เวยาห์ก้มหน้างุด ไม่ยอมสบตาใครราณีมองอาการนั้นแล้วก็เข้าใจได้ทันที
แม่ของอันนาน้ำตานองหน้า เดินปราดเข้ามาหาลูกสาวแล้วเงื้อมือตบหน้าอันนาอย่างแรง จนหน้าหัน เด็กสาวรู้สึกชาไปทั้งซีก ไม่ใช่เฉพาะแค่ใบหน้าแต่ร้อนวาบเข้าไปถึงหัวใจ
“อันนา ลูกกล้าทำแบบนี้กับแม่ได้ยังไงรู้บ้างไหมว่าพ่อแม่เป็ห่วงเราขนาดไหน ทำไมไม่นึกถึงใจคนอื่นเขาบ้างเลย”
“ไม่ต้องถามหรอกว่าพ่อกับแม่รู้ได้ยังไง พวกลูกทำอย่างนี้ไม่ถูกพ่อแม่เป็ห่วงมาก กลับบ้านกันเถอะ แล้วมีอะไรเราค่อยไปคุยกันที่บ้าน” พ่อของอันนาสรุป
ตลอดเวลาในรถ ราณีกับอันนาจับมือกันแน่น อันนานั่งสะอื้นตลอดทางทั้งสองได้แต่มองหน้ากันเป็ระยะ ไม่ได้พูดจาอะไรกันอีกเลย
เมื่อมาถึงหน้าบ้านอันนา แม่ของราณีก็จูงราณีลงจากรถไปแล้วหันมาพูดกับพ่อแม่อันนา “ขอบคุณนะคะที่ช่วยพาไปรับราณี”
“ไม่เป็ไรครับ” พ่ออันนาว่า“ถ้าไม่ได้คุณพวกเราก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปตามหาอันนาได้ที่ไหน”
หลังจากนั้นทั้งสามก็พากันเดินเข้าบ้านอันนาเดินก้มหน้าหายใจหายคอไม่ทั่วท้อง อย่างรู้ตัวว่าต้องโดนลงโทษหนักแต่ทว่ากลับผิดคาด
แม่พูดเสียงอ่อน “อันนาแม่กับพ่อมีเื่ต้องคุยกับลูกเยอะเลยนะกับเื่วันนี้” แม่ว่า “แต่ตอนนี้อยากให้ลูกสงบสติอารมณ์แล้วลองพิจารณาสิ่งที่ตัวเองทำวันนี้ดูอีกสักครั้ง ว่าทำถูกหรือทำผิดอย่างไรพรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาคุยกัน วันนี้ลูกไปอาบน้ำแล้วพักผ่อนก่อนเถอะนะพ่อกับแม่จะไม่รบกวนลูกอีก”
เด็กสาวจึงเข้าห้องตัวเองเก็บข้าวของเครื่องใช้เข้าที่แล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้านอนยังคงรู้สึกร้อนวูบวาบที่แก้มบริเวณที่ถูกแม่ตบ เธอลูบแก้มเบาๆ พลางสะอื้นทำไมแม่ที่ไม่เคยลงโทษเธอแรงๆ ถึงทำกับเธอแบบนี้นะ
ก่อนที่อันนาจะเข้านอน เธอรู้สึกหิวน้ำจึงเดินลงมาเพื่อจะดื่มน้ำได้ยินแม่คุยโทรศัพท์กับใครสักคนอยู่โดยเอ่ยชื่ออันนาด้วยเธอจึงหยุดอยู่ที่บันไดแล้วแอบฟังสิ่งที่แม่กำลังพูด
“ไปรับกลับมาแล้วละค่ะ พี่ไม่ต้องเป็ห่วง ค่ะ ปลอดภัยดีค่ะปกติอันนาไม่เคยไปไหนไกลๆเองได้หรอก ฉันเองร้อนใจแทบแย่ตอนแกหายไปแต่แม่ของราณีบอกว่าจะจัดการตามหาให้ ถ้าได้เื่จะรีบติดต่อมาแล้วอีกประเดี๋ยวเดียวก็ติดต่อมาจริงๆ” แม่ว่าแล้วหันมาทางบันได
