“ปู้เอ้อร์ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ครูจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ…”
เฉินจิงฮัวผู้มีใบหน้านองน้ำตาสวมกอดเซี่ยปู้เอ้อร์แแ่ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเ็ปใจและสงสาร แต่เซี่ยปู้เอ้อร์ส่ายศีรษะพูดว่า “ผมไม่อยากให้ครูมาสงสาร ผมแค่อยากจะบอกให้ครูรู้ว่าถ้าผมไม่อยู่แล้ว คนที่ชื่อว่าเซี่ยปู้เอ้อร์ไม่ใช่ขยะสังคมเหมือนที่ใครเขาพูดกัน”
“เธอไม่อยู่แล้ว? เธอหมายความว่ายังไง”
เฉินจิงฮัวเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ แต่เซี่ยปู้เอ้อร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “มีใครบางคนไม่้าให้เรารอดชีวิตออกไปได้ พวกมันตัดน้ำตัดไฟและตัดระบบการสื่อสารของเรา แต่เราต้องหาทางออกไปให้ได้ครับ เราอยู่ที่นี่ไม่ได้ ไม่งั้นเราจะตาย”
“ไม่มีทาง ข้างนอกมันอันตรายเกินไป เธอจะออกไปไม่ได้นะ อยู่ที่นี่ก็ปลอดภัยแล้ว เราจะ…”
เฉินจิงฮัวดึงเด็กหนุ่มเข้ามาเขย่าตัวเพื่อเรียกสติ ใบหน้าของเขาซีดขาวก็จริง แต่สีหน้ายังคงหนักแน่นไม่เปลี่ยนแปลง เด็กหนุ่มพูดน้ำเสียงเด็ดขาดว่า “ครูเฉิน ต่อให้ผมตายก็ไม่เป็ไร แต่ครูยังมีอนาคตที่สดใส ผมจะพาครูหนีไปให้ได้เหมือนที่ผมทำในวันนี้ ถ้าครูรอดชีวิตไปได้ ต่อให้ตายผมก็ไม่เสียใจ”
“อย่าไปเลยนะ ขอร้องล่ะ ข้างนอกมันอันตราย…”
เฉินจิงฮัวกอดเขาแน่นด้วยความขมขื่น แต่เซี่ยปู้เอ้อร์ลูบเส้นผมของเธอและกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า “ครูเฉิน ต้องมีใครสักคนทำอะไรสักอย่าง ได้โปรดจดจำผมเอาไว้ ถ้าผมไม่อยู่แล้ว ครูต้องใช้ชีวิตต่อไปให้มีความสุข”
“ไม่นะ อย่าไปนะ…”
สิ่งที่เฉินจิงฮัว้าที่สุดในตอนนี้ก็คือห้ามไม่ให้เซี่ยปู้เอ้อร์ออกไปข้างนอก แต่เด็กหนุ่มก็ผลักเธอออกและรีบเดินไปที่ประตู เฉินจิงฮัวร้องไห้เสียงดังอยู่ภายในห้อง เซี่ยปู้เอ้อร์ได้แต่หลบมายืนพิงผนังด้านนอกและกระซิบกับตนเองว่า “ผมจะรอดชีวิตกลับมาให้ได้ ผมจะกลับมาช่วยครูออกไป”
“เซี่ยปู้เอ้อร์ มาคุยกันหน่อยสิ…”
ทันใดนั้น หลี่เสว่จู๋ก็เดินมาออกมาจากห้องฝั่งตรงข้าม เซี่ยปู้เอ้อร์ก้มหน้าปาดน้ำตาสูดหายใจลึกๆ ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายในความเงียบ หลี่เสว่จู๋จ้องมองเขาพูดว่า “วันนี้นายทำตัวผิดปกติ เป็เพราะอะไรกัน”
“อย่าทำเหมือนเราเป็คนคุ้นเคยกันเลย ฉันกับเธอไม่เคยพูดกันเกิน 10 ประโยคด้วยซ้ำ…”
เซี่ยปู้เอ้อร์ส่ายหน้าและจุดบุหรี่สูบ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็กลับมาเป็คนที่เกลียดชังมนุษย์เหมือนเดิมแล้ว แต่หลี่เสว่จู๋ก็ไม่สนใจและพูดว่า “ฉันไม่ได้สนิทกับนาย แต่วันนี้นายทำให้ฉันใมากนะ ฉันไม่คิดเลยว่านายจะยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือครูเฉิน เดี๋ยวนี้นายเป็ลูกผู้ชายแล้วนี่!”
