ตอนที่ 53 เคียงข้าง
มู่หลงซางฉีรับม้าจากองครักษ์คนสนิทก่อนจะพุ่งทะยานออกจากเมืองหลวงที่วุ่นวายเพื่อไปยังสุสานหลวงที่ตั้งอยู่นอกเมืองโดยไม่หันกลับไปมอง
เวลาผ่านไปได้สักพักมู่หลงซางฉีหยุดม้าลงตรงหน้าสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ก่อนจะเดินถือตะเกียงตรงเข้าไปภายในสุสานหลวงเพียงลำพังชายหนุ่มเดินเลี้ยวไปตามอุโมงค์หินที่กว้างใหญ่เหล่านั้นอย่างชำนาญ
ไม่นานนักเขาก็พบสิ่งมีชีวิตหน้าขนตัวหนึ่งกำลังนอนหมอบอยู่ข้างโลงศพหรูหราแกะสลักด้วยหยกล้ำค่า
ทันทีที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวสิ่งมีชีวิตหน้าขนตัวนั้นก็ผงกหัวขึ้นมามองจมูกหนาสีน้ำตาลเข้มสูดดมกลิ่นกายที่คุ้นเคยก่อนจะส่ายหางด้วยความดีใจเป็นลิงโลด
ตูตูรีบเข้าไปคลอเคลียเจ้านายหนุ่มด้วยความดีใจก่อนจะกระโดดเกาะขาเขาทันที เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารจากตัวชายหนุ่ม
พอเห็นปลายนิ้วแกร่งชี้มาที่ตัวเองตูตูก็พลันเลิกขยับหางอย่างเริงร่าและถอยกลับไปนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบนั้นแต่โดยดีดวงตาจ้องมองไปยังขาหมูชิ้นใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าฉับพลันนั้นหยดน้ำลายเม็ดใสไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังสะท้อนภายในห้องโถงหรูหราที่ทำมาจากหินหยกล้ำค่าเขาไม่ได้ทรมานลูกรักของตัวเองมากจนเกินไปก่อนจะยื่นขาหมูชิ้นใหญ่ในมือให้สุนัขขนเกลี้ยงตรงหน้าไปแต่โดยดีพลางลูบไล้ร่างกายที่เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้างแล้วด้วยความพอใจ
หลายวันมานี้เขาได้สั่งให้คนคอยดูแลเรื่องอาหารการกินรวมถึงสุขภาพของตูตูให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงดังเดิม ขนสีน้ำตาลประกายทองที่จับตัวกันเป็นก้อนถูกโกนออกจนหมดบาดแผลเก่าและใหม่บนร่างได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนเริ่มหายดีแล้ว
เนื่องจากสุนัขตัวนี้ไม่ยอมไปจากสุสานหลวงเขาจึงได้ให้คนนำฟูกนอนอุ่นสบาย รวมถึงสร้างทำเตาพิงไว้สร้างความอบอุ่นให้มันเรียกได้ว่าภายในห้องโถงที่แยกตัวออกมานี้แทบจะกลายเป็นบ้านของตูตูไปเสียแล้ว
“เป็นอย่างไรเอาแต่เฝ้ามารดาจนไม่ยอมกลับบ้านกับบิดาเชียวรึ เจ้าลูกไม่รักดี” มู่หลงซางฉีมองดูสุนัขตัวใหญ่ที่นั่งแทะกระดูกโดยไม่สนใจผู้ใดด้วยความขบขันเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองโลงหยกแก้วที่อยู่ด้านข้างและวางไหสุราลงบนพื้นหินก่อนจะนั่งลงเคียงข้างสุนัขตัวใหญ่
ตูตูใช้ลิ้นสีแดงไล้เลียฝ่ามือของเจ้านายพอเป็นพิธีก่อนจะก้มลงแทะกระดูกในอุ้งมืออย่างเมามัว มันใช้ฟันฉีกขบกัดอย่างมันเขี้ยวจนกระทั่งเนื้อติดมันก้อนใหญ่หายไปจนเกลี้ยงแล้วค่อยคาบกระดูกที่เหลือไปซ่อนไว้ที่มุมลับตาคนก่อนจะเดินย่องกลับมาซบหน้าลงที่ข้างเจ้านาย
มู่หลงซางฉีมองดูป้ายชื่อสลักอย่างงดงามนั้นด้วยความคิดถึงก่อนจะลูบศีรษะของสุนัขที่นอนแนบใบหน้าอยู่บนตักด้วยความเอ็นดูมืออีกข้างหนึ่งก็ยกไหสุราขึ้นดื่มอย่างสงบนิ่ง
โฮ่ง!
เสียงร้องประท้วงของสุนัขตัวใหญ่ทำให้มู่หลงซางฉีอดก้มลงมองดูไม่ได้พอเห็นว่าตูตูน้ำลายหยดติ๋งๆ อีกแล้ว เขาจึงเอ่ยถามด้วยความขบขัน “เจ้าก็อยากดื่มรึ”
โฮ่ง!
มู่หลงซางฉียิ้มอย่างขบขันในความแสนรู้ของมันก่อนจะเทสุรากรอกใส่ปากให้สุนัขตัวใหญ่ตรงหน้า แล้วขยี้พุงใหญ่ๆนั้นด้วยความมันเขี้ยว “หากมารดาของเจ้ารู้คงดุข้าแย่แน่”
“น่าเสียดายที่นางไม่ได้อยู่ตรงนี้กับพวกเราไม่รู้ว่านางจะรู้สึกเงียบเหงาเหมือนพวกเราหรือไม่นะหากเป็นเช่นนั้นข้าคงทำใจไม่ได้แน่” มู่หลงซางฉีพร่ำเพ้ออยู่กับตัวเองพร้อมยกไหสุราขึ้นดื่มโดยมีสุนัขรู้ใจอยู่เคียงข้าง ท่าทางของเขาในยามนี้ดูราวกับคุณชายเสเพลเมามายสุราหาใช่องค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ไม่
หนึ่งคนหนึ่งสุนัขนั่งปรับทุกข์ไปพลาง พวกเขาร่ำสุราด้วยกันจวบจนกระทั่งผล็อยหลับบนฟูกนอนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่อาจทราบได้
แม้จะเป็นค่ำคืนที่ยากลำบากสำหรับใครคนหนึ่งแต่กลับเป็นค่ำคืนที่แสนธรรมดาสำหรับใครอีกหนึ่งคน
ภายในเรือนรับรองหลังใหญ่ที่มีผู้คุมกันอย่างแน่นหนามีสาวงามเอวบางร่างน้อยในชุดเนื้อบางหลากสีสันคอยรินสุราปรนนิบัติชายวัยกลางคนหลายคน
เมื่อสุราเข้าปากแล้วคนที่เคยสุขุมรอบคอบก็พลันเผยธาตุแท้มักมากในกามออกมาอย่างไม่อาจเก็บงำเอาไว้ได้อีก
นัยน์ตาดอกท้อทรงเสน่ห์เหลือร้ายจ้องมองขุนนางอาวุโสหลายคนที่คุ้นหน้ากันดีในราชสำนักกำลังจมดิ่งสู่ห้วงราคะจนไม่รับรู้สิ่งใดด้วยสายตาที่สงบนิ่งพลางลูบไล้ลำเอวอ่อนนุ่มของนางคณิกาที่เอาอกเอาใจข้างกายอย่างเพลิดเพลิน
มือซ้ายของเขาถือกล้องยาสูบลวดลายสวยงาม ควันสีขาวถูกปล่อยออกมาจากริมฝีปากเกิดเป็นภาพเย้ายวนชวนมอมเมาจิตใจของผู้คนยิ่งนัก ด้านข้างยังมีขุนนางอาวุโสที่ตกอยู่ในสภาพลุ่มหลงมัวเมาไม่ต่างจากเขาดวงตาของคนเหล่านั้นดูเหม่อลอยผิดจากชายหนุ่มที่ยังคงกระจ่างแจ้งดี
เมื่องานเลี้ยงดำเนินมาพอสมควรแล้วขุนนางคนอื่นๆ หากไม่พาสาวงามหลบหายไปยังซอกมุมหนึ่งภายในเรือนรับรองส่วนตัวคนที่เหลือก็กระทำการหยาบโลนอย่างโจ่งแจ้งที่กลางห้องโถง สร้างความประหลาดใจให้กับซ่งหยางเจ๋อเป็นอย่างยิ่งเขามองดูคนเหล่านั้นแสดงธาตุแท้ออกมาด้วยความเพลิดเพลินใจ
บางคนภาพลักษณ์ภายนอกดูดีวางตัวสูงส่งเหนือผู้คนแต่ทว่าเบื้องหลังกลับหื่นกระหายไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน
ช่างน่าสมเพชเสียจริง...
เทียบกับบิดาและพี่ชายของเขาที่ลำบากตรากตรำอยู่บนเส้นทางนี้มานานแม้ตัวเองจะลำบากแต่กลับไม่ยอมรับสินบนจากจอหงวนผู้สูงส่งอนาคตไกลกลับเป็นได้แค่นายอำเภอในชนบทที่ห่างไกล สุดท้ายก็ถูกใส่ความจนต้องตายดับอนาถครอบครัวบ้านแตกเสียแหลกขาด ในขณะที่ขุนนางชั้นสูงในวังหลวงคนเหล่านี้ยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันต่อไป
คำโบราณกล่าวเอาไว้ไม่มีผิดจริงๆ คนดีมักตายไวคนชั่วร้ายมักอยู่ยาว...