อันนารีบขยับซ่อนตัวแม่ของเธอคงกำลังคุยกับคุณป้าที่อยู่ต่างจังหวัด แม่มีพี่สาวคนเดียวเวลามีปัญหาหรือเื่ไม่สบายใจอะไรก็มักจะโทรปรึกษาคุณป้าเสมอๆ
“ค่ะ ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ ฉันจะดูแลอันนาให้ดีขึ้นเองตอนนี้ก็โทรไปอายัดเงินในบัญชีไว้ก่อนแล้วเผื่อมีกรณีหนีออกจากบ้านแบบนี้อีกจะได้ไปไหนได้ไม่ไกลไม่มีเงินยังไงก็ต้องกลับบ้าน ถ้าพี่เป็ห่วง พี่จะมาเยี่ยมแกบ้างก็ได้นะคะยังไงอันนาเขาก็เป็ลูกของพี่”
เด็กสาวใจร่วงวูบเมื่อได้ยินประโยคนั้นยังไงอันนาเขาก็เป็ลูกของพี่ นี่มันหมายความว่ายังไงหมายความว่าที่จริงแล้วเธอไม่ใช่ลูกของพ่อกับแม่งั้นเหรอ
เหมือนหัวใจอันนากำลังจะแตกสลาย เธอค่อยๆย่องกลับห้องของตัวเองแล้วปิดประตูลงกลอนอย่างแ่า น้ำตาไหลพรั่งพรูอย่างนี้นี่เอง ที่เธอรู้สึกมาตลอดว่าพ่อแม่รักพี่โอมากกว่าก็เพราะอย่างนี้นี่เองที่พ่อแม่เอาแต่ตำหนิว่ากล่าวเธอ ไม่เคยให้กำลังใจกันเลยก็เพราะอย่างนี้ที่แม่ตบเธอได้ก็เพราะอย่างนี้ ที่จริงเธอเป็ลูกของคนอื่นไม่ใช่ลูกบ้านนี้
อันนาทิ้งตัวลงร้องไห้กับหมอน มือควานหาโทรศัพท์มือถือที่หัวเตียงมากดหาชื่อราณี เธอปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่อีกพักใหญ่ถึงจะตัดสินใจกดโทรออก
เสียงโทรศัพท์รอสายดังอยู่จนตัดไปครั้งหนึ่งเด็กสาวร่างผอมสูงรู้สึกแปลกใจเพราะปกติแล้วเสียงกริ่งดังไม่กี่ครั้งราณีก็จะรีบรับแล้วไม่เคยปล่อยจนตัดแบบนี้เอหรือราณีจะไปอาบน้ำ เด็กสาวคิดแล้วทิ้ง่อีก 15 นาทีค่อยกดโทรไปใหม่ คราวนี้ก็เป็เช่นเดิมเสียงรอสายโทรศัพท์ดังจนตัดไป
อันนากดโทรออกใหม่อีกครั้งด้วยความประหลาดใจคราวนี้รอสายไม่นานก็ได้ยินเสียงราณีตอบกลับมา
“ฮัลโหล อันนา” เสียงนั้นกระซิบกระซาบสั่นเครือเหมือนคนกำลังร้องไห้และนอกจากนั้นอันนายังได้ยินเสียงเหมือนคนทะเลาะกันดังลั่นอยู่ที่บ้านราณีอีกด้วยเสียงพ่อราณีะโตะคอก และเสียงแม่ของราณีร้องไห้เสียงดังสลับไปมา
“อันนา วันนี้ฉันไม่สะดวกคุยแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกันนะ” เด็กสาวได้ยินเสียงราณีพูดเบาๆเร็วรัวจนแทบฟังไม่รู้เื่แล้วก็กดวางไปดื้อๆ
เพื่อนคนเดียวที่เธอจะคุยด้วยได้ในเวลาแบบนี้ก็มีแค่ราณีเท่านั้นแต่ดูเหมือนที่บ้านราณีก็คงกำลังมีปัญหาหนักหนาสาหัสอยู่ไม่น้อยอันนาคิดก่อนจะทิ้งตัวลงนอนครุ่นคิด ถอนหายใจเฮือกใหญ่หลายครั้งด้วยความกลัดกลุ้มใจ
