“พี่หญิง ท่านเข้าใจผิดแล้วข้ากับคุณชายเจียงเป็นเพียงสหายกันเจ้าค่ะ”
มู่ชิงอวิ้นโบกมือของนางไปมาพลางกล่าวเสียงเบา
ฮวาเหยียนมิได้เอ่ยคำใด
เจียงจื่อเฮ่าเบิกตาจ้องเขม็ง“มู่อันเหยียน เหตุใดความคิดของเจ้าจึงโสมมเยี่ยงนี้?ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับแม่นางชิงอวิ้นนั้นบริสุทธิ์ใสสะอาดจะปล่อยให้เจ้าใส่ร้ายป้ายสีได้อย่างไร ข้า...เจ้า กลับมาเดี๋ยวนี้ข้ายังพูดไม่จบ!”
เจียงจื่อเฮ่าหน้าแดงก่ำพลางตะเบ็งเสียงตะโกน สุดท้ายจึงตระหนักได้ว่าตนยังพูดไม่ทันจบฮวาเหยียนก็ยกเท้าเดินจากไปแล้ว...
ทิ้งเขากับมู่ชิงอวิ้นให้อยู่ที่เดิม
ท่าทีเช่นนี้สามารถทำให้คนโกรธจนระเบิดได้เลยจริงๆ
ดวงตาที่หลุบลงของมู่ชิงอวิ้นสั่นไหวนางค้นพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับมู่อันเหยียนในตอนนี้ แม้แต่การปฏิบัติอย่างขอไปทีอีกฝ่ายก็ยังไม่เต็มใจทำเช่นนั้น
อันที่จริงตั้งแต่พี่หญิงกลับมานางก็ระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง ทีแรกมู่อันเหยียนยังนับว่าเป็นมิตรกับนางอยู่บ้างทว่ามิรู้ตั้งแต่เมื่อใดที่พี่หญิงค่อยๆ เหินห่างจากนางมากขึ้นเรื่อยๆ?
ดวงตาของมู่ชิงอวิ้นซับซ้อนสับสนนางคิดพิจารณา เป็นวันนั้น วันที่นางมาเยือนเรือนชิงเฟิงแล้วเตะเสี่ยวไป๋
หลังจากนั้นพี่หญิงก็เปลี่ยนไปมีท่าทีเฉยเมยต่อนาง
มู่ชิงอวิ้นยืนอยู่ใต้เงานางกัดฟันกรอดอย่างดุดัน รู้สึกไม่เต็มใจอยู่บ้างอย่างดีนางก็เป็นถึงลูกพี่ลูกน้องที่เรียกอีกฝ่ายว่าพี่หญิง แต่ในใจของพี่หญิงเล่าแม้แต่สัตว์เล็กๆ ตัวหนึ่งนางยังเทียบมิได้เลยหรือ?
“แม่นางชิงอวิ้นพี่หญิงของเจ้าช่างหยาบคายเสียจริง อย่างน้อยนางก็เป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่”
เจียงจื่อเฮ่าพูดอย่างโกรธเคือง
เมื่อเอ่ยถึงมู่อันเหยียนท้องของเขาก็เต็มไปด้วยโทสะ
“คุณชายเจียงอย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ พี่หญิงได้รับความลำบากมาก่อนมิง่ายเลยที่จะกลับมายังตระกูลมู่ของเราได้ นิสัยของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าแท้จริงแล้วพี่หญิงเป็นคนดียิ่งนะเจ้าคะ”
มู่ชิงอวิ้นกล่าวไปยิ้มไป
เจียงจื่อเฮ่ามองใบหน้ายิ้มแย้มของมู่ชิงอวิ้นเขาตกอยู่ในภวังค์ “แม่นางชิงอวิ้นช่างมีจิตใจงดงามจริงๆ...”
“คุณชายเจียงกล่าวชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ชิงอวิ้นหัวเราะคิกคักพลางกวาดมองไปโดยรอบนางหลุบนัยน์ตาลงก่อนเงยหน้าด้วยท่วงท่างดงาม
เจียงจื่อเฮ่ามองจนตาค้าง...
“คุณชายเจียงไปทานอาหารกันเถิด ข้าสั่งห้องครัวเล็กให้อุ่นอาหารให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ชิงอวิ้นคล้ายไม่เห็นแววตาที่ส่องประกายของเจียงจื่อเฮ่านางเปิดปากกล่าวเสียงเบา
“อืม ย่อมได้แม่นางชิงอวิ้นช่างใส่ใจนัก”
เจียงจื่อเฮ่าพยักหน้ารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในอก
...