“หูฉันฝาดไปหรือไง นี่เธอกำลังชมฉันอยู่ใช่ไหม”
เซี่ยปู้เอ้อร์มองเด็กสาวด้วยสายตาแปลกๆ หลี่เสว่จู๋ได้แต่ถอนหายใจว่า “ฉันเป็ผู้หญิง ฉันปกป้องตัวเองไม่ได้หรอก อีกอย่างเราอยู่กันคนละฝ่าย ถ้าฉันทำดีกับนาย คนที่อยู่ฝ่ายเดียวกับฉันก็ได้ไล่ฉันออกมาสิ ฉันต้องเลือกอยู่ฝ่ายครูหวังเพื่อปกป้องตัวฉันเอง หวังว่านายจะเข้าใจนะ”
“ฉันเข้าใจแล้ว แต่เธออยากจะพูดอะไรกันแน่…”
ดวงตาของเซี่ยปู้เอ้อร์ปรากฏความมึนงงมากขึ้นเรื่อยๆ หลี่เสว่จู๋กล่าวต่อ “ฉันรู้ว่านายแกล้งออกมาหาอาหาร แต่ความจริงแล้วนายกำลังคิดหาทางหนีไปจากที่นี่ แต่ที่ฉันไม่เข้าใจก็คือทำไมนายต้องรีบไปล่ะ ถึงจะไม่มีใครมาช่วยเราก็จริง แต่อยู่ก่อนสัก 2 - 3 วันก็ไม่เห็นเป็อะไร”
“โทษทีนะ ฉันบอกเธอไม่ได้หรอก เพราะเธอไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับฉัน และเธออยู่ฝ่ายเดียวกับครูหวังไม่ใช่เหรอ?”
เซี่ยปู้เอ้อร์ย้อนคำพูดของเธอกลับไป แต่หลี่เสว่จู๋ก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ “คิดว่าฉันอยากอยู่หรือไงล่ะ ฉันเลือกอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ก็อย่างที่นายพูดก่อนหน้านี้ ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียน อย่าคิดว่าทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด”
“หลี่เสว่จู๋ อย่ามาทำตัวน่าสงสารน่า…”
เซี่ยปู้เอ้อร์มองเด็กสาวพร้อมกับฉีกยิ้ม หลี่เสว่จู๋ไม่ใช่เด็กนักเรียนหญิงทั่วไป แต่เธอเป็ลูกสาวนายตำรวจจิตใจแข็งแกร่ง ดังนั้น เขาจึงพูดต่อว่า “ตอนอยู่ที่โรงเรียน เธอไม่สนใจฉันเลยสักนิด ตอนนี้มาพูดไปก็ไร้ประโยชน์ ฉันคงบอกได้อย่างเดียวให้เธอดูแลตัวเองให้ดี”
ในตอนนั้น หลี่เสว่จู๋ตอบกลับมาเสียงอ่อยว่า “ถึงภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่ฉันไม่ต่างอะไรจากครูซงหรอกนะ ฉันไม่ใช่คนเก่ง ฉันต้องหาทางเอาตัวรอด ลืมที่ฉันพูดไปเถอะ ไม่สิ ขอให้นายโชคดีก็แล้วกัน”
“เธอเองก็โชคดีนะ…”
เซี่ยปู้เอ้อร์ยืนมองหลี่เสว่จู๋เดินกลับเข้าไปในห้อง สำหรับเขาเจตนาของหลี่เสว่จู๋ชัดเจนแล้ว เธอก็เหมือนกับซงเจี่ยเหวินที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เธอทำได้เพียงเลือกอยู่กับกลุ่มที่มีความแข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าหลี่เสว่จู๋อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เซี่ยปู้เอ้อร์คิดไม่ออกเลยว่าหลี่เสว่จู๋้าจะพูดอะไรกันแน่
“หรือว่าหวังเอ้อโกวอยากจะปั่นหัวฉันวะ…”
เซี่ยปู้เอ้อร์ขมวดคิ้วและเดินไปที่ประตูห้องห้องหนึ่ง ก็เป็จังหวะเดียวกับที่โต่วโต่วเดินยิ้มร่าเข้ามาหาพร้อมกับถือท่อนเหล็กอยู่ในมือ โต่วโต่วบอกกับผู้เป็ลูกพี่ว่า “ฉันเพิ่งถอดท่อออกมาจากเครื่องทำความร้อนล่ะ โก่วเม่ยบอกว่าเราเอามีดมาติดปลายได้ เราจะใช้มันเป็หอกทะลวงพวกซอมบี้!”
