รุ่งสาง... พวกเขาเดินทางต่อในหุบเขาหมื่นเมฆา เส้นทางที่ทอดยาวและแสนจะลำบากเต็มไปด้วยหน้าผาสูงชันและป่าไม้หนาทึบ
บรรยากาศในยามเช้าเต็มไปด้วยความเงียบสงัดราวกับว่าธรรมชาติเองยังคงกดดันไม่ให้เสียงใดๆ ดังออกมา ชะงักไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งสายลมที่พัดผ่านก็แ่เบา ราวกับการยอมจำนนต่อสิ่งที่กำลังรอคอยอยู่ในข้างหน้า
ซูลี่รู้สึกถึงอากาศที่เย็นเฉียบแต่มันไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหนาวเย็นเหมือนที่เคยเป็
การเดินทางนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเดินทางในเชิงกายภาพเท่านั้นแต่ยังเป็การเดินทางไปในใจลึกๆ ของเธอ
ที่ที่เธอต้องเผชิญกับการควบคุมพลังที่หลุดลอยออกมาในเวลาต่อสู้แต่ยังคงยากที่จะเข้าใจและควบคุม
หลงเฟยอวิ๋นเดินอยู่ข้างๆ ซูลี่ พร้อมกับมองไปข้างหน้าอย่างพิจารณาการฝึกฝนในวันนี้จะไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิด
หากแต่เขาก็รู้ว่าซูลี่เป็คนที่สามารถยืนหยัดและเรียนรู้ได้ เธอจะต้องรับมือกับพลังในตัวเองและเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง
ไม่เช่นนั้น เธอจะไม่สามารถเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
"เ้าเข้าใจวิธีการหายใจหรือยัง?"หลงเฟยอวิ๋นถามด้วยเสียงที่ราบเรียบ แต่ซ่อนความห่วงใยไว้ในนั้น
"หากควบคุมการหายใจไม่ดีเ้าจะไม่สามารถควบคุมพลังภายในได้"
ซูลี่พยักหน้า แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความกังวลเธอพยายามควบคุมลมหายใจตามคำแนะนำของหลงเฟยอวิ๋น
หวังว่าวันนี้จะสามารถััพลังที่อยู่ภายในตัวเองได้มากขึ้นทว่าทุกครั้งที่เธอพยายาม ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม
"ข้าเข้าใจ... ข้าแค่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน"ซูลี่กล่าวเสียงเบา น้ำเสียงของเธอเผยถึงความเหนื่อยล้าและความสงสัยในตัวเอง
หลงเฟยอวิ๋นมองเธออย่างละเอียด คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย"เ้าคิดว่าเ้าทำไม่ได้ใช่ไหม?"
ซูลี่หันไปมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ"ข้าแค่ไม่รู้ว่า... ข้าจะสามารถควบคุมมันได้จริงๆ หรือเปล่า"
"มันไม่สำคัญหรอกว่าเ้าจะสามารถควบคุมได้หรือไม่ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือเ้าได้เริ่มต้นแล้ว"
หลงเฟยอวิ๋นพูดอย่างราบเรียบขณะที่เขาหยุดเดินและหันไปมองไปยังทิศทางข้างหน้า
"การฝึกตนไม่ใช่เื่ที่จะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันต้องใช้เวลาและความอดทน"
การพูดของเขาทำให้ซูลี่รู้สึกกระตือรือร้นขึ้นอีกครั้งทว่าความรู้สึกบางอย่างในใจเธอก็ยังคงขุ่นมัวอยู่ ไม่สามารถปล่อยไปได้ง่ายๆ
