แหมะ!
เศษกะหล่ำปลีร่วงหล่นลงจากจะงอยปากสีส้มของเจียงลี่หยูั์ตาเบิกกว้างหลังจากแอบฟังบทสนทนาที่มนุษย์สองขาลอบคุยกัน อารามตื่นเต้นระคนดีใจพุ่งทะลุปรอท
เจียงลี่หยูเอียงลำคอยาวระหงจนแทบจะเบียดซี่กรงไม้หูที่ซ่อนอยู่ใต้ขนสีขาวผึ่งรับฟังทุกถ้อยคำอดีตพนักงานออฟฟิศรู้สึกเหมือนถูกใครเอาสากหินมาทุบเข้าที่หน้าผากจนห่านสาวเกือบบรรลุพระธรรม มองเห็นแสงสว่างแห่งหนทางการตรัสรู้
'เดี๋ยวนะ... กลายร่างเป็คนได้งั้นเรอะ!แค่กินอิ่มนอนหลับแล้วหาเ้านายมาผูกจิตเนี่ยนะ? นี่มันทางลัดเลื่อนตำแหน่งที่ง่ายยิ่งกว่าการชงชาประจบหัวหน้าแผนกเสียอีก!'
หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดปีที่ชอบดูซีรีส์ทะลุมิติเป็ชีวิตจิตใจกำลังทำหน้าห่านโรคจิตแบบมีความหวัง
"เื่นั้นใครๆ ในแคว้นต้าเฉียนต่างก็รู้กันทั้งนั้นแหละท่านลุง สายเืราชวงศ์อันสูงส่งของเราล้วนต้องผูกจิตผสมผสานกับสัตว์เทพเพื่อคงสถานะสมมติเทพให้ราษฎรก้มหัวกราบไหว้กันทั้งนั้น"
นางกำนัลน้อยตอบกลับอย่างฉะฉาน ราวกับกำลังท่องตำราคัดลายมือ
"ก็ใช่น่ะสิเ้าลองดูฮองเฮาองค์ปัจจุบันของพวกเราเป็ตัวอย่างเถิดก่อนจะก้าวขึ้นมาคุมอำนาจวังหลังพระนางก็เคยเป็วิหคเพลิงที่สยายปีกอยู่เหนือกำแพงวังมาก่อนเช่นกัน!"
ก้าบ!
เสียงร้องอุทานดังลั่นหลุดออกจากลำคอยาวๆ ด้วยความลืมตัว
สมองของห่านสาวหมุนติ้วจนแทบจะเกิดประกายไฟ
'แม่เ้าโว้ย!ยัยป้าที่นั่งเชิดหน้าบนบัลลังก์หงส์ก็เคยเป็นกย่างไฟลุกมาก่อนเหมือนกันเหรอเนี่ย!ช่างสมเป็โลกแฟนตาซีสุดจึ้งจริงๆ'
สองตีนผังผืดสีส้มย่ำเหยาะๆ อยู่กับที่อย่างตื่นเต้นขนหางสีขาวสะบัดไปมาคล้ายไม้กวาดปัดฝุ่นแถมยังปล่อยะเิขี้จากทวารหนักลงพื้นฟางแบบเรี่ยราด
‘นี่ฉัน... ฉันตื่นเต้นจนขี้แตกเหรอเนี่ย แต่ช่างมันเถอะปกติก็แอบไปปล่อยตามพุ่มไม้อยู่หรอกแต่พอเห็นเหล่าพี่น้องที่กินหญ้าในอุทยานปลดทุกข์แบบไม่สนโลกแล้วเหตุใดฉันจะต้องอายด้วยล่ะ ก็ตอนนี้ฉันเป็ห่านล่ะนะ’
ทว่า สิ่งที่เจียงลี่หยูสนใจนั้น... ยังคงหมุนวนในสำเหนียกห้วงลึกสมองยังคงคิดถึงบทสนทนาของเหล่ามนุษย์สองขาพวกนั้น
'ในเมื่อนกไฟหน้าตาเหมือนเตาอั้งโล่เดินได้ ยังกลายร่างเป็มนุษย์แถมยังไต่เต้าไปเป็ถึงเมียหลวงประมุขแห่งแคว้นได้แล้วทำไมห่านขาวขนฟูที่หน้าตาน่าเอ็นดูอย่างฉันจะทำบ้างไม่ได้!'
ดวงตาสีดำขลับที่เคยห่อเหี่ยวกลับมาลุกโชติ่ด้วยไฟแห่งความทะเยอทะยาน
เป้าหมายของสิ่งมีชีวิตอวบอ้วนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียกร้องความสนใจหรือให้องค์ชายห้ามาลูบคลำเหมือนสุนัขเฝ้าบ้านอีกต่อไปแล้ว
จะงอยปากแบนกว้างเชิดขึ้นสูงอกที่เต็มไปด้วยชั้นไขมันยืดผึ่งผายราวกับแม่ทัพเตรียมออกศึก
'คอยดูเถอะ ฉันจะอ่อยองค์ชายห้านั่นให้หลงหัวปักหัวปำและยอมมาผูกจิตกับฉัน ถึงจะยังไม่รู้ว่าการผูกจิตทำยังไงก็เถอะเอ่อ...แล้วฉันก็จะกลายร่างเป็สตรีงามล่มเมืองให้ดู...ฮึฮึ...ตำแหน่งพระชายาคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมของตีนผังผืดคู่นี้หรอก!'
ความทะเยอทะยานที่เพิ่งจุดติดพลันพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองทว่ายังไม่ทันที่อกอวบอ้วนจะได้ยืดผึ่งผายไปมากกว่านี้เสียงแหบพร่าของขันทีเฒ่าก็ดังแทรกทะลุซี่กรงไม้เข้ามาเสียก่อน
"แต่เ้าอย่าได้คิดตื้นๆว่าสัตว์เทพมีดีแค่เอาไว้ประดับบารมีหรือแปลงกายเป็สตรีงามเลิศเพื่อเดินเตาะแตะไปมาเชียวล่ะ"
"เช่นนั้นยังมีสิ่งใดพิเศษอีกหรือเ้าคะ"นางกำนัลน้อยเอียงคอถามด้วยความฉงน
"ในยามศึกา สัตว์เทพที่จำแลงกายเป็มนุษย์ได้นี่แหละคืออาวุธลับทรงอานุภาพที่สุดของแต่ละแคว้น!"
น้ำเสียงของขันทีชราเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและโอ้อวดเหมือนเดิมขณะที่มือเหี่ยวๆ ถูกยกขึ้นมาลูบเคราหงอกอย่างช้าๆ ก่อนจะพูดเสริมว่า
"องค์สัตว์เทพไม่ได้มีดีแค่พละกำลังหรอกนะแต่ยังเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาเหนืุ์ และที่สำคัญที่สุดก็คือมี 'พลังเวท'...อย่างวิหคเพลิงตัวนั้น หากผูกจิตกับราชวงศ์สำเร็จมันจะสามารถเรียกไฟบรรลัยกัลป์ออกมาเผาผลาญค่ายกลของศัตรูจนราบเป็หน้ากลองหรือออกนำทัพวางกลยุทธ หรือข่มขวัญทางการทูต เอ้อ... แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นกับตาหรอกแค่ฟังเขาเล่ามาอีกทีแหละนะ"
อู้วววว!
เสียงอุทานด้วยความทึ่งของนางกำนัลดังขึ้นแทรกเบาๆขณะที่ขันทีหงำเหงือกยิ้มหน้าบาน
"การมีอยู่ของสัตว์เทพก็เพื่อคานอำนาจและปกป้องบ้านเมืองแคว้นใดที่ไร้ซึ่งสัตว์เทพจำแลงกายคอยคุ้มครองย่อมเปราะบางราวกับเต้าหู้ก้อนรอวันถูกรองเท้าเหยียบขยี้จนเละเทะ"
เจียงลี่หยูที่กำลังเงี่ยหูฟังถึงกับชะงักงันลำคอยาวระหงหดสั้นลงโดยอัตโนมัติ
'เดี๋ยวนะ... กลายร่างเป็คนแล้วไม่ได้ไปนั่งจิบชาสวยๆให้สามีปรนนิบัติหรอกเรอะ! นี่มันหลอกกันชัดๆ แถมยังใช้แรงงานให้ไปออกรบอีก...เป็ถึงสัตว์เทพแท้ๆ แต่ต้องไปเสี่ยงตายหน้าสลอนที่แนวหน้า... บ้าไปแล้ว'
ทว่าบทสนทนาของมนุษย์สองขาด้านนอกคอกไม้นั่น ยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้น
"แล้วสัตว์เทพถือกำเนิดมาได้อย่างไรหรือเ้าคะข้าไม่เคยเห็นลูกวิหคเพลิงเดินตามก้นแม่ของมันเลยสักครั้ง"
คราวนี้ขันทีเฒ่าหลุดหัวเราะพรืดออกมาเสียงดังลั่นราวกับเพิ่งได้ยินเื่ตลกขบขันที่สุดในรอบปี
"ฮ่าๆๆ เ้าเด็กโง่เง่า!สัตว์เทพที่สูงส่งปานนั้นย่อมมีจุดกำเนิดมาจากพลังธาตุทั้งหกในใต้หล้าอย่างวิหคเพลิงก็จุติขึ้นมาจากเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ในพิธีบูชาเปลวไฟของแคว้นโจว"
ชายชราเว้นจังหวะ พลางแค่นเสียงเย้ยหยันผ่านไรฟัน
"จำใส่สมองอันน้อยนิดของเ้าไว้ให้ดีไม่มีสัตว์เทพตัวใดบนโลกใบนี้ที่เกิดจากการฟักเจาะเปลือกไข่ออกมา หรือมุดออกมาจากช่องคลอดของสัตว์ตัวเมียหรอกนะ!"
ประโยคสุดท้ายถูกเน้นย้ำอย่างหนักแน่นและชัดเจนทุกถ้อยคำ
"นั่นแหละคือเส้นแบ่งแยกที่ชัดเจนที่สุดระหว่างสัตว์เทพอันศักดิ์สิทธิ์...กับพวกสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำตามเล้าหมูเล้าเป็ดทั่วไป!"
เสียงหัวเราะคิกคักของคนทั้งสองค่อยๆ เลือนหายไปทิ้งไว้แต่สตรีในร่างห่านที่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความอึ้ง กับคอกไม้ที่เงียบสงบและสายลมที่พัดโชยกลิ่นขี้หมู
ก้าบ!
ราวกับมีใครเอาสว่านเจาะเข้าที่กลางแสกหน้าของสัตว์ปีกอวบอ้วนอีกครั้ง
อกที่เคยยืดผึ่งผายพลันฟีบแบนลงทันตาเห็นราวกับถุงไส้หมูต้มที่ถูกเจาะรูระบายลมออกจนหมดเกลี้ยง
ภายใต้ขนสีขาวสะอาดตา ใบหน้าของเจียงลี่หยูซีดเผือดลงเรื่อยๆจนแทบจะกลายเป็ห่านต้มพะโล้ที่รอถอนขนเตรียมขึ้นเขียง
'ไม่ได้เกิดจากไข่... ไม่มีตัวไหนเกิดจากไข่...หรือออกมาทางโอโมะจามะของสัตว์ตัวอื่นๆ'
ประโยคนี้ดังก้องสะท้อนไปมาในสมองของเจียงลี่หยู ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สตรีในร่างสัตว์ปีกค่อยๆก้มหน้าลงมองตีนผังผืดสีส้มของตนเองอย่างเชื่องช้า
'ถ้างั้น ฉัน... ฉัน... สภาพหน้าตาโง่ๆ แบบนี้ร้อยทั้งร้อยมันก็ต้องใช้จะงอยปากเจาะเปลือกไข่ออกมาอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!'
ความจริงอันโหดร้ายปะทุในห้วงสำนึกจนแทบหงายหลัง
ความฝันที่จะได้ผูกจิต กลายร่างเป็สตรีงามล่มเมืองเพื่อไปร่วมหอลงโลงกับองค์ชายห้า พังทลายลงมาไม่เป็ท่า
สุดท้ายแล้ว เธอก็เป็ได้แค่นกน้ำหน้าตาตลกไปตลอดชีวิต แถมยังถูกเลี้ยงเอาไว้ประดับบารมีในคอกสัตว์และรอวันถูกจับไปเชือดทำมื้อเย็นเท่านั้น
ดวงตากลมสีดำขลับที่เคยลุกโชนด้วยไฟแห่งความหวังบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและปลงตก
จะงอยปากแบนกว้างก้มลงไปจิกใบกะหล่ำปลีช้ำๆบนพื้นดินขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ แบบเหม่อลอย รสชาติของมันกร่อยลงกว่าเดิมหลายเท่าราวกับกำลังเคี้ยวเปลือกไม้ผุๆ ที่หลังจวนก็ไม่ปาน