“คุณหนูรองมีคนส่งจดหมายมาทางประตูข้าง บอกว่าส่งถึงคุณหนูรองขอรับ”
มู่ชิงอวิ้นและเจียงจื่อเฮ่าพากันเดินมาถึงทางเข้าห้องอาหารแล้วตอนมาถึงก็พบทหารที่เฝ้าประตูข้างยื่นจดหมายมาให้
มู่ชิงอวิ้นยกมือขึ้นรับจดหมาย
“เป็นผู้ใดส่งมาหรือ?” เจียงจื่อเฮ่าสอบถาม
“ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
มู่ชิงอวิ้นส่ายหัวพลางเปิดจดหมายในมือด้วยความสงสัยเพียงเหลือบสายตามองเนื้อหาในจดหมาย สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนทันใด
เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายไม่สู้ดีนักเจียงจื่อเฮ่าก็คิดจะก้าวเข้าไปใกล้นางผู้ใดจะรู้ว่ามู่ชิงอวิ้นกลับมีปฏิกิริยาตอบกลับรุนแรงยิ่ง นางกำจดหมายในมือแน่น “คุณชายเจียง ท่านเข้าไปรับประทานอาหารก่อนเถิด หากพลาดไปอีกครา กับข้าวก็คงเย็นหมดแล้วนี่เป็นจดหมายจากพี่น้องของข้านัดข้าออกไปเที่ยวทะเลสาบในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเจ้าค่ะ”
มู่ชิงอวิ้นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เจียงจื่อเฮ่าเกาศีรษะ“ทะเลสาบเทียนโหย่วร้อนไม่น้อยเลย”
เขาถอนหายใจ
ทว่ายามนี้มู่ชิงอวิ้นมีเรื่องในใจนางจึงกล่าวว่า “ข้ายังมิได้ตัดสินใจ เพียงอยู่ในขั้นตอนพูดคุยเท่านั้นเจ้าค่ะใช่แล้ว คุณชายเจียง ข้านึกขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องต้องรีบไปทำ มิอาจอยู่ทานข้าวเป็นเพื่อนท่านได้แล้วท่านรีบไปทานเถิดเจ้าค่ะ”
“อ้อแม่นางชิงอวิ้นมีธุระ เช่นนั้นก็รีบไปจัดการก่อนเถิด”
แม้ในใจเจียงจื่อเฮ่าจะรู้สึกผิดหวังไปชั่วครู่ทว่าบนใบหน้ากลับคงไว้ซึ่งรอยยิ้มใจกว้าง เขาโบกมือไปมาพลางกล่าว
“เจ้าค่ะ”
มู่ชิงอวิ้นพยักหน้าก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินจากไป
เจียงจื่อเฮ่าเข้าไปในห้องอาหารอย่างเซื่องซึมจู่ๆ เขาก็รู้สึกสูญเสียความอยากอาหารไปเสียแล้ว
...
อีกด้านหนึ่งมู่ชิงอวิ้นรีบพุ่งกลับมายังห้องของตนโดยกำจดหมายเอาไว้แน่น ทั้งร่างของนางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ราวกับจะล้มแม้ดื่มชาเข้าไปสามถ้วยแล้วก็ยังมิอาจทำให้ร่างกายกลับมาอบอุ่นได้
ใบหน้าของนางซีดขาวไร้โลหิตกระทั่งมือของนางก็เหยียดเกร็งจนเห็นเส้นเลือด
นางหอบหายใจหนักโดยไม่รู้ตัวเปิดหัวจดหมายที่กำแน่นเอาไว้ในมือขึ้นอีกครั้ง ด้านในมีตัวหนังสือเล็กๆเพียงบรรทัดเดียว นัดพบนางที่อ่าวดอกบัวตอนสิ้นเดือน ตรงท้ายจดหมายประทับตราสัญลักษณ์พิเศษเอาไว้
ดวงตาของมู่ชิงอวิ้นฉายแววสับสนเล็กน้อย
เพราะจดหมายฉบับนี้นางจึงเสียกิริยาไปนางนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เป็นเรื่องที่นางเก็บซ่อนเอาไว้ถึงสี่ปี คราแรกนางตั้งใจว่าจะไม่เอ่ยถึงมันอีกแต่คนผู้นั้นกลับส่งจดหมายนัดแก่นาง นี่ย่อมมิใช่เรื่องดีแน่
เหตุใดเหตุใดคนผู้นั้นจึงกลับมาหานางอีก!
เวลาล่วงเลยมาสี่ปีเดิมทีคิดว่าเรื่องนี้จบสิ้นไปแล้ว แต่ไม่นึกว่าคนผู้นั้นจะกลับมาหานางอีกครา...