การฝึกครั้งนี้้าอะไรบางอย่างที่มากกว่าการควบคุมการหายใจหรือแม้แต่การเรียนรู้การใช้พลังในตัวเอง
“ข้าไม่รู้ว่ามันจะดีขึ้นได้เมื่อไร...” ซูลี่พึมพำเบาๆแทบไม่ให้ใครได้ยิน ขณะที่หลงเฟยอวิ๋นเดินข้างๆ และเงียบไปในขณะเดียวกัน
อวิ๋นหลัวเดินอยู่ข้างๆ ซูลี่ ถึงแม้เสียงซูลี่จะเบาแล้ว แต่เธอก็ยังคงได้ยิน
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวเ้าก็เก่งขึ้น” น้ำเสียงของเธอดูคงมั่นและไร้ความกังวล
ซ่งหลิงอัน เดินไปข้างๆ ด้วยท่าทางที่เงียบขรึมกว่าที่เคยเป็ ขณะเดินเขาก็จ้องไปข้างหน้าอย่างตั้งใจดวงตาของเขามีความกล้าหาญแฝงอยู่เสมอแม้จะไม่มีการพูดคุยเขาคือหนึ่งในสมาชิกที่มีทักษะการต่อสู้ที่คล่องแคล่วที่สุดในกลุ่มแม้แต่ในสถานการณ์ที่อันตรายเขาก็ไม่แสดงความวิตกกังวลออกมาแต่ครั้งนี้ซูลี่เห็นได้ชัดเจนว่าเขาดูจริงจังกว่าทุกครั้ง
"ทุกคนระวัง... บรรยากาศรอบตัวเริ่มแปลกไป"ซ่งหลิงอันพูดขึ้น หลังจากที่รู้สึกถึงบางอย่างในอากาศที่เริ่มเปลี่ยนไป
เสียงใบไม้ขยับราวกับมีใครบางคนกำลังซ่อนตัวอยู่ในป่า
ซูลี่หันมองไปที่เขา คิ้วของเธอขมวดเล็กน้อย "มีอะไรหรือ?"
“ไม่แน่ใจ...” ซ่งหลิงอันขมวดคิ้ว คำพูดของเขามีความลังเลอยู่บ้าง
"แต่เ้าคิดว่า...เราควรหยุดพักหรือไม่?" ซูลี่เอ่ยถามออกไปเชิงถามความเห็น
หลงเฟยอวิ๋นได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน แต่เขาไม่ได้ตอบทันทีเขาหยุดเดินและเริ่มมองไปข้างหน้า
เขารู้ว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามาและถึงเวลาแล้วที่พวกเขาต้องเตรียมตัวสำหรับการเผชิญหน้ากับมัน
“ทุกคน... เตรียมตัวให้พร้อม เรากำลังจะเจออะไรบางอย่างในอีกไม่ช้า”หลงเฟยอวิ๋นกล่าวเสียงดังกว่าเดิม
“พลังพวกมันมากเกินไป หากไม่ร่วมมือกันดีๆพวกเราจะไม่มีทางรอด” เหยียนจ้าวหลงพูดพร้อมกวาดตามองไปรอบๆ
คำพูดของ เหยียนจ้าวหลง ทำให้ทุกคนเตรียมตัวและหยุดพักเพื่อเตรียมความพร้อมแม้แต่ซูลี่ที่ตอนนี้ยังรู้สึกถึงการหมุนวนของพลังในตัวก็พยายามสูดหายใจลึกๆเพื่อสงบจิตใจให้พร้อม
ในขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวกันอย่างเงียบๆเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากด้านข้างและเมื่อหันไปมองก็เห็นเงาสีดำเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากในป่าลึกเสียงหักของกิ่งไม้และพืชพันธุ์ที่พังทลายสัญญาณอันตรายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
"ระวัง!" หลงเฟยอวิ๋นะโก่อนที่จะดึงซูลี่ให้ถอยหลังออกไปจากที่เกิดเหตุทันที