“ทำได้ดีมาก! งั้นเรามาทำเพิ่มกันเถอะ…”
เซี่ยปู้เอ้อร์รับท่อนเหล็กมาดูด้วยความพอใจ ก่อนที่จะเรียกให้โก่วเม่ยมารวมตัวกันในห้อง เด็กหนุ่มทั้งสามคนอยู่ในห้องจนตกเย็น และเมื่อพวกเขากลับออกมาอีกครั้ง ทุกคนก็ต้องประหลาดใจ
“เซี่ยปู้เอ้อร์ แกโตเป็ผู้ใหญ่แล้วจริงๆ สินะ…”
จ้าวหงซินที่ยืนพิงกำแพงอยู่ะเิเสียงหัวเราะขึ้น เช่นเดียวกับหวังเอ้อโกวและกลุ่มนักกีฬาที่มองพวกเด็กหนุ่มด้วยสายตาขบขัน เด็กหนุ่มทั้งสามคนถือท่อนเหล็กอยู่ในมือ ปลายท่อนเหล็กผูกติดด้วยมีดทำอาหารแบบตะวันตก และที่แขนของพวกเขาก็มีหนังสือหนาๆ หลายเล่มมัดติดอยู่เป็เหมือนกับชุดเกราะกันซอมบี้กัด จึงเป็ภาพที่มองโดยรวมแล้วค่อนข้างตลกมาก
“ปู้เอ้อร์ เธอจะออกไปจริงๆ ใช่ไหม…”
เฉินจิงฮัวเดินเข้ามาหาด้วยดวงตาแดงก่ำ ไม่ต่างไปจากผู้เป็ภรรยากำลังจะต้องส่งสามีไปออกรบ เซี่ยปู้เอ้อร์ไม่ปฏิเสธเลยว่าในตอนนี้เขาอยากจะจูบเธอที่สุด แต่เขาก็ได้แต่พูดว่า “ต้ายุ้ยโถว ดูแลครูเฉินให้ดี ถ้ามีใครมารังแกเธอ ฉันจะกลับมาฆ่ามัน”
“ไม่ต้องห่วง! ถ้ามีใครกล้ารังแกพวกครู ฉันจะขอสู้จนตัวตาย…”
ต้ายุ้ยโถววิ่งออกมาจากห้องพร้อมกับชูมีดฟันเลื่อยขึ้นในอากาศ แต่หวังเอ้อโกวส่งเสียงหัวเราะเยาะว่า “เซี่ยปู้เอ้อร์ ไม่ต้องเสียเวลาหรอกน่า เฉินจิงฮัวกับคุณครูคนที่เหลือเป็เพื่อนร่วมงานของฉัน ฉันไม่รังแกพวกเธอหรอก แกห่วงตัวเองไว้ก่อนดีกว่านะ ถ้าเป็ไปได้ก็อย่ากลับมาที่นี่อีก”
“กล้าดียังไงมาพูดอย่างนี้ เขาจะต้องกลับมาอยู่แล้ว”
ซงเจี่ยเหวินมองหวังเอ้อโกวด้วยความโกรธแค้น เสร็จแล้วจึงสวมกอดเซี่ยปู้เอ้อร์และจูบอย่างดูดดื่ม แม้แต่ลิ้นก็สอดเข้าไปในปากของเขาด้วยซ้ำ กลุ่มเด็กนักเรียนพากันจ้องมองด้วยความอิจฉา การถูกคุณครูคนสวยจููบเช่นนี้ต่างก็เป็ความฝันของเด็กหนุ่มทุกคน
“ซงเจี่ยเหวิน ช่วยระวังพฤติกรรมของตัวเองหน่อย นั่นมันเด็กนักเรียนนะ…”
ครูใหญ่สื่อเดินย่ำเท้าเข้ามาด้วยความไม่พอใจ สองตามองคุณครูสาวอย่างตำหนิ แต่ซงเจี่ยเหวินถอนริมฝีปากออกจากเด็กหนุ่มและพูดด้วยความภูมิใจว่า “เด็กนักเรียนแล้วทำไมคะ? ฉันจะบอกครูใหญ่ให้นะคะ วันนี้ฉันขอลาออก เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วฉันก็จะหย่ากับสามี และฉันจะจูบปู้เอ้อร์ให้ทุกคนดูกลางถนนเลย!”
“...”
เซี่ยปู้เอ้อร์เต็มไปด้วยความมึนงงสับสนจนพูดไม่ออก ทำไมเธอถึงพูดเื่การแต่งงานได้ง่ายดายขนาดนี้นะ และแล้วซงเจี่ยเหวินก็ทำท่าจะเริ่มต้นจูบเขาอีกรอบในขณะที่เฉินจิงฮัวยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้กลายเป็หิน เซี่ยปู้เอ้อร์คิดได้ว่าต้องทําอะไรสักอย่างแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีใครบางคนะโขึ้นว่า “ครูใหญ่สื่อ วันนี้ฉันขอลาออกด้วยอีกคน ฉันจะไม่เป็คุณครูอีกแล้ว”
อู๋เสียวิ่งเข้ามาสวมกอดต้ายุ้ยโถว จากนั้นจึงจูบปากเด็กหนุ่มร่างอ้วนต่อหน้าต่อตาทุกคน ก่อนที่จะพูดว่า “ฉันหย่าขาดจากสามีมานานแล้ว จากนี้ไป ต้ายุ้ยโถวจะเป็สามีของฉัน!”
“แม่งเอ๊ย!”
เซี่ยปู้เอ้อร์หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา เขาคิดอยู่แล้วว่าเ้าอ้วนจะต้องอิจฉาเื่คุณครูสาวๆ และเซี่ยปู้เอ้อร์จำได้ว่าต้ายุ้ยโถวเคยแอบชอบอู๋เสียมาก่อน คิดไม่ถึงเลยว่าต้ายุ้ยโถวจะใช้สถานการณ์นี้พิชิตหัวใจของคุณครูสาวได้สำเร็จ และตอนนั้นเอง ซงเจี่ยเหวินก็ปรบมือพร้อมทั้งยิ้มกว้าง “เยี่ยมมากค่ะ ครูอู๋ ขอต้อนรับเข้าสู่สมาคมคนมีผัวเด็กนะจ๊ะ”
“ดีมาก! หน้าไม่อายกันจริงๆ ผู้หญิงสมัยนี้…”
ครูใหญ่สื่อชี้นิ้วไปที่พวกเธอด้วยความเหนื่อยใจ ถึงขั้นปาโทรศัพท์มือถือทิ้งและะโด้วยความโกรธ “งั้นฉันก็ไม่เป็ครูใหญ่แม่งแล้วเหมือนกัน ไม่เห็นมีใครเคารพฉันเลยสักคน อยากทำอะไรกันก็เชิญตามสบาย ขอให้มีชีวิตที่ยืนยาวก็แล้วกัน ฮื้ม”
“เย้…”
ในจังหวะนั้น กลุ่มเด็กนักเรียนส่งเสียงร้องและปรบมือด้วยความดีใจ ทุกคนตื่นเต้นกับการที่มีคุณครูสาวประกาศตัวสละโสด แม้แต่หลี่เสว่จู๋ก็ร่วมปรบมือด้วย มีเพียงเฉินจิงฮัวคนเดียวเท่านั้นที่ยืนกัดริมฝีปากและมองแผ่นหลังของเซี่ยปู้เอ้อร์ด้วยสายตาสับสน