37-คบกันแบบช็อตฟีล
หลังจากที่รังสรรค์รู้เรื่องการคบหาเป็นแฟนกันของลลิตากับน่านนที ชายหนุ่มเริ่มจะลงไปทานข้าวที่ห้องอาหารของบริษัท หลังจากช่วงหลังมานี้ห่างหายไป
“นั่นมันท่านรองนี่ ลงมากินข้าวเองถึงห้องอาหารข้างล่างเลย?”
“มันแปลกยังไงล่ะพี่ คนเขาเป็นผู้บริหาร ก็ต้องอยากมาดูชีวิตความเป็นอยู่ของลูกน้องบ้างมั้ย”
“อิอิ ไม่รู้แปลกไหม แต่ฉันถือว่าเป็นอาหารตาชั้นเลิศ ให้นั่งจ้องทั้งวันยังได้ เห้อออ”
“หยุดค่ะ เก็บนอของหล่อน แล้วรีบไปหาโต๊ะนั่งซะ รีบกินจะได้รีบไป เวลามีจำกัด ยังต้องไปทำงานที่เรารักกันต่อค่ะ”
“ขอดูแปปนึงเองเจ๊ โอเค ไปแล้วๆ จ้า”
“เอ๊ะ ท่านรอง ลงมาทำอะไรที่ห้องอาหาร?”
“ไม่รู้สิ คงแค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศล่ะมั้ง” รองประธานหนุ่มเรียกสายตาของพนักงานได้อย่างดี หลายคนตื่นเต้น แต่ก็มีหลายคนที่แปลกใจ จู่ๆ ถึงกับลงมาทานอาหารที่นี่ด้วยตัวเอง มีเรื่องอะไรที่พวกเขาพลาดไปหรือเปล่า ความคิดเห็นแตกต่างกันไป
“มีอะไรให้มองกัน กับแค่ลงมาทานข้าวที่นี่ มันก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน” คนหน้าคมเข้มบ่นพึมพำคนเดียว หลังจากลูกน้องทั้งสองของเขาเดินไปสั่งอาหาร จัดแจงเครื่องดื่มให้คนเป็นนายเรียบร้อย
“ยืนมองฉันกินทำไม พวกนายไปหาอะไรกินกันเถอะ”
“เอ่อ ครับนาย” วันนี้ไม่รู้อารมณ์ไหน คนเป็นนายเลือกลงมากินอาหารกลางวันที่นี่ ปกติจะเป็นเลขาหน้าห้อง หรือไม่ก็พวกเขาสองหนุ่มผลัดกันดูแล บอดี้การ์ดคนหนึ่งทำหน้าเลิ่กลั่ก อีกคนเพียงหลุบตามองต่ำพากันไปจัดการตัวเอง ถึงรังสรรค์จะเลือกที่นั่งมุมลับสายตา แต่การมีอยู่ของเขาไม่สามารถทำให้จุดที่นั่งอยู่ลับสายตาอีกต่อไป
“อุ้ย นั่นท่านรองหนิแก เค้าลงมาทานอาหารที่นี่ด้วย กรี๊ดๆ”
“นี่ๆๆ น้อยๆ หน่อย เขามีเมียแล้วค่ะหญิง”
“ก็คนหล่ออะ ขอกรี๊ดเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย เห้ยๆๆ นั่นคนควงเก่า เอ้ยเลขาเก่าเดินมาโน่นว่ะ”
“ฉิบหายละ มากับแฟนด้วยว่ะ จังหวะนรกมาก” เสียงซุบซิบของพนักงานไม่ได้ดังมาก แต่ก็ไม่เบาเช่นกัน ตอนนั้นเองที่เขามองตามแล้วเห็นชายหญิงหน้าตาดีคู่หนึ่งเดินมาแต่ไกล ภาพของน่านนทีโอบไหล่ลลิตา รอยยิ้มที่เธอมอบให้แฟนหนุ่ม ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของรองประธานหนุ่ม มือที่กำลังกำช้อนส้อมถูกยกค้าง เขารู้สึกว่าอาหารของบริษัทคุณภาพถดถอยเกินจะกลืนลง คงต้องหาเวลามาตรวจสอบมาตรฐานร้านอาหารที่นี่สักครั้งแล้ว
“วันนี้เลิกงานเราอยากไปไหนมั้ย พี่เห็นเพื่อนๆ ที่แผนกคุยกันว่าข้างออฟฟิศมีคาเฟ่เปิดใหม่ บรรยากาศริมน้ำด้วยนะ เผื่อเราจะไปด้วยกัน”
“อืมมม น่าสนใจนะคะ งั้นเราไปกัน”
“ฮ่าๆ โอเคครับ ตามใจนายหญิงเลย”
“ฮื้อออ ลิ้นจี่ไม่ได้เอาแต่ใจนะ พี่น่านนั่นแหละชอบสปอยล์ ชิส์” สองหนุ่มสาวเดินไปพูดไป หยอกล้อกันตามประสา แล้วสายตาหญิงสาวที่เหลือบไปเห็นอดีตเจ้านายสายตรงก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เขามาทำอะไรที่นี่? เป็นสิ่งแรกที่ลลิตานึกสงสัย น้อยครั้งที่รังสรรค์จะลงมาทานอาหารที่ห้องอาหาร ตอนที่เธอทำงานกับเขาก็มีบ้างที่ลงมาด้วยตัวเอง ส่วนมากเธอกับณัฐกานต์จะสั่งไปให้เขาที่ห้องทำงาน แต่หลังจากแต่งงานแล้วเขาก็ไม่เคยลงมาอีกเลย คิ้วสวยขมวดเป็นปมเล็กๆ
“ลิ้นจี่หยุดเดินทำไมล่ะ มีอะไรรึเปล่า”
“เอ่อ ไม่มีค่ะพี่น่าน เดี๋ยวลิ้นจี่ไปซื้อข้าวนะคะ วันนี้อยากกินข้าวราดแกงร้านนั้น”
“โอเคเดี๋ยวพี่ไปซื้อน้ำ เราเอาน้ำแดงนะ”
“โอเคค่ะ เจอกันโต๊ะตรงนั้น” ลลิตาตอบรับแบบขอไปทีแล้วเร่งเดินออกไป น่านนทีจับสังเกตความผิดปกติของลลิตาได้ รวมถึงห้องอาหารที่เงียบสงบ เขาเริ่มรับรู้ถึงบรรยากาศแปลกไปของที่นี่ มันต่างออกไปจากทุกวัน
“วันนี้ทุกคนถือศีลอะไรกันปะวะ หรือว่าเราตกข่าวอะไรของบริษัทไป แต่...คงไม่ใช่แล้วล่ะ” น่านนทีพูดติดตลกคนเดียว กระทั่งสายตาสงสัยปะทะกับสายตาคมกล้า ไม่ผิดจากที่คิด คนที่ทำให้ห้องอาหารอึมครึมนั่งทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่มุมหนึ่งของโถงกว้าง แล้วดูสายตาที่จ้องเขม็งนั่นสิ แทบจะทิ่มแทงเขาทั่วทั้งร่างแล้ว
“นั่นก็ไม่น่าจะทำให้พนักงานทุกคนสงบเงียบได้ขนาดนี้นี่หว่า แล้วมองอะไรขนาดนั้นวะ” น่านนทีเสียวสันหลังวาบ พยายามทำความเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าตนเองผิดตรงไหน เขามั่นใจว่าช่วงนี้ตนทำงานดีมากเสียด้วยซ้ำ เขาคงคิดไม่ถึงว่านั่นเป็นอาการคนหวงก้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชะตากรรมของตนเองกำลังถึงจุดพลิกผันเข้าแล้ว
“คุณกานต์ ต่อสายหาหัวหน้าแผนกไอทีด่วน ผมมีเรื่องต้องคุยกับเขาตอนนี้”
“ท่านรอต้องการพูดคุยกับหัวหน้าแผนกไอทีนะคะ ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านไหนคะ”
“บอกว่าติดต่อพนักงาน ชื่อน่านนที”
“ติดต่อกับหัวหน้าแผนกไอที และพนักงาน คุณน่านนทีนะคะ สักครู่ค่ะ”
“อืม”
รองประธานมีเรื่องด่วนถึงกับต้องการคนจากแผนกไอทีจัดการให้หรือ แล้วยังติดต่อด้วยตัวเองอีก แบบนี้ชักน่าสงสัย ฉับพลันความคิดของณัฐกานต์ก็มีภาพความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมาในหัว น่านนที! ใช่คนนั้นที่เป็นแฟนกับลลิตาอยู่แผนกไอทีหรือเปล่า แย่แล้ว!
“จะเป็นไปได้ยังไง เขาไม่เคยพูด ไม่เคยเปิดตัวว่าคบกันกับท่านรอง จะไปมีปัญหากันได้ไง คนนึงแต่งงานแล้ว อีกคนก็มีแฟน หยุดคิดอะไรเพ้อเจ้อ ทำงานๆ” แต่พอตั้งสติเลขาอย่างเธอต้องไม่มองโลกในแง่ร้ายเกินไป เมื่อสงบจิตใจได้ก็คิดว่าบางทีอาจเป็นเรื่องงาน ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตเลขารุ่นน้องของเธอ
“คงไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก ขอให้อย่ามีอะไรแบบที่ฉันคิดเลย” ถึงจะพยายามมองโลกในแง่ดีก็ยังอดไม่ได้ที่จะไม่สบายใจจริงๆ ได้แต่ขออย่าให้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นเลย
แล้วคำเฝ้าภาวนากับสิ่งที่นึกกลัวของณัฐกานต์ก็เกิดขึ้นจริง วันต่อมาเธอก็ทราบข่าวว่าน่านนทีจะถูกส่งตัวไปดูงานบริษัทในเครือไกลถึงสิงคโปร์ ชัดเจนแล้วว่ามีคนตั้งใจตัดด้ายแดงนี้ของหนุ่มสาวที่เพิ่งตกลงคบกันไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ
“อุตส่าห์ขอให้ไม่เป็นอย่างที่คิด แต่นี่มันเกินคาดคิดไปอีก อยากจะบ้า จะวาสนาใครไม่รู้แต่ดูท่าวาสนาของหนุ่มสาวคู่นี้มีอุปสรรคเข้าให้แล้ว” เลขาสาวใหญ่ได้แต่นั่งไว้อาลัยอย่างปลงๆ เธอทำงานคลุกคลีกับทั้งรังสรรค์และลลิตามาแต่ต้น ใช่ว่าจะไม่ระแคะระคายความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง แต่เธอเป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าไปยุ่งได้
“ผมไม่เข้าใจครับหัวหน้า ทำไมถึงเป็นผมที่ได้ไปทำงานสาขาต่างประเทศ ทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ”
“ถึงไม่เคยมีใครที่ได้ไปประจำสาขาอื่นทั้งที่อายุงานยังน้อย ก็ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้นะน่าน คุณเป็นคนมีฝีมือ คิดซะว่านี่เป็นโอกาสที่หลายคนอยากทำให้ได้เหมือนคุณ แต่พวกเขาก็ไม่ถูกเลือก” ชายหนุ่มกลับไปทำงานต่อด้วยความสับสน การโยกย้ายน่านนทีไปที่อื่นสร้างความงุนงงให้ทั้งแผนกไอทีและการตลาด เจ้าตัวก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นตัวเองที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปี เป็นไปได้น้อยมากที่โอกาสการพัฒนาฝีมือ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจะตกมาถึงเขาได้
“ถึงจะน่ายินดีจริงๆ แต่นั่นต้องแลกด้วยการห่างกับลิ้นจี่ แบบนี้เราจะทำยังไงต่อดีวะ”
แม้จะนั่งอยู่หน้าจอคอมแต่เขากลับไม่มีสมาธิโฟกัสกับงานตรงหน้าเลย การห่างจากคนรักนั้นเป็นสิ่งที่ขมขื่นสำหรับคนมีแฟนครั้งแรกไม่น้อย แล้วระยะทางที่ห่างกันจะทำให้ความรักของพวกเขาไปรอดไหม พลันสายตามองไปยังประตูทางเข้าแผนกก็สะดุดกึก รังสรรค์กำลังยืนจับจ้องมาที่ตนเอง ในใจชายหนุ่มเหมือนรู้คำตอบของเรื่องราวทุกอย่าง แม้เขาอยากจะยื้อไว้ แต่ความรักนี้คงไปต่อได้ยากแล้ว
__________
นั่นสิเจ๊กานต์ ฉันก็คิดแบบหล่อน วาสนาผู้ใดไม่รู้ ที่รู้ๆ ไม่ใช่วาสนาน่านนทีแล้วหนึ่ง อิพ่อสกัดดาวรุ่งแรงมากนะ!นายมารร้าย!