ทันใดนั้น ปีศาจสองตัวในตำนานของเผ่ามารพุ่งออกมาจากเงามืดมันมีขนาดใหญ่ั์ขนหนาคล้ายกับัและมีสีดำทมิฬเหมือนกับเงามืดที่ถูกดูดกลืนจากแสงทั้งหลายตาของมันเปล่งประกายสีเืและกรงเล็บที่ยาวคมเหมือนมีพลังอำนาจที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งในทางของมัน
“ปีศาจพยัคฆ์แห่งเงามืด!” หลงเฟยอวิ๋นคำรามเขาเข้าไปขวางระหว่างซูลี่และปีศาจทันทีพร้อมกับกระบี่ในมือ
"มันอันตรายเกินไป เราต้องร่วมมือกัน" หลิงชางซูพูด พร้อมยกพัดหยกขึ้นมาแต่เขายังไม่ทันได้ใช้มันกวัดแกว่งเหมือนทุกครั้งก็โดน
ปีศาจสบัดหางใส่อย่างเต็มแรง เขากระเด็นไปกระแทกต้นไม้
“ท่านพี่” ซูลี่ร้องะโอย่างใ
ซูลี่ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว เธอรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในตัวเองอีกครั้งคราวนี้เธอสามารถััมันได้อย่างชัดเจน
แต่ยังคงไม่มั่นใจพอในการใช้มันอย่างเต็มที่
"ซูลี่! อย่าช้า!" หลงเฟยอวิ๋นะโขณะกระบี่ของเขาฟันลงไปที่ปีศาจพยัคฆ์ตัวหนึ่งเสียงฟันกระบี่ที่กระทบกับเกล็ดของปีศาจดังสนั่น
ร่างของมันสะท้านไปแต่ก็ยังยืนหยัด
ซูลี่พยายามรวบรวมสติและพลังจากภายในกลิ่นอายของพลังฟีนิกส์ที่เริ่มไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเธอ
มันเหมือนเป็พลังที่ถูกปลดปล่อยจากลำดับลึกภายในจิตใจของเธอ ทุกอย่างเริ่มชัดเจนและในที่สุด เธอเริ่มเข้าใจวิธีการควบคุมพลังที่อยู่ในตัว
"ต้องทำมันให้สำเร็จ!" ซูลี่บอกกับตัวเองก่อนที่พลังในตัวเธอจะะเิออกไปเป็ลูกไฟทองคำที่พุ่งไปที่ปีศาจพยัคฆ์อย่างตรงไปตรงมา
ปีศาจพยัคฆ์ทั้งสองเริ่มถูกพลังนั้นกดทับและลมหายใจของมันเริ่มหายไปท่ามกลางการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงและพลังแห่งการต่อสู้ที่ดุเดือดแต่ก่อนที่พวกมันจะสิ้นใจ จอมมารเฮยหลาง จอมมารผู้พลังแห่งเงาและความมืดมิดก็ปรกฎตัวขึ้น
เฮยหลางยืนอยู่ในเงามืดที่ล้อมรอบตัวมันไว้เส้นผมสีดำสนิทปลิวไปตามลม กระทั่งแสงแห่งดวงอาทิตย์ก็แทบไม่สามารถทะลุผ่านบรรยากาศที่มันสร้างขึ้นได้
"ดูเหมือนว่าเ้าจะไม่ยอมให้ข้าได้พักผ่อนเสียจริงซูลี่..." เฮยหลางกล่าวพร้อมกับยิ้มเ็าสายตาของเขาจับจ้องไปที่ซูลี่และกลุ่มสหายของเธอ
ซูลี่ยืนนิ่งอยู่ในตำแหน่งพร้อมที่จะปะทะกับจอมมารผู้ทรงอำนาจแม้จะรู้ว่าพลังของเฮยหลางนั้นน่าสะพรึงกลัว แต่เธอก็ไม่หวั่น
"เ้าคือจอมมารเฮยหลางใช่ไหม?" ซูลี่ถามด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่สายตาของเธอไม่หลบไปจากเฮยหลาง
เฮยหลางหัวเราะเบาๆ มันไม่ตอบคำถามของซูลี่ แต่กลับยืดร่างขึ้นเต็มที่ก่อนที่พลังแห่งความมืดจะกระจายออกมาจากร่างของมันดวงตาของเฮยหลางส่องแสงสีแดงเื ขณะที่เงามืดเริ่มหลอมรวมกับตัวมันอย่างไร้ความปราณี
"เ้าคิดว่าการเผชิญหน้ากับข้าในตอนนี้มันจะง่ายดายหรือ?"