ดวงตาดอกท้อสีนิลชวนหลงใหลเก็บภาพบรรยากาศภายในงานเลี้ยงอย่างแนบเนียนมือแกร่งสอดเข้าไปลูบไล้ต้นขาที่ขาวเนียนอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกวาดจานอาหารบนโต๊ะออกไปอย่างไม่แยแสและวางสะโพกนุ่มขึ้นไว้บนโต๊ะแล้วฟอนเฟ้นสองเต้านวลด้วยความเร่งเร้าจนหญิงสาวร้องออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ว๊าย! ใต้เท้าใจเย็นๆสิเจ้าคะ” หญิงคณิกาผู้นั้นแสร้งทำเป็นร้องออกมาด้วยความตกใจแต่ถึงกระนั้นก็ยังใช้สองขารัดเอวสอบเอาไว้แน่น พร้อมบิดกายตอบรับอย่างเย้ายวน
เสียงร้องของหญิงคณิกาผู้นี้ดึงดูดความสนใจและเสียงหยอกล้อต่ำช้าของชายเหล่านั้นให้ดังขึ้น
“ฮ่าๆใต้เท้าซ่งช่างรีบร้อนเสียจริง” หนึ่งในขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยหยอกล้อมาแต่ไกล
“ไอ้หยา คนหนุ่มสาวก็เช่นนี้แหละข้าคงต้องเร่งมือเสียแล้ว” ขุนนางผู้นี้พูดจบแล้วก็พาหญิงคณิกาในอ้อมแขนหายลับไปข้างในห้องหนึ่งทันที
การกระทำที่รีบเร่งของชายหนุ่มทำให้ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งไม่ทันระวังถูกเศษอาหารบนโต๊ะหกใส่จนเนื้อตัวเละสกปรกไปหมดก่อนที่เขาจะร้องโวยวายออกมาและตื่นขึ้นจากภวังค์ที่เร่าร้อน
เมื่อครู่นี้เขากำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มกับหญิงคณิกาผู้หนึ่งอยู่แล้วแต่กลับถูกชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ขัดขวางการพลอดรักที่เร่าร้อนนี้เสียก่อนฉับพลันนั้นความกรุ่นโกรธภายในจิตใจก็เดือดปะทุขึ้นมา “น้องชาย เจ้าระวังหน่อยสิ รีบร้อนขนาดนี้ก็ไปหาห้องไป อย่ามารบกวนข้า!”
ซ่งหยางเจ๋อที่มีสีหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของสุราและยาสูบก็พลันโค้งคำนับขอโทษด้วยสภาพที่มึนเมาก่อนจะดึงหญิงคณิกาที่นอนอยู่บนโต๊ะขึ้นมาและเซล้มไปทับร่างของขุนนางอีกเกิดเป็นภาพความวุ่นวายยิ่งนัก
ไม่ไกลจากตรงนี้มีขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่งจิบสุรามองดูภาพผู้คนที่เผยธาตุแท้ออกมาด้วยสายตาที่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งประคองร่างชายหนุ่มที่เซล้มลงมาก่อนจะหัวเราะด้วยความขบขันเล็กน้อยและเอ่ยกับเด็กรับใช้ข้างกายว่า “เจ้าพาใต้เท้าซ่งไปส่งที่ห้องรับรองที ดูเหมือนใต้เท้าจะทนไม่ไหวแล้วล่ะ”
ดวงตาเจ้าเล่ห์มองดูเด็กรับใช้และหญิงคณิกาพยุงร่างของชายหนุ่มไปด้วยความพึงพอใจขุนนางที่อยู่ข้างกายเห็นเช่นนั้นก็แอบกระซิบที่ข้างหูอย่างแผ่วเบา “เห็นเขาเปิดโปงเครือข่ายการทุจริตจนฝ่าบาทไว้ใจให้ดำรงตำแหน่งท่านเสนาบดีกรมคลังแทนคนเก่าข้าก็นึกว่าจะเป็นคนดีมีคุณธรรม ที่ไหนได้ก็ไม่ต่างอะไรจากพวกเรา”
“หึ อย่างนี้สิดีถึงจะควบคุมง่าย เรื่องในอดีตก็ให้แล้วไปเถิด ยามนี้เขาได้รับความไว้ใจจากฝ่าบาทย่อมเป็นผลดีต่อพวกเรา” ขุนนางผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พึงพอใจอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะเอ่ยอีกครั้งว่า “บอกนายท่านว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขาจะไม่ก่อเรื่องแน่”
“ขอรับ” ขุนนางผู้นั้นพยักหน้าอย่างแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยถึงข่าวที่ได้ยินมา “ใต้เท้า ในวังส่งข่าวมาว่าคุณหนูหลินคิดที่จะสานความสัมพันธ์กับองค์รัชทายาทแต่ทว่าถูกปฏิเสธพ่ะย่ะค่ะ”
ใต้เท้าหลินหยุดชะงักไปสักพักก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ปล่อยนางไปก่อนอีกไม่นานสายลมก็จะเปลี่ยนทิศแล้วนางเป็นคนฉลาดย่อมไม่ฝากชีวิตไว้กับชายที่ใกล้ชะตาขาดผู้นั้นแน่”
“เมื่อถึงครานั้นนางจะรู้ได้เองว่าสุดท้ายแล้วควรเลือกใครไม่ว่าอย่างไรตำแหน่งฮองเฮาคนต่อไปจะต้องเป็นคนแซ่หลิน ไม่มีทางเป็นอื่น...”