คืนนั้นอันนาพยายามข่มตานอนแต่นอนไม่หลับ เด็กสาวไม่เคยรู้สึกเครียดมากอย่างนี้มาก่อนเื่ที่เธอคิดมาตลอด น้อยใจมาตลอด ในที่สุดมันก็มีเค้ามูลความจริงแล้วพ่อกับแม่ไม่เคยรักเธอเหมือนที่รักพี่โอเลย เพราะเธอขี้โรคแบบนี้ อ่อนแอแบบนี้มิหนำซ้ำยังเรียนไม่เก่งแต่ที่สำคัญที่สุดคือเธอไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของพ่อกับแม่นี่เอง
เด็กสาวนอนพลิกไปพลิกมาด้วยจิตใจกระวนกระวายพยายามโทรหาราณีอีกหลายต่อหลายครั้งแต่โทรยังไงก็ไม่ติด ราณีคงปิดเครื่องไปแล้วจะว่าไปแม้เธอจะโชคร้ายยังไง แต่คงไม่เท่ากับราณี ที่ถูกพ่อทำร้ายมาตลอด
อันนานึกถึงตรงนี้แล้วก็อดสงสารเพื่อนไม่ได้ ดูเอาเถอะแม้จะถูกทำร้ายมากขนาดนั้น แต่ราณีเองก็ยังทำตัวให้สดชื่น ยิ้มแย้ม เข้มแข็งมั่นใจ คอยช่วยเหลือเธอมาได้ตลอด
ในที่สุดตลอดทั้งคืนอันนาก็ไม่ได้นอนเลยแม้แต่งีบเดียวเธอนอนลืมตาคิดเื่นั้นเื่นี้มากมายอยู่ในความมืดจนกระทั่งฟ้าเริ่มสางได้ยินเสียงนกร้องและเสียงรถราเริ่มวิ่งผ่านหน้าบ้าน โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆตัวถูกหยิบขึ้นมาดูเป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ตอนนี้มันบอกเวลาตีสี่ครึ่งแล้วอันนาก็ตัดสินใจได้
เด็กสาวจงใจลุกมาก่อนที่พ่อแม่จะตื่น เพื่อจะได้เลี่ยงไม่พบหน้าทั้งสองคนรวมทั้งโอ พี่ชายของเธอด้วย เธอรู้สึกเหนื่อย หายใจไม่ค่อยทั่วท้องแล้วยังมีอาการปวดหัวนิดหน่อย คงเพราะผลจากการอดนอน อันนารีบไปอาบน้ำแต่งชุดนักเรียนแล้วถือกระเป๋านักเรียนเดินย่องจากห้องนอนลงมาด้านล่าง
บ้านทั้งหลังเงียบสนิท เงียบอย่างที่เธอไม่คุ้นเคยอันนานึกถึงแม่ที่คอยทำกับข้าวให้ทุกคนกินตอนเช้าเหมือนกับว่าแม่คนนั้นกับแม่คนเมื่อคืนที่ตบหน้าเธอเป็คนละคนกันอย่างนั้นแหละเธอนึกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกะเืใจขึ้นมา น้ำตาก็รื้นมาที่ขอบตาบ้านนี้คงไม่มีใคร้าเธอแล้วจริงๆ
อันนาค่อยๆ แง้มประตูหน้าบ้านแล้วปิดเบาๆก่อนจะเดินออกไปรอราณีที่หน้าบ้านเพื่อจะเดินไปโรงเรียนด้วยกันหน้าบ้านซึ่งชั้นล่างเป็ร้านของชำยังปิดสนิทต่างจากปกติที่แม่ของราณีต้องมาเปิดร้านแต่เช้ามืดเตรียมจัดข้าวของขาย เธอกดออดเรียกแล้วรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีใครมาเปิดประตู
“ราณี ตื่นหรือยัง” อันนาร้องเรียกขึ้นไปยังหน้าต่างห้องของราณีที่เปิดแง้มอยู่แต่ไม่มีเสียงตอบลงมา ยิ่งทำให้เด็กสาวไม่สบายใจมากขึ้นไปอีก
