เมื่อผ่านบททดสอบที่สองต้นไม้เปลวเพลิงเวลาก็ผ่านไปสองวันแล้ว ตอนนี้ทุกคนที่เหลือรอดกำลังฟื้นฟูพลังตัวเองกันอย่างบ้าคลั่งเตรียมการสำหรับรับมือกับบททดสอบต่อไป
ความสงบแน่นอนว่าอยู่ได้ไม่นานนัก เสียงปริศนาดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับส่งบททดสอบที่สามแก่พวกเขา " บททดสอบที่สามเริ่มได้!"
สิ้นสุดเสียงนั้นพื้นที่ในหอคอยทั้งหมดจากเดิมที่เป็ทุ่งหญิงที่เต็มไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน กลับกลายเป็เหมือนพวกเขาอยู่ในเขตแดนที่แสนทุรกันดารที่เต็มไปด้วยทะเลทราย ความร้อนระอุที่พวกเขาััได้คล้ายกับที่นี่เป็ทะเลทรายจริงๆไม่ใช่ภาพลวงตา
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกกับภาพตรงหน้าสิ่งที่มาพร้อมกับทะเลทรายก็คืออสรพิษสีน้ำตาลขนาดใหญ่นับพันที่โผล่ออกมาจากใต้ดิน พร้อมกับเสียงขู่ฟ่อไม่ขาดสาย
"ดูเหมือนศึกนี้จะไม่ง่ายเสียแล้ว นอกจากอสรพิษเ่าั้จะดูอันตรายทะเลทรายก็เป็สิ่งที่ข้าแพ้ทางจริงๆ"ไป่หลี่เอ๋อกล่าว สำหรับผู้ฝึกตนน้ำแข็งเช่นนางอากาศที่ร้อนระอุเช่นนี้ช่างเป็สิ่งที่นางไม่ชอบเอาเสียเลย
"อืม อีกทั้งยังมันยังไม่บอกอีกว่าจะเป็ทดสอบครั้งสุดท้ายแสดงว่ามันจะต้องมีอีกแน่นอน"ลั่วหยุนหยางกล่าวแสดงความคิดเห็น ตอนนี้ดินแดนทิศตะวันออกและดินแดนทิศเหนือตอนนี้ได้กลายเป็พันธมิตรกันเรียบร้อยแล้ว หลังจากร่วมกันจัดการบททดสอบที่สองมาได้
"ลงมือเถอะ!"ลู่ฟางหนิงกล่าว ทุกคนเริ่มเปิดการโจมตีในทันที ทักษะต่างๆพุ่งไปหาเหล่าสัตว์อสูรงูนับพันตัวอย่างไม่ลดละ สามพี่น้องลู่รวมถึงเ้าหญิงน้ำแข็งเข้ากันได้ดีเกินคาด ทักษะของพวกนางสามารถประสานกันได้อย่างลงตัวและจัดการศัตรูไปอย่างมากมาย
ทางฝั่งของดินแดนทิศใต้พวกเขารู้สึกชินกับอากาศแบบนี้ป็นอย่างมาก ใช่! สภาพพื้นที่เช่นนี้ดูเหมาะสมกับพวกเขาอย่างยิ่ง ทักษะธาตุเปลวเพลิงของเขาทวีความรุนแรงขึ้นถึงสามส่วนแผดเผาอสูรงูอย่างบ้าคลั่ง
"บ้าจริง! เกล็ดของพวกมันแข็งมากเลยต้องใช้พลังมากกว่าเก่า"ลู่ฟางเยว่กล่าว ตอนนี้มือที่ถือกระบี่ของนางเต็มไปด้วยเืเนื่องจากสู้มาเป็เวลานาน อีกทั้งยังเกิดจากการสะท้อนจากเกล็ดของอสูรงู
"เพล้ง!"