การต่อสู้ระหว่างกลุ่มซูลี่และจอมมารเฮยหลางเริ่มเดือดดาลขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศที่อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งแสงและความมืดเปลวเพลิงจากซูลี่และเงามืดจากพลังของเฮยหลางปะทะกันด้วยเสียงดังสนั่นสะท้อนไปทั่วท้องฟ้า ความร้อนจากเปลวเพลิงสว่างจ้าในขณะที่เงามืดก่อตัวเป็คลื่นห่อหุ้มทุกสิ่งที่อยู่ใกล้เคียง
ซูลี่ยืนอยู่กลางสนามรบ ปล่อยพลังที่ไหลเวียนในร่างกายออกมาอย่างเต็มที่ดวงตาของเธอส่องแสงสีทองราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังลุกโชน
แรงพุ่งของพลังฟีนิกส์ปะทะเข้ากับเงามืดที่พยายามกลืนกินทุกสิ่งในทางของมัน
"หึ...พลังของเ้ากำลังเติบโตขึ้นจริงๆ ซูลี่" เฮยหลางพูดด้วยน้ำเสียงที่เ็า
ขณะที่มันหลุดออกจากเงามืดที่ห่อหุ้มตัวเอง มันเริ่มยกมือขึ้นท่ามกลางการต่อสู้นั้น เงามืดกระจายออกจากมือของมัน ก่
อนที่มันจะกลายเป็กรงเล็บสีดำที่พุ่งตรงไปยังซูลี่
ซูลี่ตวัดมือขึ้นเพียงเล็กน้อยเปลวเพลิงทองคำพุ่งขึ้นมาหยุดบล็อกการโจมตีของเฮยหลางและเปลี่ยนเป็ลูกไฟขนาดใหญ่ที่พุ่งตรงไปยังมารเฮยหลางการปะทะระหว่างแสงและความมืดปล่อย สร้างพลังะเิรุนแรงขึ้นทำให้พื้นดินสั่นะเืจนเกือบจะยุบลงไป
หลิงชางซู จับประคอง อวิ๋นหลัวไว้ในขณะที่คนอื่นๆใช้พลังในการทรงตัวไว้ไม่ให้ล้ม
ปีศาจพยัคฆ์สมุนของเฮยหลางปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งเพื่อช่วยเ้านายตน
เหยียนจ้าวหลง ตีดาบคู่ของเขาออกไปอย่างรวดเร็วดาบทั้งสองปะทะกับท่อนไม้ที่ปีศาจพยัคฆ์ใช้เป็อาวุธ
เสียงเหล็กกับเหล็กกระทบกันดังลั่นไปทั่ว ขณะที่ซ่งหลิงอัน ร่ายเวทบางอย่างท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว
กระแสพลังเวทแห่งวารีพิสุทธิ์พุ่งออกไปกวาดล้างปีศาจที่คุกคามกลุ่มของพวกเขา
"พวกเ้าไม่คู่ควรกับการเผชิญหน้ากับข้า!"เฮยหลางกล่าวอย่างเ็า ขณะมือของมันรวบรวมพลังที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
เงามืดเริ่มขยายออกจากมัน เป็คลื่นแผ่ขยายครอบคลุมทั้งสนามรบ
ซูลี่ยืนจ้องมองไปยังเฮยหลาง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเมื่อเงามืดเริ่มกระจายอำนาจออกไป
เธอก็รวบรวมพลังในตัวจนถึงขีดสุดร่างของเธอส่องแสงทองอร่ามเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะทะยานขึ้นกลางฟ้า
"ข้าจะหยุดเ้า!" ซูลี่คำรามในใจก่อนที่เธอจะปลดปล่อยพลังเต็มที่ เปลวเพลิงทองคำขนาดมหึมาพุ่งตรงไปยังเฮยหลาง
พลังที่ไหลเวียนออกจากร่างเธอสาดกระจายไปทั่วท้องฟ้า
เฮยหลางยกมือขึ้น และเงามืดก็ขยายตัวเพื่อป้องกันการโจมตีของซูลี่แต่ในที่สุด พลังแห่งแสงก็ทำลายเงามืดไปจนหมดสิ้น
เปลวเพลิงของซูลี่พุ่งตรงไปยังตัวเฮยหลางและในเสี้ยววินาที เสียงะเิดังขึ้นกึกก้องพร้อมกับพลังที่ถาโถม
ในขณะที่การต่อสู้กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดซูลี่ยังคงรู้สึกถึงพลังที่ลุกโชนอยู่ในตัว
เธอพยายามควบคุมมัน แต่ทุกครั้งที่เธอพยายามทำเช่นนั้นกลับมีพลังบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และร้อนแรงะเิออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้
จนทำให้การควบคุมตัวเองกลายเป็เื่ยากขึ้นเรื่อยๆ เปลวเพลิงนกฟีนกซ์ทำให้สหายที่มาใหม่ต่างอ้าปากค้าง
เปลวเพลิงนี้สูงขึ้นๆ พร้อมปีกทั้งสองข้างของซูลี่ขยายกางปีกอย่างสง่างามจุดแดงที่แต้มบนหน้าผากที่บ่งบอกว่าเป็เซียนระดับล่างตอนนี้แปลเปลี่ยนเป็สัญลักณ์เผ่านกฟีนิกส์อย่างสมบูรณ์เปลวเพลิงจากตัวหญิงสาวเริ่มลุกลามขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆแล้วเริ่มเผาไหม้สิ่งรอบข้าง
“ซูลี่! ต้องหยุดมัน!" เสียงหลิงชางซูะโอย่างสุดเสียง
จากการชื่นชมความงามของนกฟีนิกส์ในตำนานไม่นานนักเหล่าสหายเริ่มมองหน้ากันเห็นท่าจะไม่ดีเสียแล้ว
“เธอควบคุมพลังไม่ได้” ซ่งหลิงอันะโบอกเหล่าสหายของเขา
“ ไฟนั่นมันกำลังจะเผาไหม้ร่างเธอ” อวิ๋นหลัว ชี้มือไปที่ซูลี่ให้ทุกคนมองตาม
“ทำเช่นไรดีไฟนี่จะทำลายทุกสรรพสิ่งในดินแดนแห่งนี้” อวิ๋นหลัวพูดอย่างตื่นตระหนกอีกครั้ง
“ซูลี่! ควบคุมลมหายใจ!" หลงเฟยอวิ๋นะโ ขณะที่เขากำลังยับยั้งพลังของเธอด้วยท่าทีที่เปี่ยมด้วยความเครียด
แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากการเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้
เปลวไฟฟีนิกส์ที่รุนแรงเริ่มขยายออกไป โดยที่มันแผดเผาร่างกายเธอทุกส่วนเธอรู้สึกเ็ป แต่อย่างไรก็ไม่สามารถควบคุมได้
ลมร้อนจากเพลิงที่ลุกโชนทำให้ต้นไม้รอบข้างไหม้เกรียมทันทีเสียงะเิดังขึ้นทุกครั้งที่ไฟฟีนิกส์ชนเข้ากับสิ่งรอบข้าง
ความร้อนจากเปลวไฟได้ทำให้ทุกคนในกลุ่มเริ่มรู้สึกถึงความอันตรายที่ซูลี่ไม่สามารถควบคุมได้
หลงเฟยอวิ๋นรู้ว่ามันเป็สิ่งที่เขาต้องทำ เขาต้องเข้ามาช่วยซูลี่เขาพุ่งตัวเข้าไปในวงจรแห่งไฟของเธอ
ในขณะที่ไฟจากตัวเธอเริ่มพุ่งเข้าหาทุกสิ่งรอบตัวและสิ่งที่เขาต้องทำคือการลดทอนพลังนั้นให้กลับมาสู่ภาวะปกติ
“หยุดเถอะ ซูลี่!” เขากระชากเสียงอย่างเต็มที่ขณะที่ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดิน เปลวไฟสีทองที่มาจากพลังของเขากระจายไปทั่วทั้งสองพยายามที่จะควบคุมและป้องกันไม่ให้พลังที่ออกจากซูลี่ทำลายทุกสิ่ง
แต่ในขณะเดียวกัน พลังที่มาจากตัวของซูลี่ก็ไม่ได้ลดลงมันเหมือนการะเิที่ไม่สามารถหยุดได้
จนกระทั่งในที่สุดหลงเฟยอวิ๋นตัดสินใจใช้พลังที่เขาซ่อนไว้ พลังเทพสุริยะที่เขาพยายามปกปิดมันเอาไว้
"พลังสุริยะ... ใช้พลังนี้ตอนนี้" หลงเฟยอวิ๋นพูดเบาๆใบหน้าของเขาตึงเครียด ขณะพลังแสงสีทองเริ่มเปล่งออกจากร่างกายของเขา
เสียงะเิดังสนั่นอย่างรุนแรงและแสงจากพลังเทพสุริยะส่องสว่างไปทั่วรอบตัวซูลี่รู้สึกถึงพลังที่ปะทะเข้ากับร่างกายของเธอมันเป็พลังที่เต็มไปด้วยความร้อนและพลังมหาศาลที่ยากจะเชื่อได้แต่เมื่อมันััเข้ากับตัวเธอ กลับทำให้ไฟที่เธอปลดปล่อยออกมาค่อยๆ สงบลง
ท่ามกลางแสงสว่างจากพลังเทพสุริยะ ซูลี่ลืมตาเห็นภาพของตัวเอง...ร่างกายของเธอที่ถูกคลุมด้วยเปลวเพลิงแห่งฟีนิกส์ที่แผ่ขยายออกไปเป็วงกว้างพร้อมกับภาพของเหล่าสหายที่ยืนอยู่รอบตัวในสภาพที่เต็มไปด้วยความกังวลแต่พลังที่ไหลอยู่ในตัวเธอก็ค่อยๆ คลี่คลายลงเมื่อ หลงเฟยอวิ๋นกอดเธอไว้ และค่อยๆดับลงในที่สุด
ซูลี่ได้รับาเ็เป็แผลตามแขนและแผ่นหลังเพราะพลังเพลิงฟินิกส์ยังไม่รวมเป็หนึ่งเดียวกับเธอ
"เ้าทำได้แล้ว ซูลี่" หลงเฟยอวิ๋นกล่าวพร้อมความโล่งใจเมื่อเห็นการควบคุมพลังของเธอเริ่มกลับคืน
เขาประคองเธอเอาไว้ ซูลี่เองก็ไม่ได้ขัดขืนที่จะใช้ร่างของหลงเฟยอวิ๋นพยุงร่างเธอตอนนี้เสมือนพวกเขาทั้งสองกำลังโอบกอดกันและกัน
“ ซูลี่ เป็อย่างไรบ้าง ” หลิงชางซูถามอย่างห่วงใยพร้อมเดินแทรกกลางระหว่าง หลงเฟยอวิ๋น และ ซูลี่
เขาประคองน้องสาวบุญธรรมเอาไว้แทนเสียเอง
“ข้าเจ็บนิดหน่อย ท่านพี่เป็เช่นไรบ้าง เจ็บมากหรือไม่” ซูลี่ถามกลับไปดย่างห่วงใยเช่นกัน
หลงเฟยอวิ๋นเองก็เพิ่งจะรู้ครานี้ว่า หากฝืนใช้พลังตอนที่เธอยังไม่พร้อมที่จะควบคุมมันร่างกายของซูลี่เองก็จะโดนแผดเผาไปด้วย
ตามที่นักพรตผู้ถือคฑายู่อี่นั้นได้กล่าวไว้ ว่าหากพลังของซูลี่ถูกใช้อย่างถูกต้องโลกอาจพบกับรุ่งเรืองนิรันดร์หากผิดพลาด...เพลิงแห่งการทำลายจะเผาผลาญทุกสิ่งจนสิ้น
“พวกเ้าสองคนให้ข้าตรวจดูอาการหน่อยเถอะ”อวิ๋นหลัวพูดอย่างกระตือรือล้น พร้อมก้าวเข้าไปตรวจอาการของซูลี่และหลิงชางซู
เธอทาาแให้ซูลี่อย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยิบเม็ดยาสีชมพูเล็กๆขึ้นมาและส่งให้ซูลี่กิน
“ทานเม็ดยานี่เถอะ ข้ารับรองว่ามันจะช่วยได้”
ซูลี่รับเม็ดยามากินอย่างเชื่อใจ และทันทีที่เม็ดยาัักับร่างกายแผลที่ได้รับจากการต่อสู้ก็เริ่มหายสนิทอย่างรวดเร็ว
“โห หมอเทวดา สมคำร่ำลือจริงๆ”หลิงชางซูพูดพลางยกมือคารวะอวิ๋นหลัวอย่างจริงใจสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคารพในฝีมือการรักษาของเธอ
อวิ๋นหลัวยิ้มอย่างพอใจ "ข้าแค่ทำตามหน้าที่น่ะ"
เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่ในใจเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเมื่อเห็นอาการของซูลี่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซูลี่มองแผลที่หายไปแล้วด้วยความประหลาดใจ
"ข้าไม่เคยเห็นยาแบบนี้มาก่อนเลย ขอบคุณมากจริงๆ"เธอพูดด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะหันไปมองหลิงชางซูและยิ้ม
หลิงชางซูยังคงยิ้มไม่หาย เขาไม่เคยเห็นการรักษาที่รวดเร็วแบบนี้มาก่อนแต่ในใจเขารู้สึกว่ามันน่าอัศจรรย์มากๆ
และการมีอวิ๋นหลัวอยู่ข้างๆ มันทำให้เขาวางใจ
"แล้วข้าเล่า...ฉไหนเ้าไม่เห็นรักษาอาการาเ็ให้ข้าบ้าง" หลิงชางซูทักท้วงหลังเห็นอวิ๋นหลัวเก็บขวดยาลงย่ามของเธอ
อวิ๋นหลัวหันมายิ้มอย่างขบขัน พร้อมส่งผ้าเช็ดหน้าของเธอให้เขา
"การรักษาเ้าก็เพียงแค่เช็ดคราบเืตรงมุมปากนั่นออกเสียเถอะ"เธอพูดด้วยน้ำเสียงเจือไปด้วยความขบขัน
หลิงชางซูรับผ้าเช็ดหน้ามาแล้วพูดแก้เก้อด้วยท่าทางไม่ค่อยเต็มใจนัก
"ข้าแข็งแรงซินะ" เขายิ้มอย่างขบขันแต่ก็รับผ้าเช็ดหน้ามาอย่างไม่ปฏิเสธ
อวิ๋นหลัวหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ"ข้าแค่ไม่อยากทำให้เ้าอายหรอกนะ"
เธอพูดพร้อมยักคิ้วให้อย่างขี้เล่นก่อนจะหันกลับไปจัดการกับสิ่งที่เธอทำอยู่ต่อไป
หลิงชางซูยังคงยิ้มขำๆแต่ในใจรู้สึกดีที่ได้อยู่ท่ามกลางคนที่สามารถทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดค่อยๆคลายลงได้อย่างเป็ธรรมชาติ
“ทำไม หลงเฟยอวิ๋น ถึงมีพลังเทพสุริยะ” เหยียนจ้าวหลงตั้งคำถามขึ้นอย่างสงสัยหลังจากที่การรักษาาแให้ซูลี่ผ่านพ้นไปแล้ว
ทุกคนเองก็รอฟังคำตอบจากเขา
หลงเฟยอวิ๋นเป็เมล็ดพันธุ์จิตเทพสุริยะ เขามีพลังบางส่วนของเทพสุริยะแต่เขาพยายามจะไม่ใช้มัน และแอบซ่อนพลังนั้นเอาไว้เพราะมันจะเป็การเร่งให้พญาจอมมารไป๋หลงเทียนติดตามเขาและซูลี่ได้ง่ายขึ้นและเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการขัดแย้งกับกลุ่มเหล่าเซียนด้วยเซียนแต่ละสำนักมีความโลภ อยากได้พลังเปลวเพลิงเทพสุริยะถึงแม้เขาจะมีพลังแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของจอมเทพ แต่มันก็มากพอที่จะก่อความวุ่นวายการแย่งชิงให้เกิดขึ้น