นางควรทำเช่นไรดี?
มู่ชิงอวิ้นฟุบลงกับโต๊ะนางกุมศีรษะของตนเองด้วยมือทั้งสองข้าง ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เปล่งแสงสว่างขึ้นมาใช่แล้ว! การแต่งงาน ขอเพียงนางกลายเป็นชายารองขององค์ไท่จื่อได้สำเร็จ คนผู้นั้นก็มิอาจบีบบังคับนางไว้ได้อีก...
...
จีอู๋ซวงมุ่งตรงไปที่จวนไท่จื่อทันทีหลังออกจากหออู๋หมิง
เนื่องจากสงครามทางชายแดนเหล่าขุนนางจึงพากันตบเท้าเข้าวังเพื่อหารือ ตี้หลิงหานเองก็ไม่มีข้อยกเว้น กว่าจะกลับถึงจวนจีอู๋ซวงก็รอเขาอยู่เป็นนาน
“ได้ยินว่าเจ้ารออยู่นานทีเดียวมีเรื่องใดหรือ?”
ตี้หลิงหานถอดเสื้อคลุมขุนนางออกเขามองจีอู๋ซวงก่อนเปิดปากกล่าว
วันนี้จีอู๋ซวงดูต่างจากปกติเล็กน้อยเขาไม่ช่างพูดเหมือนเคย ทว่าเมื่อคิดถึงเรื่องสงครามบริเวณชายแดนรวมถึงเรื่องวันที่พิษใกล้กำเริบ การที่เขาเงียบขรึมเช่นนี้จึงนับว่ามิแปลกอันใด
แต่นึกไม่ถึงว่าพริบตาต่อมาที่ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับตี้หลิงหานเขาจะกล่าวว่า “อาหาน ข้าขอถามเจ้าสักข้อ”
ตี้หลิงหานเลิกคิ้วส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายถามได้
ดังนั้นจึงได้ยินจีอู๋ซวงกล่าวว่า“เจ้าคิดว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เป็นคนเยี่ยงไร?”
ตี้หลิงหานไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามนี้เขาหวนนึกถึงเรื่องเมื่อกลางวันยามสตรีผู้นั้นบุกมาที่จวนของเขาด้วยท่าทางโอ้อวดเต็มกำลังใบหน้าของเขาปราศจากอารมณ์ “กล่าวถึงนางเพื่ออันใด?”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เต็มใจจะเอ่ยถึงนาง
“แค่อยากฟังความคิดเห็นของเจ้า”
จีอู๋ซวงกล่าว
ตี้หลิงหานรู้สึกว่าท่าทีของจีอู๋ซวงค่อนข้างผิดแปลกเขานั่งลงจิบชา ขมวดคิ้วพลางพูด “ปากหวานก้นเปรี้ยวเจ้าเล่ห์เพทุบาย รอยยิ้มซ่อนมีด มีอุบายหลอกลวงมิรู้จบ...”
ตี้หลิงหานกล่าวจบภายในลมหายใจเดียวปากของจีอู๋ซวงอ้าค้างโดยไม่รู้ตัว
“มะ มิได้เกินจริงถึงเพียงนั้นกระมัง”
จีอู๋ซวงตกใจ
ตี้หลิงหานค่อยๆเหลือบตาขึ้นมอง “ไร้ยางอาย คางคกขึ้นวอ ได้คืบจะเอาศอก ล้วนหมายถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ทั้งสิ้น”
รัชทายาทหนุ่มแทงอีกฝ่ายซ้ำอีกหน
จีอู๋ซวงกลืนน้ำลายลงคอลองถามอีกครา “อาหาน เจ้าเกลียดคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“เจ้าว่าอย่างไรเล่า?”
คำถามนี้คล้ายกล่าวด้วยอารมณ์สงบนิ่งแต่แท้จริงกลับเผยให้เห็นถึงความเย็นยะเยือกที่พาให้คนรู้สึกหนาวเหน็บ
จีอู๋ซวงสูดลมหายใจก่อนเอ่ยถามอีกครั้ง “อาหาน ข้าขอถามสักหน่อย เรื่องที่เจ้าลงนามในสัญญากับมู่อันเหยียนแห่งตระกูลมู่ข้าทราบดี เรื่องที่นางรวบรวมเงินสามล้านตำลึงได้ครบแล้ว ข้าก็ทราบ อิงตามหลักเหตุผลแล้วหากนางจัดการเรื่องที่เจ้าจงใจทำให้ลำบากได้สำเร็จ เช่นนั้นสัญญาก็ควรถูกยกเลิกไป...”
“ตกลงแล้วเจ้าต้องการพูดอันใดกันแน่?”