ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 คนลึกลับ

            เหนือปากปล่องภูเขาไฟตอนนี้มีคนยืนอยู่เป็นบุรุษสองคน และสตรีหนึ่งคน

            บุรุษหนุ่มสองคนสวมชุดสีม่วงและสีแดงมีอายุประมาณยี่สิบปี บุรุษชุดสีม่วงมีหน้าตาหล่อเหลา ถือแส้หางม้าสีม่วงไว้ในมือให้ความรู้สึกถึงความสง่างาม

            ส่วนบุรุษที่สวมชุดสีแดงมีหน้าตางดงามราวกับหญิงสาวริมฝีปากแดงสด มีจริตจะก้าน เหมาะสมกับชุดสีแดงบนร่าง ขนตางอนยาวและวาดขอบตาเด่นชัดยิ่งกว่าหญิงสาวทั่วไปเสียอีกเขากำลังใช้มือป้องปากกล่าวกับบุรุษหนุ่มชุดม่วง ยักคิ้วให้ด้วยท่าทางยั่วยุ

            “หลีกไป”

            ไม่มีใครคาดคิดว่าบุรุษชุดม่วงจะกล่าวเช่นนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาลึกเข้าไปในแววตาฉายความรังเกียจชัดเจน

            “เฮ้อคนจากวังดารามีอำนาจยิ่งใหญ่นัก ทำให้ผู้อื่นรู้สึกขัดเขินไปหมด”

            บุรุษชุดแดงเหมือนจะคุ้นเคยกับนิสัยของอีกฝ่ายเขายกแขนเสื้อขึ้นมาบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่งพลางส่ายหัวแล้วกล่าว

            “พวกเรามีเป้าหมายต่างกันขอแม่นางหยุนโปรดช่วยย้อนภาพเหตุการณ์ของที่นี่ด้วยเถอะ”

            บุรุษชุดม่วงอารมณ์เสียกับบุรุษชุดแดงแต่กลับชื่นชอบสตรีชุดขาวผู้นั้น น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงกว่าเดิมมาก

            สตรีชุดขาวเสื้อผ้าพลิ้วไหวไปตามสายลมในมือถือกระบี่ยาว ผิวขาวเนียน มีรูปลักษณ์งดงาม ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีกับบุรุษชุดม่วง

            “ใช่แล้วแม่นางหยุนหากได้ของดีมา พวกเราเอามาแบ่งกัน” บุรุษชุดแดงกล่าวเช่นกัน

            แม่นางหยุนผู้นั้นปรายตามองทั้งสองคนด้วยแววตาเยือกเย็นสีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลย นางมองลงไปยังปากปล่องภูเขาไฟเบื้องล่างสัมผัสถึงไอพลังที่อยู่ตรงนั้นเล็กน้อย จากนั้นใช้กระบี่ยาววาดอักขระยันต์ขึ้นกลางอากาศ

            ทุกๆ การตวัดลายเส้นจะทิ้งรอยไว้ในมิติแห่งนี้หนึ่งเส้น

            หลังจากนั้นภายใต้พลังของนางที่กระตุ้นอยู่ อักขระยันต์ที่วาดขึ้นเรียบร้อยแล้วได้แสดงพลังโดยเปลี่ยนเป็นภาพวาดภาพหนึ่งและภาพวาดนี้ยังแสดงร่างของเสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างยืนคุยกันอยู่ตรงปากปล่องภูเขาไฟอีกด้วย

            ภาพที่เกิดขึ้นนี้คือตอนที่เสิ่นเสวียนเพิ่งกลับออกมาจากในลาวาในมือถือหลินจือโมราขนาดใหญ่เอาไว้ และยังมีเสี่ยวเหยียนลอยอยู่ข้างๆทั้งสองคนคุยกันไม่กี่คำก็ลงไปจากภูเขาไฟและเลือนหายไปจากภาพวาดนี้

            “เคล็ดวิชาภาพเสมือนสามารถแสดงเหตุการณ์ได้ในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น” แม่นางหยุนมองภาพนั้นแล้วกล่าวเสียงเรียบ

            “นั่นน่าจะเป็นหลินจือโมราในตำนานใช่ไหม!”

            บุรุษชุดแดงที่มีท่าทางตุ้งติ้งผู้นั้นมีความรู้มากมายเขามองหลินจือโมราด้วยแววตาลุกวาว

            “คิดไม่ถึงว่าที่นี่จะมีของล้ำค่าเช่นนี้ด้วย!”

            แม่นางหยุนผู้นั้นคิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจหลินจือโมราโดนคนที่มีพลังต่ำกว่าขั้นราชันสองคนเอาไปแล้ว ช่างเสียเปล่าจริงๆ

            “นั่นคืออะไร!”

