ตลอดเวลาที่จางเหมยร่ายยาวอยู่นั้นจี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่ปริปากพูดเลยแม้แต่คำเดียว
ฟางเจี๋ยแอบใช้หางตาชำเลืองมองอย่างระมัดระวังก่อนพบว่าดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเลื่อนลอยคล้ายกำลังเหม่อแต่เขารู้ดีว่าสีหน้าแบบนี้ของประธานจี้มักจะเกิดขึ้นยามที่เจ้าตัวกำลังหวนนึกถึงเรื่องบางอย่างอยู่
เขารู้เท่าทันนิสัยของจี้เยี่ยนจื๋อแต่จางเหมยไม่ได้เข้าใจด้วย
เมื่อเห็นว่าจี้เยี่ยนจื๋อยังคงมีท่าทีเย็นชาสม่ำเสมอรอยยิ้มบนหน้าของเธอก็จางลงอย่างเห็นได้ชัด “งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้วฉันยังมีธุระต้องไปจัดการต่อ คงไม่รบกวนเวลาของประธานจี้แล้วล่ะค่ะ”
จี้เยี่ยนจื๋อได้สติเขามีท่าทีเหมือนจะเอ่ยปาก แต่สุดท้ายกลับพูดเพียงว่า“ตามสบายครับประธานจาง”
หลังจากจางเหมยจากไปทั้งสองก็หมุนตัวเดินออกมา
ฟางเจี๋ยพยายามคาดเดาสีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลางเอ่ยถามเสียงเบา “ประธานจี้ครับเรื่องที่ประธานจางพูดเมื่อครู่ คุณชายรองไม่เคยบอกคุณมาก่อนเลยเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“เคยบอก” เพียงแต่เขาแอบพูดในใจเพราะกลัวว่าฉันจะไม่เชื่อ...
คำตอบนั้นทำเอาฟางเจี๋ยถึงกับงุนงงในเมื่อประธานจี้ทราบเรื่องอยู่ก่อนแล้ว แต่ทำไมเมื่อครู่สีหน้าถึงได้...
“ประธานอู๋”
สามคำที่จู่ๆก็โพล่งออกมาทำเอาฟางเจี๋ยสะดุ้ง เขาเงยหน้าขึ้นฉับพลันและทันเห็นประธานอู๋ที่กำลังเบี่ยงตัวหนีพอดี
จี้เยี่ยนจื๋อเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายก่อนน้ำเสียงเจือแววหยอกเย้า “บังเอิญเหลือเกินนะครับไม่นึกเลยว่าคุณจะมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย”
ประธานอู๋อยากจะหลบแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วในใจก่นด่าว่าโชคร้ายแท้ๆ แต่พอหันหน้ามากลับปั้นหน้าตื่นเต้นยินดี“ประธานจี้ ไอหยา บังเอิญจริงๆ ครับ ถ้าผมรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่ผมคงรีบมาหาตั้งนานแล้ว”
ฟางเจี๋ยพยายามกลั้นใจไม่ให้กลอกตาปากก็พูดไปเรื่อย ทว่าเมื่อครู่ยังคิดจะแอบชิ่งหนีอยู่เลยแท้ๆ
…………….
ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่มเพียงครึ่งชั่วโมงในที่สุดจางซวี่ก็พบตัวจี้ทิงที่มุมโซฟาในห้องพักรับรอง
“เฮ้! นายมาแอบอยู่นี่เองเหรอเนี่ย”
จี้ทิงปิดโน้ตบุ๊กบนตักลงพลางเอ่ยเรียบๆ“ฉันแค่กำลังดูอะไรนิดหน่อย”
จางซวี่ทำหน้ายู่ด้วยความไม่พอใจ“นายมาบ้านฉันแล้วไม่หาฉันเลยนะ อะไรกันนายจะตัดขาดความเป็นเพื่อนกับฉันจริงๆ ใช่ไหม?”
จี้ทิงไม่ยอมเสียเวลากับคำถามนั้น“นายมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?”
“ก็ข้อความที่ฉันส่งให้นายเมื่อหลายวันก่อนไง ทำไมไม่ตอบกลับมาเลยล่ะ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่มีความสนใจด้านการเงิน” เมื่อเห็นจางซวี่แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาทันตาจี้ทิงก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสริมว่า “อีกอย่างบทวิเคราะห์ตลาดหุ้นที่นายส่งมาก็แทบไม่มีข้อผิดพลาดอยู่แล้วเลยไม่มีอะไรให้ฉันต้องแก้”
ดวงตาของจางซวี่เป็นประกายขึ้นมาทันที“จริงเหรอ?”
