การเดินทางออกจากป่าที่คุ้นเคยนำพาสองสหายต่างภพเข้าสู่ภูมิประเทศที่แตกต่างออกไป ป่าทึบค่อยๆ เปลี่ยนเป็เนินเขาสลับทุ่งหญ้ากว้าง แม่น้ำที่ต้องข้ามใหญ่ขึ้นและเชี่ยวกรากขึ้น พันธุ์ไม้และสัตว์ป่าที่พบเห็นก็แปลกตาไป พวกเขาอาศัย "เมล็ดนำทาง" ในมือของเจยจื่อหลงเป็เครื่องชี้ทิศ มันจะอุ่นขึ้นเล็กน้อยเมื่อพวกเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก อันเป็ที่ตั้งของเทือกเขาสูงและป่าทิพย์ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าซาน เสบียงที่ติดตัวมาเริ่มร่อยหรอลงทุกที เหลือเพียงผลไม้ป่าและหัวมันไม่กี่ชิ้น
วันหนึ่ง ขณะที่กำลังเดินผ่านทุ่งหญ้าโล่งที่มีดอกไม้ป่าหลากสีสันบานสะพรั่ง พวกเขาก็พบกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ฝูงหนึ่ง มันคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวกลมป้อม ขนฟูฟ่องสีขาวราวปุยเมฆ ดวงตากลมโตสีดำสนิทแป๋วแหวว พวกมันะโหย็องๆ ออกมาจากพุ่มไม้ ส่งเสียงร้อง "ปิ๊ปๆ" น่าเอ็นดู
"โอ๊ย! ดูนั่นสิจื่อหลง! ตัวอะไรน่ะ น่ารักจัง!" วีอันอันตาเป็ประกาย ความแข็งกร้าวบนใบหน้าอ่อนลงชั่วขณะ นางย่อตัวลง พยายามจะเข้าไปเล่นกับพวกมัน
เจยจื่อหลงมองอย่างระแวดระวัง "ข้าไม่เคยเห็นสัตว์แบบนี้มาก่อน ระวังตัวด้วยอันอัน"
"โธ่ ท่านก็ระแวงไปหมด" วีอันอันว่าพลางยื่นมือไปหาเ้าตัวขนปุยตัวหนึ่ง มันเอียงคอ ส่งเสียง "ปิ๊ป?" แล้วก็ะโเข้ามาคลอเคลียที่มือของนางอย่างเชื่องๆ ตัวอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเข้ามาล้อมรอบ ส่งเสียงร้องน่ารักน่าชัง
"เห็นไหม มันเชื่องจะตาย..." วีอันอันกำลังจะพูดต่อ แต่ทันใดนั้น เ้าตัวปุยที่คลอเคลียมืออยู่ก็ใช้จังหวะที่นางเผลอ ฉกเอาหัวมันป่าชิ้นสุดท้ายที่นางเหน็บไว้ที่เอวไปอย่างรวดเร็ว! แล้วมันก็ส่งเสียง "ปิ๊ป!" เยาะเย้ย ก่อนจะะโหายเข้าพุ่มไม้ไปพร้อมกับเพื่อนๆ ของมัน ทิ้งให้วีอันอันยืนอ้าปากค้าง
"หนอยแน่ะ! ไอ้เ้าพวกขนปุยจอมโจร!" วีอันอันะโไล่หลังอย่างหัวเสีย "กลับมานะ! เอาหัวมันข้าคืนมา!" นางทำท่าจะวิ่งตาม แต่เจยจื่อหลงดึงไว้
"ช่างมันเถอะอันอัน ถือว่าเป็บทเรียน" เขากล่าวพลางถอนหายใจเบาๆ "อย่าไว้ใจอะไรง่ายๆ เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก"
"แต่... แต่นั่นมันหัวมันชิ้นสุดท้ายนะ!" วีอันอันยังคงเจ็บใจไม่หาย
พวกเขาเดินทางต่อด้วยท้องที่หิวโหยกว่าเดิม ผ่านเข้าไปในเขตป่าที่ดูเก่าแก่เป็พิเศษ ต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นสูงตระหง่าน แผ่กิ่งก้านสาขาจนแสงแดดแทบส่องไม่ถึงพื้น มีมอสส์และเฟิร์นขึ้นปกคลุมหนาแน่น บรรยากาศดูสงบและลึกลับ ขณะที่กำลังนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่โบราณต้นหนึ่ง พวกเขาก็สังเกตเห็นแสงวับๆ แวมๆ เหมือนหิ่งห้อยบินอยู่รอบๆ แต่แสงนั้นดูสว่างและมีสีสันมากกว่า
แสงเ่าั้ค่อยๆ รวมตัวกันเป็รูปร่างคล้ายมนุษย์ตัวจิ๋ว สูงแค่ราวหนึ่งคืบ มีปีกใสบางเบา พวกมันคือ "ภูติพฤกษา" จิติญญาแห่งป่าตามธรรมชาติ
เหล่าภูติตัวน้อยบินวนเวียนรอบตัวเด็กทั้งสองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ส่งเสียงหัวเราะคิกคักเหมือนกระดิ่งลม พวกมันไม่ได้พูดภาษา มนุษย์ แต่ดูเหมือนจะสื่อสารกันเองได้
"พวกท่านคือภูติหรือ?" เจยจื่อหลงลองถามอย่างสุภาพ "พวกเรากำลังเดินทางไปทางทิศตะวันตก ไม่ทราบว่าพวกท่านพอจะชี้แนะเส้นทางที่ปลอดภัยได้หรือไม่?"
เหล่าภูติเพียงแค่หัวเราะคิกคัก แล้วก็เริ่มเล่นซน ภูติตนหนึ่งบินไปดึงผมเปียของวีอันอันเบาๆ อีกตนใช้เถาวัลย์เส้นเล็กๆ แอบผูกเชือกรองเท้า (ที่ทำจากเปลือกไม้) ของเจยจื่อหลงติดกัน บางตนก็บินวนไปรอบๆ เลียนเสียงพูดของพวกเขาอย่างตลกขบขัน
"นี่แน่ะ! อย่ามายุ่งนะ!" วีอันอันพยายามปัดป้องอย่างรำคาญ นางลองคว้าจับภูติตนหนึ่ง แต่มือก็ทะลุผ่านร่างโปร่งแสงนั้นไป
"ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้มาดีหรือมาร้าย แค่อยากเล่นสนุกเท่านั้น" เจยจื่อหลงสรุป หลังจากพยายามแกะเชือกที่รองเท้าออก "ไปกันเถอะอันอัน อย่าเสียเวลากับพวกเขาเลย"
พวกเขาออกเดินทางต่อ ทิ้งเหล่าภูติพฤกษาให้หัวเราะคิกคักไล่หลัง
เมื่อตะวันคล้อยต่ำลง เส้นทางก็เริ่มทอดเข้าสู่หุบเขาที่อับแสงและมีหมอกลงจัด บรรยากาศเริ่มเย็นะเืและวังเวงอย่างประหลาด ต้นไม้ในบริเวณนี้ดูบิดเบี้ยวผิดรูป มีเสียงลมหวีดหวิวดังผ่านช่องเขาคล้ายเสียงคร่ำครวญ
"ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเลยแฮะ" วีอันอันกอดแขนตัวเอง "แถวนี้มันเย็นๆ แปลกๆ นะ"
ทันใดนั้น หมอกหนาทึบก็ก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวอย่างรวดเร็ว บดบังทัศนวิยสัยจนมองเห็นได้แค่ไม่กี่ก้าว มีเสียงกระซิบกระซาบแ่เบาดังขึ้นรอบตัว จับใจความไม่ได้ แต่ให้ความรู้สึกโหยหวนและเศร้าสร้อย เงาร่างตะคุ่มๆ เริ่มปรากฏขึ้นในม่านหมอก เป็เงาโปร่งแสงจางๆ ของผู้คนในชุดเก่าคร่ำคร่า บางร่างก็ดูขาดวิ่นไม่สมประกอบ
"ผี?" วีอันอันเลิกคิ้ว มองเงาเ่าั้อย่างไม่สะทกสะท้านนัก ด้วยพื้นเพเดิมที่เป็ถึงธิดาจอมมาร นางคุ้นเคยกับิญญาและพลังงานด้านลบมากกว่าเจยจื่อหลง "เฮ้อ นึกว่าอะไร ที่แท้ก็แค่ิญญาเร่ร่อน น่าเบื่อชะมัด"
เจยจื่อหลงขมวดคิ้ว เขาััได้ถึงพลังงานความแค้นและความเศร้าโศกที่ตกค้างอยู่ในบริเวณนี้อย่างหนาแน่น "ดูเหมือนที่นี่จะเป็สถานที่ที่มีคนตายจำนวนมาก อาจจะเป็สนามรบเก่า หรือหมู่บ้านที่ถูกทำลาย" เขากล่าว พยายามตั้งสติระลึกถึงบทสวดขับไล่ิญญาง่ายๆ ที่เคยเรียนรู้... แต่ก็นึกไม่ค่อยออก
เงาโปร่งแสงร่างหนึ่ง เป็หญิงชราผมยาวรุงรัง ลอยเข้ามาใกล้ ยื่นมือผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ชี้มาที่พวกเขา ปากอ้ากว้างเหมือนจะกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
"ใช่ๆ รู้แล้วๆ ว่าตายอย่างน่าอนาถ" วีอันอันโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ "พวกเราแค่จะเดินผ่านไปทางทิศตะวันตก หลีกทางหน่อยได้ไหม?"
ิญญาหญิงชราดูเหมือนจะงุนงงกับท่าทีของนาง ทันใดนั้น ิญญาอีกตนซึ่งดูเหมือนจะเป็นักรบในชุดเกราะขาดวิ่น ก็ปรากฏตัวพรวดขึ้นมาข้างหลังวีอันอัน ส่งเสียงคำราม "บู่วววว!" หวังจะให้ใกลัว
วีอันอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปตวาด "นี่! อย่ามาส่งเสียงดังแถวนี้สิ! รบกวนสมาธิ!" นางเผลอใช้พลังลมที่พอมีอยู่ ซัดเปรี้ยงไปที่ิญญานักรบ!
ร่างโปร่งแสงนั้นสั่นไหววูบวาบ แต่ไม่ได้สลายไป แค่ดูใที่โดนเด็กตวาดใส่ "ข...ขออภัย..." เสียงกระซิบแ่เบาตอบกลับมา
"ไปกันเถอะจื่อหลง อย่าไปสนใจพวกนี้เลย" วีอันอันดึงแขนเจยจื่อหลงให้เดินฝ่าม่านหมอกและเหล่าิญญาไป
เจยจื่อหลงเดินตามไปเงียบๆ เขารู้สึกสงสาริญญาเหล่านี้ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน แต่ก็รู้ว่าตนเองไม่มีพลังพอจะช่วยเหลือหรือปลดปล่อยพวกเขาได้ในตอนนี้ ทำได้เพียงภาวนาให้พวกเขาได้ไปสู่สุคติในเร็ววัน
หลังจากเดินฝ่าหุบเขาผีสิงออกมาได้ หมอกก็ค่อยๆ จางลง พวกเขาก็พบว่าตนเองได้มาถึงบริเวณเชิงเขาของเทือกเขาใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแล้ว ยอดเขาสูงเสียดฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอก ดูลึกลับและน่าเกรงขาม เมล็ดนำทางในมือของเจยจื่อหลงส่องแสงอบอุ่นเข้มขึ้นกว่าเดิม ยืนยันว่าพวกเขามาถูกทางแล้ว
"ในที่สุดก็ถึงสักที" วีอันอันบ่นอุบ พลางนวดขาตัวเอง "ปีนเขาอีกแล้วสินะ หลังจากเจอทั้งโจรขนปุย ภูติตัวกะเปี๊ยก แล้วก็ผีไร้มารยาทเนี่ย หวังว่าบนเขานั่นจะมีอะไรดีๆ รออยู่บ้างนะ"
ทันใดนั้น เสียงหมาป่าหอนโหยหวนก็ดังสะท้อนก้องมาจากยอดเขาสูง เป็สัญญาณเตือนถึงอันตรายและบททดสอบใหม่ที่รอพวกเขาอยู่บนเส้นทางสู่ป่าทิพย์