ดวงตาคมกริบทอประกายมากเล่ห์เผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเขาเก็บงำตัวตนเอาไว้คอยอยู่เบื้องหลังชายผู้นั้นอยู่เนิ่นนานยามนี้ตระกูลของคนผู้นั้นสิ้นแล้ว หนทางข้างหน้าไร้ซึ่งขวากหนามแล้วเขาจะปล่อยสิ่งที่ปรารถนาให้หลุดลอยไปได้อย่างไร…
ซ่งหยางเจ๋อถูกนำตัวมายังห้องรับรองแห่งหนึ่งตลอดทางที่ถูกนำตัวมานั้นเขาแสดงความปรารถนาของตัวเองออกมาอย่างไม่ปิดบังก่อนจะดันตัวหญิงคณิกาผู้นี้ไปยังโต๊ะกลางห้องและดึงทึ้งเสื้อผ้าของนางด้วยความเร่งรีบ
“ไสหัวไปได้แล้ว!” ชายหนุ่มเอ่ยตะคอกบ่าวรับใช้ชายผู้นั้น พร้อมโบกมือไล่อย่างไม่แยแส
“ขอรับ” บ่าวรับใช้ชายลอบมองดูชายหนุ่มที่กำลังพัวพันกับหญิงคณิกาอย่างเร่าร้อนตรงหน้าและปิดประตูอย่างแผ่วเบา
เสียงร้องเย้ายวนของหญิงสาวผสานกับเสียงเร่งเร้าของชายหนุ่มทำให้บ่าวรับใช้ผู้นั้นยิ้มอย่างแผ่วเบาก่อนจะถอยห่างจากประตูบานนั้นอย่างรู้ความและนำข่าวไปรายงานให้กับเจ้านายของตนทันที
ซ่งหยางเจ๋อมองดูเงาร่างที่ถอยห่างจากประตูก่อนจะดึงตัวหญิงสาวที่กำลังก้มตัวปลดกางเกงของเขาอยู่ขึ้นมาและดันตัวนางเข้ากับกำแพงก่อนจะฟาดฝ่ามือลงตรงท้ายทอยของนางอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว
ร่างของหญิงคณิกาผู้นั้นอ่อนยวบลงในอ้อมแขนของเขาดวงตาสีนิลกวาดสายตามองดูรอบห้องแวบหนึ่ง แล้วอุ้มร่างเปลือยเปล่าที่ไร้สตินั้นให้นอนลงบนเตียงอย่างเบามือ
เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มจึงเปิดหน้าต่างออกและพลิ้วกายแฝงตัวอยู่ใต้เงาจันทรามุ่งหน้าไปทางเรือนอักษรเพื่อค้นหาความลับเจ้าของจวนหลังนี้
ดวงตาสีนิลสนิทมองดูรอบห้องที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของปัญญาชนดูแล้วไม่พบสิ่งปกติแต่อย่างใด ฝ่ามือแกร่งลูบไปตามชั้นวางต่างๆก่อนจะสะดุดเข้ากับชั้นวางที่ไม่ราบเรียบแห่งหนึ่งก่อนจะดึงสลักไม้ออกเผยให้เห็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งที่ถูกเก็บซ่อนอยู่
ชายหนุ่มหยิบมันออกมาและเปิดดูเนื้อหาภายในนั้นก่อนจะพบว่ามันคือบัญชีลับอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆดวงตาสีนิลกวาดสายตามองดูตัวอักษรภายในนั้นอย่างละเอียดแล้วลอบจดจำตัวเลขเหล่านั้นเอาไว้ในใจ
เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควรแล้วเขาจึงได้เก็บซ่อนมันเอาไว้ที่เดิม ก่อนจะพลิ้วกายกลับไปยังห้องรับรอง แล้วแสร้งทำเป็นโอบกอดหญิงคณิกานอนรอเวลาอยู่บนเตียงโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
.
.
.