“อืม”
สิ้นเสียงคำนั้นจางซวี่ก็โผเข้าใส่หมายจะกอดทันที จี้ทิงเบี่ยงตัวหลบพัลวันทว่าจางซวี่กลับใช้ทั้งมือและเท้าล็อกตัวเขาไว้สุดแรง
“อย่าใจดำนักสิ กอดทีเดียวจะเป็นไรไป นี่! อย่าผลักฉันสิ...”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดกันด้วยท่าทางประหลาดเสียงเย็นเฉียบของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขัดขึ้น “จางซวี่”
จางซวี่สะดุ้งโหยงเมื่อเงยหน้าเห็นว่าเป็นจางเหมย เขาก็เบะปากแสร้งทำเป็นอารมณ์เสีย“อะไรเล่า แค่เล่นกับเพื่อนแป๊บเดียว พี่ต้องดุด้วยเหรอ”
“คุณลุงกับพวกผู้ใหญ่อยู่ทางโน้น นายไปอยู่คุยกับพวกท่านซะ”
จางซวี่ยังนิ่งเฉยเขายังมีเรื่องอยากจะคุยกับจี้ทิงอีกตั้งเยอะ
ตอนนั้นเองจางเหมยก็ชูนิ้วชี้ขึ้นพร้อมสีหน้าเรียบตึง “หนึ่ง...”
ฟุ่บบบ!ลมวูบหนึ่งพัดผ่านข้างแก้มจี้ทิงไปเพียงพริบตาเดียวจางซวี่ก็วิ่งหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย
จางเหมยเก็บรอยยิ้มที่เกือบจะผุดออกมาตรงมุมปากก่อนจะยื่นมือขวาออกมา “สวัสดีจี้ทิง ฉันจางเหมยพี่สาวคนโตของจางซวี่”
จี้ทิงลุกขึ้นยืนแล้วจับมือกับเธอ“สวัสดีครับ”
“จางซวี่เล่าเรื่องก่อนหน้านี้ให้ฉันฟังหมดแล้วถึงฉันจะได้คุยกับพี่ชายนายไปแล้วรอบหนึ่งแต่ฉันคิดว่ามันจำเป็นที่ต้องมาขอบคุณนายด้วยตัวเองน่ะ”
เมื่อได้ยินคำว่า‘พี่ชาย’ แววตาของจี้ทิงก็พลันเคร่งขรึมขึ้น“เรื่องของจางซวี่ คุณบอกจี้เยี่ยนจื๋อไปแล้วเหรอครับ?”
จางเหมยเลิกคิ้วเล็กน้อยทำไมปฏิกิริยาของพี่น้องคู่นี้ถึงได้ประหลาดขึ้นเรื่อยๆ นะ
คนหนึ่งดูไม่ยี่หระแต่อีกคนกลับดูเหมือนจะเครียดขึ้นมา ดูท่าคลื่นใต้น้ำในตระกูลจี้คงจะวุ่นวายกว่าที่คนนอกเขาลือกันเยอะทีเดียว
เธอแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความผิดปกติแล้วยิ้มตอบ “ใช่จ้ะพอดีเจอกันที่บ้านคุณปู่เลยได้คุยกันนิดหน่อย”
นิ้วมือข้างลำตัวของจี้ทิงงอเข้าหากันเล็กน้อยผ่านไปสองวินาทีเขาถึงเอ่ยออกมา “เรื่องเล็กน้อยไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอกครับ”
“ถ้าอย่างนั้น วันหลังว่างๆ ก็มาเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ นะ” จางเหมยสังเกตเห็นว่าเขามีเรื่องกังวล จึงเป็นฝ่ายขอตัวจบบทสนทนา “ขอตัวก่อนนะจ๊ะ”
หลังจากอีกฝ่ายเดินจากไปจี้ทิงไม่ได้รีบไปหาจี้เยี่ยนจื๋อในทันที
เรื่องของจางซวี่ต้องทำให้คนคนนั้นสงสัยอย่างแน่นอนถ้าเขาใจร้อนวิ่งพรวดพราดเข้าไปตอนนี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มความระแวงให้จี้เยี่ยนจื๋อเสียเปล่า แทนที่จะทำตัวมีพิรุธสู้ทำเหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไม่สำคัญอะไรยังจะช่วยลดความสงสัยลงได้มากกว่า
เมื่อจี้ทิงวิเคราะห์ประเด็นสำคัญได้กระจ่างแล้วเขาจึงทรุดตัวลงนั่งรอเวลาเริ่มงานเลี้ยงด้วยท่าทีสงบดังเดิม
สิบกว่านาทีต่อมาฟางเจี๋ยก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงเข้ามาหา
“คุณชายรองครับ ประธานจี้ให้ผมมาตามคุณออกไปครับ”
“ได้ครับ”
ทั้งสองเดินออกจากอาคารระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร แต่จี้ทิงสัมผัสได้เลือนรางว่าอีกฝ่ายลอบมองเขาด้วยหางตาอยู่ตลอดเวลา ดูท่าตอนที่จางเหมยคุยกับจี้เยี่ยนจื๋อเลขาคนนี้ก็คงจะอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
เดินไปได้สักพักจี้ทิงก็พบว่าพวกเขากำลังเดินตรงไปยังประตูทางออก เขาจึงชะงักเท้า“คุณฟางครับ เราไม่ได้จะไปร่วมงานเลี้ยงเหรอครับ?”