“………” หลงเฟยอวิ๋น เลือกที่จะเงียบไม่ตอบคำถามไดๆ
หลิงชางซูกระแอมหนึ่งครั้งก่อนตบไหล่ เหยียนจ้าวหลง ผู้ตั้งคำถาม
“สิ่งใดควรรู้ สักวันย่อมเผยแก่ใจผู้แสวงหา แต่สิ่งใดไม่ควรรู้ ผู้มีปัญญาอย่าปล่อยวาจาถาม ให้บั่นทอนโชคชะตา” ซ่งหลิงอันกล่าวด้วยน้ำเสียงขบขันก่อนจะตบไหล่เบาๆเหยียนจ้าวหลง อีกคน
เหยียนจ้าวหลง หน้าบูดบึ้ง แต่ก็ไม่เอ่ยถามสิ่งไดอีก อวิ๋นหลัวเห็นสหายทั้งสองตบไหล่ของเหยียนจ้าวหลง จึงเดินเข้าไปตบไหล่เขาอีกคน
“ข้าควรกล่าวอะไรดี” อวิ๋นหลัวพูดอย่างซื่อๆแต่นั่นกลับทำให้บรรยากาศดีขึ้น ซูลี่และเหล่าสหายต่างหัวเร๊าะ
เหยียนจ้าวหลงเองก็แอบยิ้มไปด้วย
“อวิ๋นหลัว เ้าไม่เข้าข้างข้าก็แล้วไป ไยมาแกล้งข้าอีกคนเล่า”เหยียนจ้าวหลงพูดพลางอมยิ้ม แสดงให้เห็นถึงความขบขันในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
อวิ๋นหลัวกระพริบตาปริบๆ พร้อมส่ายหน้า “ข้าไม่เคยแกล้งใครอาจารย์ข้าบอกว่าการกลั่นแกล้งคนอื่นเป็คนชั่ว”
คำพูดของหญิงสาวทำให้ซูลี่หัวเราะเสียงดังเพราะคำพูดของอวิ๋นหลัวนั้นตรงไปตรงมาและไม่เกรงใจใคร
เสมือนการแอบด่าทั้งหลิงชางซูและซ่งหลิงอันในเวลาเดียวกัน
หลิงชางซูที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ฟังคำพูดนั้นแล้ว ก็รู้สึกถึงความไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็อดยิ้มไม่ได้ เขารู้ว่ามันเป็แค่คำพูดขำๆแต่ก็รู้สึกถึงความสนุกสนานในวงสนทนา ซึ่งทำให้บรรยากาศรอบๆ ดูผ่อนคลายลงได้
“เ้าคงจะต้องระวังคำพูดบ้างนะ อวิ๋นหลัว”หลิงชางซูพูดขำๆ สายตาของเขายังจับจ้องไปที่หญิงสาวที่ยังคงทำหน้าตาซื่อๆ อยู่
ซูลี่ที่หัวเราะจนท้องเจ็บ หันไปมองหลิงชางซูแล้วพูดว่า
“ท่านพี่ก็ไม่ต้องโกรธหรอกนะ ข้าเห็นว่ามันก็ขำดี”
อวิ๋นหลัวยิ้มเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเหยียนจ้าวหลงที่ยังคงยิ้มอยู่ไม่หาย
อวิ๋นหลัวยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดแก้คำพูดของตัวเองใหม่
"ข้าแค่พูดตามความจริง ไม่ได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้งใคร"
สถานการณ์นั้นทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความสนิทสนมและความผ่อนคลายในกลุ่ม
บางครั้งการพูดจาตรงไปตรงมาแบบอวิ๋นหลัวก็ทำให้สถานการณ์ดูน่าสนุกขึ้นมาได้