"ท่านพี่ข้าเองก็จะจับอาวุธไม่ไหวแล้วพลังปราณมันลดเร็วเกินไป"ลู่หงยี่เหนื่อยหอบ แม้จะได้พักถึงสองวันแต่พลังปราณยังกลับมาไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ นี่ยังไม่วายโดนทะเลทรายสูบพลังรวมไปถึงใช้ปราณมากกว่าปกติในการฆ่าเหล่าอสูรงู ในเวลานี้ทุกคนเหมือนเพียงแค่สู้เพื่อรอความตายที่กำลังจะมาในอนาคต
"องค์ชายลั่วหยางหยาง พวกเราคงต้องร่วมมือกันแล้วไม่เช่นนั้นไม่มีทางรอดจากที่นี่ได้แน่ๆ"เมิ่งจินเหอแห่งดินแดนทิศใต้กล่าวขณะที่สู้กับอสูรงูไปด้วย ลั่วหยุนหยางที่ได้ยินพยักหน้าตอบรับการเป็พันธมิตรในทันทีโดยไม่ต้องคิด ตอนนี้ขุมกำลังทิศเหนือ ใต้ และตะวันออกร่วมมือกันเป็ที่เรียบร้อยแต่กลับไม่เห็นร่องรอยของดินแดนตะวันตกเลยแม้แต่น้อยว่าไปอยู่ที่ไหนกัน
"ปั้ง!"
"บ้าจริง พวกมันเกล็ดหนาขึ้นหรือเปล่าเนี้ย"เมิ่งอี้หรานต่อยหมัดที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงใส่ศัตรูแต่กลับไม่ละคายผิวแค่อย่างใด
"ไม่! เกล็ดไม่ได้หนาขึ้นแต่พลังของเรากำลังลดลง"เมิ่งจินเหอกล่าวใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อจากความร้อนเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนี้ทุกคนต่างตึงมือเป็อย่างมากและอยู่ในสภาพเหนื่อยหอบกันหมดทุกคน เบื้องหน้าของพวกเขายังเหลืออสูรงูอีกถึงห้าร้อยตัวที่กำลังพุ่งเข้ามาหา
"ท่านพี่ พวกเขาจะไม่ไหวแล้ว เราควรจะต้องเปิดเผยตัวแล้วช่วยพวกเขาเสียหน่อยหรือไม่ อย่างน้อยก็ให้ผ่านบททดสอบนี้ไปได้ ให้พวกเขามีเวลาพักอีกหน่อย"หลันเหม่ยอิงกล่าว
"อืม เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ พวกเราเองหากอยู่ในนี้ต่อไปก็ไม่เป็ผลดีเช่นกัน"หลันฮ่าวเอ๋ยปากตอบรับ สองพี่น้องพยักหน้าให้กันและกลายเป็เงาดำสองสายพุ่งเข้าใส่อสูรงูอย่างรวดเร็วจนทุกคนกำลังแทบจะมองไม่ทัน
"ทักษะเฉือนเงาจันทร์"
"ฟิ้ว!"
"ฉับๆๆๆ"
"โคร่ม!"
"อะไรกัน!!"ทุกคนพากันงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เห็นมีเพียงเงาสีดำที่พุ่งผ่านอสูรงูด้วยความเร็วสูงเท่านั้น เมื่อละสายตาจากเงาดำอสูรงูนับร้อยก็พลันตายตกเกือบหมดสิ้น นี่มันคือทักษะของผู้ใดกันเหตุใดถึงได้ทรงพลังและรวดเร็วปานนี้
"ข้าเคยเห็นเงาแบบนี้ตอนที่พี่สองกับพี่สามหาเื่คนอื่น เงาแบบนี้จะมาจัดการตัวเกะกะให้ตลอด"ลั่วหลินหลงกล่าวกับพี่ใหญ่ ทำให้ลั่วหยุนหยางถึงกับต้องประหลาดใจ เ้าของเงาปริศนานี้คือใครกันเหตุใดจึงมาช่วยพวกเขา
เพียงแค่ไม่กี่สิบลมหายใจเท่านั้นอสูรงูพลันตายตกเกือบทั้งหมด พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหญิงสองคนที่สวมอาภรณ์ขาวลายดำใบหน้าสวมไว้ซึ่งหน้ากากยักษาดูดุดัน อีกทั้งยังแผ่รัศมีสังหารออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน
"พะ พวกเขาคือระดับจอมพล!"เมิ่งจินเหอ ลั่วหยุนหยาง รวมไปถึงไป่หลี่เอ๋ออุทานขึ้นมาแทบไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง ต้องบอกก่อนว่ามิติแห่งนี้รับเพียงคนที่มีอายุยี่สิบสามปีหรือต่ำกว่าเท่านั้น การที่มีระดับจอมพลเข้ามาในที่นี่ได้นั้นหมายความว่าพวกเขาทั้งสองกลายเป็ระดับจอมพลได้ด้วยอายุยังไม่ถึงยี่สิบสามปี พร์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในดินแดนทั้งสี่ทิศ แม้แต่ราชวงศ์เองก็ไม่เคยสร้างสัตว์ประหลาดเช่นนี้ออกมาได้
มิติกลับคืนสู่ปกติดังเดิมหาใช่ทะเลทรายอีกต่อไป โอสถเสริมปราณสีน้ำตาลที่กลายสภาพจากอสูรงูมากมายนับพันเม็ดล่วงเกลื่อนพื้นเต็มไปหมดทำให้เหล่าคนโลภแทบอยากจะพุ่งกระโจนไปเก็บให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ด้วยหวั่นเกรงหลันฮ่าวและหลันเหมยอิงจึงยังไม่ได้มีใครก้าวออกมา
"พวกท่านทุกคนสามารถเก็บพวกมันได้"เสียงอันเรียบเฉยของหลันฮ่าวดังกังวาน เหล่าผู้คนที่เหลือรอดได้ยินเช่นนั้นก็พากันเก็บโอสถเ่าั้อย่างบ้าคลั่งและแยกย้ายกันไปฟื้นฟูพลังที่เสียไป
"ขอบคุณพวกท่านมากที่ให้การช่วยเหลือ"ราชวงศ์ทั้งสามอย่าง เมิ่ง ลั่ว ไป่ ผสานมือคาราวะ แม้จะมีตำแหน่งเป็ถึงเ้าหญิงและเ้าชาย แต่เบื้องหน้าของพวกเขาคือคนที่ช่วยให้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อครู่ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะให้ความเคารพ
"อืม พวกท่านนับมาสู้ได้ยอดเยี่ยมผิดการอีกขุมกำลังที่เอาแต่หลบอยู่ด้านหลัง แต่ทว่าบททดสอบต่อไปที่ต้องเผชิญนั้นจะเป็อย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้ พวกท่านไปฟื้นฟูพลังกันเถอะอย่าได้เสียเวลาอีกเลย"หลันฮ่าวกล่าวแน่นอน อีกขุมกำลังที่หมายถึงก็คือราชวงศ์เหล่ยแห่งอาณาจักรอัสนี เพราะในเวลาที่ทุกคนพากันเสี่ยงตายสู้อย่างสุดกำลังแต่ขุมกำลังนี้กลับหลบอยู่ด้านหลังของขุมกำลังอื่นและคอยกำจัดเพียงศัตรูที่มาหาตนเท่านั้นเรียกได้ว่าคำว่าไร้ยางอายยังน้อยไปสำหรับขุมกำลังที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้