            บุรุษชุดม่วงสะบัดแส้หางม้าในมือเบาๆพลางจ้องไปยังตำแหน่งของเสี่ยวเหยียนในภาพวาด ดวงตาของเขาเบิกกว้าง

            สีแดงเพลิงทั่วทั้งร่างมีเขาบนหัว หางแดงขนาดใหญ่รูปร่างหน้าตาและพลังเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงเสี่ยวเหยียนที่ต่างออกไป

            “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ”

            แม่นางหยุนกล่าวอย่างไม่แน่ใจ

            “น่า...น่าจะใช่!”

            บุรุษตุ้งติ้งพยักหน้าเช่นกัน

            “มิน่าที่นี่ถึงมีไอพลังของเผ่าอนธการด้วยก่อนหน้านี้ข้าไม่ทันสังเกตเห็น! ที่แท้ก็ซ่อนไอพลังไว้เผ่าอนธการบังอาจนัก!” บุรุษตุ้งติ้งกล่าวต่อดวงตางดงามคู่นั้นมีความไม่พอใจปรากฏอยู่

            ก่อนหน้านี้สามคนจากเผ่าอนธการซ่อนพลังไว้โดยเฉพาะพี่ใหญ่ผู้นั้นที่กดพลังยุทธ์ของตนเองจากขั้นราชันลงไปถึงขั้นบรรพบุรุษแม้จะตายไปแล้วก็ยังไม่ได้แสดงพลังออกมา เพราะมหาปุโรหิตผนึกพลังของเขาเอาไว้

            พวกมดปลวกที่พลังขั้นต่ำกว่าราชันคนเหล่านั้นไม่ใส่ใจกันอยู่แล้วหากมีขั้นราชันปรากฏตัวออกมา อำนาจอื่นๆ จะต้องพบเจอได้อย่างแน่นอนทว่ามหาปุโรหิตไม่ทันได้คิดถึงเสิ่นเสวียนทำให้เสิ่นเสวียนได้รับชัยชนะในครั้งนี้ไป

            “ดูเหมือนสำนักบุปผาของพวกเจ้าก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรแม้แต่เผ่าอนธการยังป้องกันไม่ได้”

            แม่นางหยุนส่งเสียงอยู่ในลำคอสีหน้าแสดงชัดถึงการเหยียดหยาม

            “แม่นางหยุนกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หรอกแม้สองคนนั้นจะสวมเสื้อผ้าของเผ่าอนธการของข้า แต่ก็ไม่แน่ว่าจะมาจากเผ่าอนธการ”บุรุษตุ้งติ้งกล่าวทันที

            “ใช่หรือไม่แค่จับตัวมาถามก็รู้แล้วว่าอย่างไร จะร่วมมือไหม”

            บุรุษชุดม่วงจากวังดารากล่าวขึ้นอย่างหมดความอดทน

            “ร่วมมืออย่างนั้นหรือน้องชายเห็นแก่ผลประโยชน์ขนาดนี้ พวกเราตกลงแล้วกัน” คำของบุรุษตุ้งติ้งทำให้บุรุษชุดม่วงควันออกหูในหัวได้แต่คิดว่าโลกนี้ทำไมถึงมีบุรุษตุ้งติ้งเช่นนี้ด้วย!

            แม่นางหยุนที่สวมชุดสีขาวยืนอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟอย่างสง่างามนางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า นางรู้ว่าอีกฝ่ายออกจากที่นี่ไประยะหนึ่งแล้วร่องรอยเลือนหายไป คิดจะจับตัวพวกเขามา การร่วมมือคือวิธีการเดียว

            ณ ปากปล่องภูเขาไฟ ปรากฏร่างเงาสามร่างสีม่วง สีขาว และสีแดงยืนอยู่ จากนั้นมีลำแสงสีเดียวกันพุ่งออกมาจากร่างของแต่ละคนสุดท้ายลำแสงเหล่านี้ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันในมิติเหนือร่างของพวกเขา

            “สวรรค์ลงทัณฑ์!”

            บุรุษตุ้งติ้งที่ยืนอยู่ข้างๆตะโกนเสียงดัง เสียงฟ้าร้องคำรามลั่นอยู่เบื้องบน เมฆดำก่อตัวบดบังแสงอาทิตย์ทำให้ทั่วทั้งบริเวณมืดลง

            เปรี้ยง!

            ขณะนั้นเอง เมฆอัสนีก่อตัวขึ้นท่ามกลางเมฆดำกลุ่มนั้นและฟาดกระจายออกมา

             

            ณ ด้านล่างของภูเขาไฟ ตอนนี้เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างแสดงท่าร่างหนีออกไปอย่างรวดเร็วไกลถึงสองร้อยลี้แล้วพวกเขาจึงค่อยหยุดพัก แต่จู่ๆ ก็มีเมฆดำเริ่มก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้า สายฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นระยะ

            เสิ่นเสวียนและเสิ่นล่างมองไปบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจากนั้นเสิ่นล่างจึงกล่าวขึ้น “หนีเร็ว ฝนจะตกลงมาแล้ว ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ฝนจะตกได้”

            “เอ๋!”

            เมื่อได้ยินคำของเสิ่นล่างบนหัวของเสิ่นเสวียนพลันมีเส้นใยสีดำพุ่งออกมามากมาย

            “นี่ไม่ใช่ฝนมีคนกำลังแสดงเคล็ดวิชาบางอย่างอยู่”

            หากเป็นเมฆอัสนีบนท้องฟ้าเสิ่นเสวียนคุ้นเคยเป็นอย่างดีชาติก่อนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เขาต้องฝ่าด่านเคราะห์สวรรค์กว่าพันปีด่านเคราะห์อัสนีเก้าครั้งยังผ่านมาแล้วเมฆอัสนีบนท้องฟ้าสำหรับเขาแล้วเพียงสะกิดให้คันเท่านั้นทว่าความแข็งแกร่งของร่างกายเขาในตอนนี้ยังมิอาจรับมือได้

            โดยเฉพาะเมฆอัสนีเหล่านี้กำลังเล็งเป้ามาที่พวกเขา

            “แสดงเคล็ดวิชา!”

            เสิ่นล่างรู้สึกตกใจความสามารถขนาดนี้มิอาจแสดงออกมาได้หากไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่สำคัญคือที่นี่เป็นเพียงอาณาเขตห่างไกลเท่านั้น อะไรกันแน่ที่ดึงดูดให้ผู้มีอำนาจมาถึงที่นี่ได้

            เปรี้ยง!

            ขณะนั้นเองลำแสงสายหนึ่งแหวกท้องฟ้าออก แล้วลำแสงนั้นก็สว่างวาบขึ้นจากใจกลางเมฆดำ

            “ไปเร็ว!”

            เสิ่นเสวียนตะโกนเสียงดังก้องบังคับเปิดมิติของผังเมืองซานเหอที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยออก เพื่อให้เขาเสิ่นล่าง และเสี่ยวเหยียนเข้าไปซ่อนตัวในนั้นได้

            ในพริบตานั้นมิติพลันปิดลงทำให้พวกเขาหายไปจากตรงนั้นทันที

            ตูม!

            แทบจะในเวลาเดียวกันสายฟ้าสายหนึ่งฟาดลงในตำแหน่งที่พวกของเสิ่นเสวียนยืนอยู่ก่อนหน้านี้ ทำให้พื้นดินตรงนั้นกลายเป็นหลุมใหญ่กว่าสามจั้ง

            “สวรรค์ลงทัณฑ์!”บุรุษชุดแดงที่อยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟตะโกนออกมาอีกครั้งสายฟ้าฟาดลงไปยังตำแหน่งเดิมทำให้หลุมลึกลงไปอีก แต่ก็ยังไม่เจอร่องรอยของพวกเสิ่นเสวียน

             

            “ที่นี่คือที่ไหน”

            ภายในมิติของผังเมืองซานเหอเสิ่นล่างมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าตื่นตะลึง อาณาเขตเพียงหนึ่งตารางเมตรนอกจากพวกเขาแล้วยังมีร่างไร้วิญญาณของพี่ใหญ่เผ่าอนธการผู้นั้นด้วยทำให้ใบหน้าของเสิ่นล่างแนบชิดกับใบหน้าของอีกฝ่าย

            “นี่คือมิติที่ข้าเปิดออกเมื่อครู่นี้พวกเราโดนเพ่งเล็งแล้ว โชคดีที่หนีเร็ว” เสิ่นเสวียนกล่าว

            “โดนเพ่งเล็ง!”

            เสิ่นล่างสงสัยอีกครั้งว่ามีผู้มีอำนาจมาถึงที่นี่จริงๆหรือเปล่า

            ขณะนั้นเองเขาก็สัมผัสได้ว่ามีไอพลังแข็งแกร่งสามสายกำลังพุ่งตรงเข้ามาหา

            “หนึ่งในนั้นเป็นคนจากสำนักไท่อี!”เสิ่นล่างกล่าว

            ส่วนที่ด้านนอกสามคนนั้นกำลังยืนอยู่เหนือหลุมขนาดใหญ่ที่โดนสายฟ้าฟาดเมื่อครู่นี้

            “สถานที่ที่โดนอัสนีสวรรค์โจมตีพวกเขาน่าจะยังซ่อนตัวอยู่ที่นี่”

            แม่นางหยุนมองหลุมเบื้องล่างพลางกล่าวเสียงเรียบ

            “พวกเราแยกกันไปตามหา”

            บุรุษจากวังดารากล่าวจบเขาก็เหาะไปตามหาทางด้านหนึ่งทันที

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน