รายงานที่ถูกขยำทิ้งบนพื้นนั้นระบุไว้อย่างชัดเจนถึงการปรากฏตัวของขบวนนักบวชที่หยุดพักแรมอยู่ห่างจากซิลเวอร์เรสเพียงห้าสิบกิโลเมตร เครื่องแต่งกายอันเป็เอกลักษณ์เ่าั้ย่อมเป็ใครไปไม่ได้นอกจากคนจาก สำนักศาสนาไรล่า
มันคือองค์กรทางศาสนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในทวีป เปรียบเสมือนเงาที่ทอดทับอำนาจการปกครองไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็เมืองขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง ต่างต้องยอมสยบให้สำนักไรล่าเข้าไปตั้งรกรากและแผ่ขยายศรัทธาประจำอยู่เสมอ จะมีข้อยกเว้นก็เพียงแค่เมืองเล็กๆ ที่แร้นแค้นและไร้อนาคตเท่านั้นที่คนพวกนี้จะมองข้ามไปอย่างไม่ใยดี
ซึ่งซิลเวอร์เรสในอดีตก็เคยตกอยู่ในเงื่อนไขอันน่าสมเพชนั้น... ทว่าในวันนี้ เมื่อความเจริญรุ่งเรืองเริ่มผลิบาน ทริสตันกลับคิดไม่ถึงเลยว่า ฝูงแร้งในชุดนักบุญ พวกนี้จะหันมาพุ่งเป้าและหมายตาเมืองของเขาเร็วถึงเพียงนี้!
ตามการคาดการณ์ของทริสตัน หากเมืองซิลเวอร์เรสยังคงรักษาอัตราการเติบโตเช่นนี้ต่อไปอีกสักหนึ่งปี ความเจริญรุ่งเรืองก็คงจะดึงดูดสายตาของสำนักไรล่าให้เข้ามาแผ่อิทธิพลได้ไม่ยาก ทว่าความเป็จริงกลับรวดเร็วจนน่าใ... เพียงห้าเดือนเศษที่เขาลงมือปฏิรูป เมืองที่เคยแห้งแล้งกลับหอมหวานพอที่จะเรียกฝูงแร้งในชุดนักบุญให้เคลื่อนไหวเสียแล้ว
คิ้วหนาขมวดมุ่นพร้อมกับความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้... หรือจะมี เกลือเป็หนอน คอยคาบข่าวไปบอกพวกมัน?
หากไร้ซึ่งสายข่าวจากภายใน มีหรือที่องค์กรที่หยิ่งทะนงตนเช่นนี้จะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขนาดนี้ เพราะเมื่อห้าเดือนก่อน ซิลเวอร์เรสยังเป็เพียงเมืองเศษซากที่ไร้ค่าในสายตาพวกมันเสียจนไม่อยากจะเสียเวลาปรายตามองด้วยซ้ำ การที่คนพวกนี้พุ่งเป้ามาที่นี่อย่างจงใจ ย่อมหมายความว่าแผนการของเขาถูกล่วงรู้ และมีใครบางคนกำลังชักศึกเข้าบ้านเพื่อบ่อนทำลายอำนาจที่เขากำลังสร้างขึ้นมา!
ใบหน้าของทริสตันเคร่งขรึมลงจนถึงขีดสุด นิ้วมือยังคงเคาะโต๊ะเป็จังหวะรัวเร็วตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก สำหรับเหล่านักปกครองแล้ว... สำนักศาสนาไรล่า มิได้เป็เพียงกลุ่มนักบุญผู้เผยแผ่ศรัทธา หากแต่เปรียบเสมือนเนื้อร้ายหรือมะเร็งร้ายที่คอยกัดกินอำนาจการปกครองจากภายในอย่างเืเย็น
การก้าวย่างเข้ามาของคนพวกนี้ไม่เคยนำพาความสงบสุขแก่นักปกครองเมืองเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำมันยังมีกระบวนการ ล้างสมอง ที่น่าสะพรึงกลัว พวกมันจะใช้ความเชื่อเข้าครอบงำประชาชนให้เทิดทูนศาสนาไรล่าเป็ตัวตนสูงสุด พร้อมกับปลูกฝังความคิดบิดเบือนให้ชาวเมืองมองข้ามหัวนักปกครอง หรือแม้แต่ตราหน้าผู้นำของตนว่าเป็พวกอธรรมและชั่วร้าย
สิ่งที่น่าปวดหัวยิ่งกว่า คือพฤติกรรมชอบก้าวก่ายอำนาจบริหาร พวกมันมักจะยื่นข้อเรียกร้องที่เห็นแก่ตัวและไร้เหตุผลกดดันให้นักปกครองต้องยอมทำตาม หากใครบังอาจขัดขืน... สำนักศาสนาไรล่าก็จะใช้อิทธิพลและศรัทธาที่มอมเมาผู้คนเอาไว้ ปลุกระดมประชาชนในเมืองให้ออกมาประท้วงก่อจราจล จนเมืองทั้งเมืองต้องตกอยู่ในความวุ่นวายเพื่อบีบให้นักปกครองของเมืองนั้นยอมศิโรราบใต้แทบเท้าของพวกมัน
แม้เหล่านักปกครองจะจงเกลียดจงชังเพียงใด แต่สุดท้ายก็มักจบลงด้วยการกล้ำกลืนความฝืนทนและยอมสยบให้แก่ความอหังการของสำนักศาสนาไรล่า องค์กรแห่งนี้หยั่งรากฝังลึกมานานกว่าสี่ทศวรรษ จนบัดนี้มีขุมกำลังทหารประจำการส่วนตัวที่เกรียงไกรในระดับที่น่าสะพรึงกลัว
ทว่าสิ่งที่น่าหวั่นเกรงยิ่งกว่ากองกำลังทหาร คือเหล่าผู้ศรัทธาในทุกหัวเมืองที่ถูกมอมเมาด้วยคำพูดล้างสมองจนหมดสิ้นความเป็ตัวของตัวเอง เพียงแค่นักบวชในเมืองขยับปากสั่งให้ก่อความจลาจลหรือจับอาวุธขึ้นสู้รบ ประชาชนเ่าั้ก็พร้อมจะแปรพักตร์และอุทิศตนเป็เครื่องมือให้แก่นักบวชเ่าั้ด้วยความศรัทธาอย่างถวายหัว
พิษร้ายจากการล้างสมองนั้นรุนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าที่เหล่านักปกครองรุ่นก่อนจะไหวตัวทัน กว่าจะมองออกถึงภัยร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้หน้ากากนักบวช ทุกอย่างก็สายเกินแก้เอาเสียแล้ว บรรดานักปกครองเมืองจึงทำได้เพียงประคับประคองสถานการณ์ไปวัน ๆ ยอมประนีประนอมและเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อแลกกับความสงบสุขจอมปลอมที่สำนักศาสนาไรล่าหยิบยื่นให้
ทริสตันฟาดกำปั้นลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังสนั่นจนข้าวของกระจัดกระจาย แรงอารมณ์ที่สุมอยู่ในอกะเิออกมาเป็ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“มันช่างน่าขันสิ้นดี! คนพวกนี้ไม่เคยขยับตัวมาช่วยเหลืออะไรชาวเมืองเลยสักนิด ไม่เคยสร้าง ไม่เคยพัฒนา มีดีเพียงอย่างเดียวคือการใช้ลิ้นปลิ้นปล้อนกล่อมประสาทล้างสมองผู้คนไปวัน ๆ แต่กลับคว้าเอาศรัทธาไปครองได้มากกว่าผู้ที่ต้องลงแรงสร้างเมืองด้วยความยากลำบากเสียอีกงั้นหรือ?”
แววตาของเขาคมปลาบราวกับใบมีด ทริสตันกัดฟันกรอดพลางประกาศเจตนารมณ์อันแข็งกร้าวออกมาอย่างไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน
“เราจะไม่มีวันยอมให้ มะเร็งร้าย ในคราบนักบุญพวกนี้ก้าวเข้ามาเหยียบย่ำดินแดนของเราได้เป็อันขาด! ซิลเวอร์เรสเป็ของข้า และศรัทธาของชาวเมืองจะต้องขึ้นตรงต่อความอิ่มท้องและความเป็จริงตรงหน้าเท่านั้น ไม่ใช่คำลวงที่กินไม่ได้ของพวกมัน!”
ทริสตันั้แ่ได้อ่านรายงานจบก็มีคำสั่งด่วนให้อาร์วินมาเข้าพบด่วนที่สุด ไม่นานนักอาร์วินก็รีบมาเข้าพบ เมื่อมาถึงอีกฝ่ายก็โค้งตัว กำลังจะเอ่ยปากพูด แต่เสียงของทริสตันดังขึ้นมาก่อน
“อาร์วิน! มีข่าวด่วนจากหน่วยลาดตะเวนแจ้งมาว่าพวกสำนักศาสนาไรล่ากำลังมุ่งหน้ามายังดินแดนของเรา... ตอนนี้พวกมันตั้งขบวนพักแรมอยู่ห่างจากที่นี่เพียงห้าสิบกิโลเมตรเท่านั้น!”
ทริสตันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าแฝงไว้ด้วยความดุดัน ก่อนจะหรี่ตาลงจ้องเขม็งไปยังอาร์วินอย่างคาดคั้น
อาร์วินไม่อาจเก็บงำความตระหนกไว้ได้เมื่อได้ยินชื่อของสำนักศาสนาไรล่า แววตาของเขาสั่นไหวครู่หนึ่งด้วยความรู้ซึ้งถึงพิษสงของพวกมันที่คอยสูบเืสูบเนื้อนักปกครองมานับต่อนับ เขาเข้าใจดีว่าอารมณ์ในใจตอนนี้ของทริสตันนั้นรุนแรงเพียงใด
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความปั่นป่วนในอก พยายามปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งสงบ ก่อนจะขานรับด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้มที่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ท่านผู้ปกครอง... โปรดบัญชามาเถิดครับ ว่ามีงานอะไรให้ผู้น้อยช่วยจัดการกับเื่นี้”
“งานในครั้งนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน... จงคัดคนฝีมือดีของเราปลอมตัวเป็กลุ่มโจรป่า แล้วจัดการกวาดล้างขบวนนักบวชเ่าั้ให้สิ้นซาก อย่าให้ใครเหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว”
ทริสตันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะมองด้วยสายตาที่คมกริบ “จำไว้ว่างานนี้ต้องสะอาดและแเีที่สุด ห้ามทิ้งร่องรอยใดที่สาวมาถึงพวกเราได้เด็ดขาด... การที่พวกมันล่วงรู้ความพัฒนาการของเมืองนี้และรุดมาที่นี่ได้รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้ เราสันนิษฐานว่ามี เกลือเป็หนอน คงมีใครบางคนในกลุ่มพวกเราแอบคาบข่าวไปบอกพวกมันเป็แน่”
พูดจบเขาก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางจับจ้องปฏิกิริยาของอาร์วินอย่างไม่วางตา เพื่อสังเกตดูว่ามือขวาคนสนิทจะแสดงสีหน้าอย่างไรต่อคำสั่งนี้ และข้อสันนิษฐานเื่ไส้ศึกที่อาจจะแฝงตัวอยู่
อาร์วินที่ได้ฟังคำสั่งอันเฉียบขาดถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาฉายแววใอย่างไม่อาจปิดมิด ก่อนจะเปลี่ยนเป็แววตาครุ่นคิดอย่างหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา เขานิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่เพื่อเรียบเรียงความคิด ก่อนจะค้อมศีรษะลงรับคำอย่างนอบน้อม
“ผู้น้อยรับคำบัญชาครับ... ผู้น้อยจะรีบส่งคนฝีมือดีที่สุดออกไปดำเนินการทันที งานครั้งนี้จะทำให้เงียบที่สุด และจำกัดจำนวนคนรู้เห็นให้น้อยที่สุดเพื่อให้ความลับนี้ตายไปพร้อมกับขบวนนักบวชเ่าั้”
อาร์วินเว้นจังหวะเล็กน้อยพลางเอ่ยถึงข้อสันนิษฐานเื่ไส้ศึกด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดไม่แพ้กัน “ส่วนเื่ข่าวรั่วไหล... นอกจากคนในส่วนราชการแล้ว ผู้น้อยเห็นว่ายังมีความเป็ไปได้อีกทาง คืออาจเป็ชาวเมืองบางคนที่ยังฝังใจนับถือสำนักศาสนานี้เป็ทุนเดิม แอบลักลอบส่งข่าวออกไปก็เป็ได้ครับ ซึ่งจุดนี้ผู้น้อยจะสั่งให้คนของเราตรวจสอบอย่างละเอียดควบคู่กันไปด้วย”
ทริสตันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหนาย “เื่ที่ว่าใครเป็คนคาบข่าวไปบอกพวกมัน เราค่อยหาทางสืบสาวราวเื่กันทีหลัง แต่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องลงมือให้สำเร็จและรวดเร็วที่สุด”
เขาขยับนิ้วเคาะลงบนโต๊ะ แววตาคมกริบจ้องมองอาร์วิน “เ้าจงรีบไปประสานกับหน่วยลาดตะเวน สอบถามข้อมูลให้แน่ชัดว่าขบวนนักบวชนั้นมีกำลังพลเท่าใด และตอนนี้ปักหลักพักแรมอยู่ที่ตรงไหนกันแน่ จากนั้นจงส่งคนของเราออกไปจัดการเสีย... ทำให้แเีเหมือนถูกโจรป่ารุมปล้นชิงทรัพย์ ส่วนทรัพย์สินทั้งหมดที่ยึดมาได้ จงทำบัญชีบันทึกไว้อย่างละเอียด แล้วค่อย ๆ ทยอยลักลอบขนเข้าสู่คลังสมบัติส่วนตัวของเรา”
ทริสตันเว้นจังหวะพลางเอื้อมมือไปตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ ทว่าเน้นหนักในความรู้สึก “อาร์วิน... งานนี้สำคัญต่อความมั่นคงของซิลเวอร์เรสมาก หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้เราต้องผิดหวัง
อาร์วินขานรับด้วยน้ำเสียงเข้ม แววตาฉายชัดถึงความมุ่งมั่น “ผู้น้อยน้อมรับคำบัญชาครับท่านผู้ปกครอง ผู้น้อยจะรีบดำเนินการทุกอย่างให้ลุล่วงโดยเร็วที่สุด”
ทริสตันพยักหน้าเล็กน้อย แววตาของเขายังคงนิ่งลึกยากจะหยั่งถึง “เ้ารีบไปเถอะ... เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ว่าจะดึกดื่นเพียงใด จงรีบมารายงานผลให้เราทราบทันที”
เมื่อสิ้นคำกำชับ อาร์วินก็โน้มตัวลงคำนับอย่างรวดเร็วก่อนจะหันหลังก้าวออกจากห้องทำงานไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของทริสตันอีกครั้ง
หลังจากอีกฝ่ายออกไปแล้ว ภัยคุกคามจากสำนักศาสนาไรล่าก็จุดชนวนความคิดสำคัญขึ้นในใจของทริสตัน เขาตระหนักดีว่าการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับ ศรัทธา เขาจึงริเริ่มแผนการจัดตั้งหน่วยงานลับขึ้นมาอีกหนึ่งหน่วย... หน่วยงานที่จะทำหน้าที่เป็กระบอกเสียงในเงามืด
ภารกิจหลักของพวกเขาคือการรุกคืบทางข้อมูลข่าวสาร คอยกระจายข่าวลือบอกเล่าถึงคุณงามความดี รวมถึงผลงานการพัฒนาเมืองที่เขาได้ทุ่มเททำเพื่อชาวเมือง ทั้งที่สำเร็จลุล่วงไปแล้วและโครงการอันยิ่งใหญ่ในอนาคต นี่คือการสร้างภาพลักษณ์ มหาบุรุษผู้พลิกฟื้นดินแดน ให้จารึกลงในใจของประชาชนอย่างละเมียดละไม
ทริสตันเชื่อมั่นว่า หากเมล็ดพันธุ์แห่งความซาบซึ้งนี้ถูกเพาะบ่มและสะสมในใจของประชาชนไปเรื่อย ๆ ความจงรักภักดีที่เกิดจากศรัทธาอันบริสุทธิ์จะหยั่งรากลึกจนยากจะสั่นคลอน และในอนาคต... หากมีผู้ใดคิดจะสาดโคลน สร้างข่าวลือเท็จ หรือปลุกระดมความเกลียดชังเพื่อบ่อนทำลายเขา ประชาชนที่เปี่ยมด้วยศรัทธาเหล่านี้เองที่จะทำหน้าที่เป็หูเป็ตา และลุกขึ้นมาปกป้องเกียรติของเขาด้วยตนเองก่อนที่ภัยร้ายจะมาถึงตัวเสียด้วยซ้ำ
ท่ามกลางความเงียบสงัดของพรรณไม้ในเขตป่าลึกใกล้ชายแดนซิลเวอร์เรส กลุ่มคนนับร้อยชีวิตกำลังปักหลักพักแรมล้อมวงรับประทานอาหารเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงจากการเดินทางไกล
ในจุดที่ดูเป็ศูนย์กลางของค่ายพักพิง ชายในชุดเกราะทหารเต็มยศกำลังยืนสนทนาด้วยท่าทีนอบน้อมกับชายร่างท้วมผู้หนึ่งซึ่งนั่งเด่นเป็สง่าอยู่บนตั่งไม้ ฝ่ายหลังสวมอาภรณ์สีดำขลับตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าชั้นเลิศ ทั่วทั้งตัวประดับประดาด้วยเครื่องทองและอัญมณีล้ำค่าที่ส่องประกายวับแวมล้อแสงไฟ รูปลักษณ์ที่ดูภูมิฐานและมั่งคั่งเกินกว่านักบวชทั่วไปเช่นนี้ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขาคือผู้กุมอำนาจสูงสุดและเป็ผู้ตัดสินชะตากรรมของขบวนเดินทางทั้งหมดในครั้งนี้
“ท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์แกร์ริค... ผู้น้อยไปสอบถามคนที่เคยเดินทางมาดินแดนกันดารแห่งนี้มาแล้วครับ พิกัดที่เราอยู่ตอนนี้ถือว่าใกล้จะถึงเมืองแล้ว คาดว่าอย่างช้าที่สุดไม่เกิน่บ่ายของวันพรุ่งนี้ ขบวนของเราก็น่าจะเดินทางถึงซิลเวอร์เรสได้ครับ”
ชายในชุดเกราะเต็มยศเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มพินอบพิเทาพลางค้อมตัวลงต่ำ
ชายร่างท้วมชุดสีดำะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างย่ามใจจนพุงกระเพื่อม “ดี! ในที่สุดก็จะได้พ้นจากป่าดงพงไพนี่เสียที ตรากตรำเดินทางรอนแรมมากว่าหนึ่งเดือน ในที่สุดเท้าของข้าจะได้เหยียบย่างลงบนดินแดนบ้านนอกนั่นเสียที!”
แกร์ริคหยุดหัวเราะพลางหรี่ตาแคบ แววตาที่อ้างว่าเป็นักบวชผู้ทรงศีลบัดนี้กลับฉายชัดถึงตัณหาอันน่ารังเกียจ "สิ่งแรกที่ข้าจะสั่งให้เ้าผู้ปกครองเมืองคนนั่นทำ คือการคัดเลือกผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมืองมาปรนนิบัติข้าสักสิบคน... ข้าอยากจะรู้นักว่าสาวบ้านนอกจะรสชาติเด็ดดวงเพียงใด"
พูดจบเขาก็หัวเราะร่าอีกครั้งพร้อมกับเลียริมฝีปากด้วยท่าทางลามกอนาจาร มือหนาอูมลูบไล้ไปตามเครื่องประดับทองคำบนหน้าอกอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง ราวกับว่าเมืองซิลเวอร์เรสและผู้หญิงทุกคนในนั้นได้ตกเป็ของกำนัลในกำมือของเขาเรียบร้อยแล้ว
เสียงหัวเราะอย่างหยาบคายดังระงมไปทั่วค่ายพักแรม ทั้งเหล่านักบวชและทหารคุ้มกันต่างพยักหน้ารับคำเ้านายด้วยแววตาเป็ประกาย ต่างฝ่ายต่างวาดฝันถึงลาภยศและผู้หญิงที่รออยู่เบื้องหน้า ทว่าความรื่นเริงนั้นกลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ... เมื่อเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังแทรกขึ้นมากลางวงสนทนา
เสียงนั้นโหยหวนและจบลงอย่างกะทันหันราวกับถูกตัดขั้วหัวใจ ชายร่างท้วมในชุดดำสะดุ้งสุดตัว แววตาตัณหากลับเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและโมโหร้าย เขาตวาดก้องด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเพื่อกลบฝังความกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้น
“ใครมันบังอาจมาร้องโวยวายขัดจังหวะข้า! พวกเ้า... รั้งรออะไรอยู่ล่ะ! รีบไปดูสิว่าเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น แล้วคาบข่าวกลับมารายงานข้าเดี๋ยวนี้!”
ทหารได้ยินก็รีบกรูออกไปตามคำสั่ง ทว่าก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นถี่ยิบจากทั่วทุกทิศทาง ในจังหวะที่ความสับสนกำลังเข้าครอบงำอยู่นั้น วัตถุบางอย่างก็พุ่งแหวกอากาศผ่านใบหูเขาไปจนได้ยินเสียงวี้ดสยอง พร้อมกับเสียงะโแจ้งเหตุร้ายที่ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความโกลาหล
“ศัตรูบุก! พวกมันระดมยิงธนูใส่พวกเราแล้ว! หนีเร็วทุกคน หนีไป!”
ทหารนายนั้นได้สติคืนมาในพริบตา เขารีบเอี้ยวตัวกลับหมายจะร้องเตือนเ้านายร่างท้วม ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้หัวใจเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม... แกร์ริคที่เคยนั่งจองหองเมื่อครู่ บัดนี้ถูกลูกธนูพุ่งเจาะร่างจนหงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้นอย่างน่าอนาถ ไม่มีใครรู้ว่าคมศรนั้นพรากชีวิตเขาไปแล้วหรือเพียงแค่ทำให้าเ็สาหัส แต่สำหรับทหารที่ขวัญกระเจิงผู้นี้ สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในสมองคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เขาเบือนหน้าหนีจากร่างที่แน่นิ่งนั้น แล้วตะเกียกตะกายหาทางมุดฝ่าความมืดเพื่อหนีตายไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้พ้น!
ทว่าความหวังที่จะรอดพ้นจากขุมนรกกลับพังทลายลงในพริบตา เมื่อเบื้องหน้าของมันปรากฏร่างสีดำหลายร่างพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้ คนเ่าั้สวมผ้าคลุมปกปิดมิดชิดั้แ่หัวจรดเท้า เหลือเพียงดวงตาคมปลาบที่วาววับอยู่ภายใต้หน้ากากผ้าสีเข้ม ในมือของพวกมันกระชับอาวุธแน่นพลางรุดเข้าหาพวกนักบวชและทหารที่ยังรอดชีวิตอย่างเหี้ยมเกรียม
‘นี่มันอะไรกัน... พวกโจรป่าอย่างนั้นหรือ? พวกมันมาปล้นชิงทรัพย์สินใช่ไหม!’
ทหารหนุ่มพยายามจะอ้าปากร้องขอชีวิต หวังจะใช้เศษเสี้ยวแห่งความเมตตาแลกกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย ทว่าเพชฌฆาตในชุดดำกลับไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่คำเดียว ดาบเล่มคมกริบถูกตวัดฟาดฟันลงมาบนร่างของมันด้วยความเร็ว คมโลหะเย็นเฉียบกรีดผ่านเนื้อเยื่อและกระดูกจนความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่าง
ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะดับวูบลงสู่ความมืดมิดชั่วนิรันดร์ ความคิดสุดท้ายที่แวบเข้ามาในจิตใจที่กำลังโรยแรงคือความเสียใจอันสุดซึ้ง... ไม่น่าเลย… ข้าไม่น่าร่วมขบวนมากับเ้าพวกคนบาปในคราบนักบุญกลุ่มนี้เลยจริง ๆ