“ราณี อยู่ไหม มีใครอยู่บ้างคะ” เธอร้องเรียกอีกครั้งพลางกดออดด้านข้างอีกครั้งเธอรออยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงเดินออกมาจากด้านใน แล้วแม่ของราณีก็เปิดประตูออกมา
เพียงแรกเห็น อันนาก็ถึงกับผงะใ แม่ของราณีมีาแฟกช้ำเป็จ้ำสีเขียวๆ ม่วงๆ อยู่เต็มใบหน้า มีผ้าพันแผลพันที่แขนและใบหูมีเืไหลซึมเป็รอยแดงอยู่ที่ผ้านั้น ดวงตาบวมเป่งจนแทบลืมไม่ขึ้น
“คุณน้า! คุณน้าโดนอะไรมาคะ ไปหาหมอไหมคะคุณน้า” อันนาร้องพลางเดินเข้าไปใกล้แต่หญิงตรงหน้าเดินถอยหนีเข้าไปในบ้าน เหมือนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
“หนูอันนารีบไปโรงเรียนเสียเถอะวันนี้ราณีไม่ค่อยสบายคงไปโรงเรียนไม่ได้หรอก ไม่ต้องห่วงนะเดี๋ยวน้าจะดูแลราณีเอง”
อันนายิ่งไม่สบายใจหนักเข้าไปอีก พยายามควบคุมสติก่อนจะพูดว่า “ราณีเป็อะไรคะคุณน้าหนูขอขึ้นไปดูราณีหน่อยได้ไหมคะ”
แม่ของราณีส่ายหน้าทำท่าลุกลี้ลุกลนเหมือนกำลังหวาดกลัวอะไร “ไม่เป็ไรมากนักหรอกจ้ะ หนูอันนารีบไปเถอะนะเดี๋ยวจะไปโรงเรียนไม่ทัน”
“แต่ว่า...” อันนาพยายามชะโงกหน้ามองไปด้านในแต่ก็ไม่เห็นอะไร แม้แต่เสียงน้องๆของราณีที่เคยวิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวทุกวันก็พลอยเงียบไปด้วย
จากเสียงทะเลาะรุนแรงที่ได้ยินจากโทรศัพท์เมื่อคืนทำให้อันนาเป็ห่วงราณีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนราณีเคยเป็คนที่เข้มแข็ง คอยปลอบใจช่วยเหลือเธอมาตลอด ไม่เคยแสดงความอ่อนแอแบบนั้นให้เธอเห็น
“แล้วพวกน้องๆ ไปไหนกันหมดล่ะคะคุณน้า”
แม่ของราณีส่ายหน้า ไม่ยอมตอบรีบเดินเข้าบ้านแล้วปิดประตูไว้ตามเดิม
อันนาจำต้องยอมเดินถอยห่างออกไปพลางหันหลังจะเดินไปโรงเรียนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องเรียกดังมาจากหน้าต่างชั้นบน “อันนา...เดี๋ยวก่อน”
อันนาเงยหน้าขึ้นมองลอดซอกหน้าต่างที่เปิดแง้มอยู่ แล้วก็ต้องขนลุกดวงตาแดงก่ำในนั้นมองกลับลงมา ราณีใบหน้าซีดขาวยืนปล่อยผมสีดำยาวสยายแอบอยู่ที่ซอกหน้าต่างเล็กนั้น
“รอฉันหน่อยนะอันนา เดี๋ยวฉันจะรีบแต่งตัวลงไป”
เด็กสาวยืนรออยู่หน้าบ้านเพื่อนอีกราวสิบนาทีราณีในชุดนักเรียนถักเปียคู่แบบที่เธอคุ้นเคยก็เดินออกมาหาแล้วรีบดึงแขนอันนาให้รีบออกไปจากบ้านอย่างรวดเร็ว
อันนาหันไปมองหน้าราณีเพื่อนรัก ราณีตอนนี้มีดวงตาบวมช้ำแดงก่ำรอยฟกช้ำสีเขียวๆม่วงๆ