ในขณะที่ทุกคนในหอคอยกำลังฟื้นฟูพลังกันอยู่นั้น ที่ด้านนอกมิติในเวลานี้เหล่าจักรพรรดิพากันตีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัดและหันมองไปในทิศทางเดียวกัน
ไอเย็นที่หนาวเหน็บสุดขั่วพลันพุ่งผ่านพวกเขาไปอย่างง่ายดาย ด้านหน้ามิติปรากฏชายหนุ่มอาภรณ์ขาวสวมหน้ากากด้านหลังปรากฏวงเวทย์เทียนจินสีฟ้าใส ดูแล้วสูงส่งเหลือคณานับ
"ระดับจักรพรรดิ? เขาเป็ใครกันแล้ว้าจะทำอะไร?"ลั่วไห่เฟิงกล่าวด้วยความสงสัย
"น่าสนใจ คนที่เ้าตามหาอยู่อาจจะเป็เขาก็ได้นะเพราะกลิ่นอายของเขาคล้ายคลึงกับไอปราณในศพที่เ้าส่งมามาก"ไป่หนี่กล่าวนางเป็ผู้ฝึกตนธาตุเหมันต์การแยกกลิ่นอายน้ำแข็งกับหยินนั้นย่อมทำได้ไม่ยากเย็น
เมื่อได้เห็นร่างกายของของชายเบื้องหน้า หลินอี้เฟยดวงตาเต็มไปด้วยความสั่นเคลืออย่างเห็นได้ชัด ภาพหลานสุดที่รักของนางทับซ้อนกับชายคนนี้ราวกับเป็คนๆเดียวกัน ตอนนี้นางกำลังลุ้นให้อีกฝ่ายหันมาเพื่อที่จะดูสีตาของเขาว่าเป็สีทัมทิมหรือไม่ แต่ทว่ากลับไม่ได้มีโอกาสนั้น เพราะลั่วอู่หลินไม่ได้หันมองผู้ใดและตั้งท่าเตรียมจะทะยานเข้าไปในด้านมิติ
"นั่นเขากำลังจะทำอะไร??"จักพรรรดิเมิ่งลุกขึ้นพรวดในทันทีดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
"ช่างโง่เขลา เ้านั่นต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ"จักรพรรดิอัสนีกล่าวเย้ยหยันในทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่ลั่วอู่หลินกำลังจะทำ
"ฟุ๊บ!!"
เงาร่างของลั่วอู่หลินทะลุมิติหายเข้าไปในทันที ทำให้เหล่าจักรพรรดิที่เฝ้าดูอยู่ถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียวโดยเฉพาะจักรพรรดิอัสนีที่เมื่อครู่หัวเราะอย่างเย้ยหยันว่าอีกฝ่ายนั้นโง่เขลา การกระทำของชายหนุ่มเมื่อครู่มันเหมือนเป็การตบหน้าของเขาอย่างจัง ส่วนจักรพรรดิคนอื่นๆนั้นก็นั่งไม่ติดเก้าอี้อีกต่อไปและมุ่งตรงมายังประตูมิติในทันที
"ปั้ง!"
หมัดเปลวเพลิงของจักรพรรดิเมิ่งต่อยเข้าไปบริเวณประตูเพื่อทดสอบดูว่าจะทะลุเข้าไปในมิติได้หรือไม่ แต่ทว่ากลับคล้ายว่าจะมีม่านพลังใสๆกั้นเอาไว้และสะท้อนหมัดนั้นกลับมาจนจักรพรรดิเมิ่งต้องถอยหล่นออกไปสามก้าวด้วยกัน
"ประตูมันไม่ได้ผิดปกติ ถ้าเช่นนั้นก็มีความเป็ไปได้เดียว"ไป่หนี่กล่าวเปิดปมขึ้นมา เหล่าจักรพรรดิพยักหน้าด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน
"ชายคนนั้นอายุไม่เกินยี่สิบสามปี"
ความจริงนี่ทำเอาจักรพรรดิทั้งสี่ต้องตื่นตะลึง โดยเฉพาะจักรพรรดิอัสนีที่เต็มไปด้วยความอิจฉาในพร์ของอีกฝ่ายอย่างยิ่งยวด ส่วนหลินอี้เฟยตอนนี้เต็มไปด้วยความหลากหลาย แน่นอนนางเองก็คิดว่าเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเป็หลานชายของตนแต่ไม่รู้ทำไมความคล้ายคลึงของทั้งสองมันทำให้นางเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาในจิตใจ