างไปพลางมือเหี่ยวกำไม้เท้าคู่กายไว้มั่น สายตาคอยจับจ้องกระบี่เล่มนั้นไม่ละสายตา
ทุกสายตาแลเห็นว่าหลี่หยวนมีท่าทีเหน็ดเหนื่อยจนมิอาจเหินนภาเรียกศาสตราวุธได้อีกเหล่าเ้าสำนักเทพยั้งมือปล่อยให้เขาทิ้งตัวลงมาพักแต่ความจริงแล้วนั้นหลี่หยวนต้านพลังเทพของพวกเขาจนเหนื่อยต่างหาก
“ในเมื่อเขายังเรียกศาสตราวุธไม่ได้ก็ถือเสียว่าเขาไม่มีชะตาได้ใช้ศาสตราวุธเทพเถิด”ไป๋ชางหลินกล่าวตัดจบพิธีเรียกศาสตราวุธไปดื้อๆ
หวงลู่เหวินพลันรีบกล่าวไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง “ชางหลินเ้าจะตัดโอกาสเขาเช่นนี้ไม่ได้เพียงเพราะเขามีใบหน้าเหมือนกับศิษย์พี่หลี่ชงหยวนของเ้าเท่านั้นรึ”
“เ้าไม่คู่ควรเอ่ยถึงเขาแม้แต่ตัวอักษรเดียว!”ไป๋ชางหลินลุกขึ้นยืนทันใดน้ำเสียงจากที่เคยราบเรียบแปรเปลี่ยนแข็งกร้าวยากจะพบเห็น สีหน้าจากที่เคยแน่นิ่งแปรเปลี่ยนเป็ดุดันทันใดหลี่หยวนยืนอึ้งมองไป๋ชางหลินอย่างฉงนั้แ่จำได้ไม่มีสักครั้งที่ศิษย์น้องผู้นี้จะเืขึ้นหน้าเพราะมีผู้อื่นเอ่ยถึงตน
เทพายังพยายามคงอารมณ์ให้นิ่งสงบและกล่าวเตือนไป๋ชางหลินอย่างไม่ไว้หน้า “ชางหลินเ้าห้ามไม่ให้ผู้อื่นเอ่ยถึงศิษย์พี่ใหญ่ของเ้าเพียงเพราะเ้าไม่ชอบเขา” หวงลู่เหวินวางท่าทีผ่อนคลายพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เพียงเหตุผลแค่นั้นรึ?”
ไป๋ชางหลินสูดลมหายใจเต็มปอดก่อนจะหายใจออกอย่างช้าๆอารมณ์เดือดสงบลงได้บ้าง พร้อมกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าไม่จำเป็ต้องอธิบายให้คนอย่างเ้าฟัง”
“ดีเช่นนั้นข้าจะช่วยเซียนหนุ่มผู้นี้เอง” หวงลู่เหวินหันมองหลี่หยวนพลางส่งยิ้มอย่างเป็มิตร
หลี่หยวนตีหน้านิ่งพร้อมกล่าววาจาขวานผ่าซากไม่ไว้หน้า “ข้าไม่ได้เอ่ยขอให้ท่านช่วยอย่าได้ยืดอกเสนอตัวเลยขอรับ”
“ไร้มารยาท!” เสียงะโดังมาจากทางกองทัพทหารของ์จากนั้นไม่นานเหล่าเทพที่รอดูต่างก็ะโเป็เสียงเดียวกันว่าหลี่หยวนไร้มารยาทยิ่งนัก
แต่หลี่หยวนหาได้สนใจไม่ตนจ้องเพียงหวงลู่เหวินพร้อมกล่าวอย่างราบเรียบออกไปว่า
“ไร้มารยาท…ใครกันนะที่ไร้มารยาท”