“ประธานจี้พบกับประธานอู๋เรียบร้อยแล้วครับ เขามีธุระต้องไปจัดการต่อเลยเตรียมตัวจะกลับกันเดี๋ยวนี้เลย”
ไม่รู้ว่าจี้ทิงกำลังคิดอะไรอยู่เขาหลุบตาลงพลางพยักหน้า “ครับ”
เมื่อทั้งสองมาถึงประตูหน้าคนขับรถก็วนรถมารออยู่ก่อนแล้ว โดยมีจี้เยี่ยนจื๋อนั่งรออยู่เบาะหลัง
หลังจากรถเคลื่อนตัวออกจากตระกูลจางบรรยากาศภายในรถก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่แสนจะกระอักกระอ่วนและตึงเครียดอยู่นานแสนนาน
จนกระทั่งเกือบจะถึงคฤหาสน์จี้เยี่ยนจื๋อจึงค่อยๆ เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา “วันนี้เจอกับจางซวี่แล้วสินะ?”
“ครับ”
หลังจากจี้ทิงตอบรับจี้เยี่ยนจื๋อก็เบือนหน้ากลับมามองเขา “นายไปหัดเรียนเรื่องออปชันมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วเรียนมานานแค่ไหนแล้ว?”
“ก่อนหน้านี้เคยดูผ่านๆ ตามาบ้าง เรียนมาได้ประมาณครึ่งปีแล้วครับ”
จี้ทิงตอบออกไปเช่นนั้นทว่าสิ่งที่จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินกลับเป็น... [เมื่อปลายเดือนที่แล้วใช้เวลาไปสองชั่วโมง]
รูม่านตาในดวงตาคมกริบหดตัวลงฉับพลันแม้เขาจะมั่นใจแล้วว่าน้องชายจอมห่วยคนนี้ฉลาดกว่าที่คิดแต่คำตอบนี้ก็ยังทำให้จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกสั่นสะเทือนในใจอยู่ดี
“นาย...”
“จี้เยี่ยนจื๋อ” จี้ทิงหันกลับมามองสบตาน้ำเสียงของเขาเรียบเฉย “ที่ผมเรียนเรื่องพวกนี้เพียงเพราะจางซวี่ทำเงินผมขาดทุนในตลาดออปชันผมไม่มีจุดประสงค์อื่น และมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่พี่คิดด้วย”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววความสนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง“นายรู้ด้วยเหรอว่าฉันกำลังคิดอะไร?”
จี้ทิงไม่ได้ตอบคำถามนั้นเพียงแต่พูดต่อว่า “ไม่ว่าพี่จะเชื่อหรือไม่เชื่อแต่ผมไม่มีความสนใจในกลุ่มบริษัทซื่อลี่และจะไม่มีวันลงสนามไปแย่งชิงสมบัติกับพี่แน่”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชาไม่แน่ชัดว่าเขากำลังขำในคำพูดที่ดูน่าขัน หรือกำลังขำในตัวตนของคนพูดกันแน่
ทว่าในตอนที่เขาเตรียมจะล้มเลิกการพูดคุยอีกครั้งจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันว่า “นายคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหนีพ้นเรื่องเรียนงั้นเหรอ?”
จี้ทิงชะงักไปทันทีถึงกับสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า “อะไรนะ?”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้อตกลงก่อนหน้านี้ถือเป็นโมฆะเปลี่ยนเงื่อนไขจากมหาวิทยาลัยระดับสอง เป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อป 985 [1] แทน”
“แล้วห้องเกมของนายนั่นก็ห้ามไปอีก ถ้าฉันจับได้อีกแม้แต่ครั้งเดียวฉันจะหักเงินเดือนสวีเหรินซะ”
ฉลาดขนาดนี้ยังกล้าทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวอยู่อีกเหรอ?
จี้เยี่ยนจื๋อไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะขัดเกลาจี้ทิงไม่ได้ต่อให้ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า เขาก็ต้องดัดไอ้กระดูกห่วยๆของจี้ทิงให้ตรงเป๊ะให้จงได้!
เชิงอรรถ
[1]มหาวิทยาลัยระดับ 985 คือโครงการสร้างมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกของประเทศจีนที่ริเริ่มโดยรัฐบาลจีนในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยจีนให้ก้าวสู่ระดับสากลและเป็นศูนย์กลางการวิจัยชั้นนำ