เจียงตั่วตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน“ผมอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว เื่การแต่งงานของตัวเอง ผมตัดสินใจเองได้อีกอย่างเื่คูปอง ‘สินสมรสสามสิ่งหมุนหนึ่งสิ่งเสียง’รบกวนช่วยรวบรวมให้ผมหน่อยนะครับ ให้คนที่นี่แลกมาแล้วส่งให้ผมด้วยหักเงินจากเงินเดือนของผมได้เลย กรุณารีบดำเนินการให้เร็วที่สุดด้วยนะครับ”
ฟางซูหวาย“เสี่ยวตั่ว เกิดเื่อะไรขึ้นกับนายกันแน่นายถูกใครหลอกมาหรือเปล่า?”
เด็กคนนี้ไม่เคยสนใจเื่สำคัญอย่างการแต่งงานเลยแล้วทำไมอยู่ดีๆ หลังจากไปปฏิบัติภารกิจที่ชนบทมาครึ่งปี จู่ๆก็อยากแต่งงานกะทันหันขนาดนี้?
ดวงตาของเจียงตั่วจับจ้องไปข้างหน้าอย่างลึกซึ้งใช่ มีเื่เกิดขึ้นจริง แต่เขาคือคนเสนอการแต่งงานเองและตอนที่เขาได้สติขึ้นมาในห้องใต้ดิน เขาก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
“เปล่าครับ” เพื่อไม่ให้ครอบครัวคิดมากและเกิดปัญหาตามมาเขาจึงพูดลอยๆ ขึ้นมาว่า “เราสองคนรักกัน”
ฟางซูหวาย“...”
เอาล่ะ!เขาอยากจะเห็นจริงๆว่าผู้หญิงคนนี้โดดเด่นแค่ไหนถึงสามารถละลายหัวใจที่แข็งราวกับเหล็กกล้าของหลานชายผู้แข็งแกร่งคนนี้ได้!
หลังจากวางสายแล้วฟางซูหวายก็โทรศัพท์ไปยังอำเภอจินทันที…
……
ฝั่งตรงข้ามถนนิจูเดินเข้าไปในสหกรณ์ร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอจินบนผนังแขวนป้ายคำขวัญสีแดงขนาดใหญ่เขียนว่า ‘พัฒนาเศรษฐกิจรับประกันอุปทาน’ และ ‘รับใช้ประชาชน’
ภายในมีแผงขายของเรียงรายกันสินค้าจำเป็ในชีวิตประจำวันของยุคนั้นเกือบทั้งหมดมีให้เลือกซื้อที่นี่คล้ายกับตลาดการค้าในยุคหลัง
แต่เื่ที่ทำให้ิจูใคือราคาของสินค้า...
เธอเดินดูรอบๆเลือกซื้อของไปมากมาย
ตอนที่เจียงตั่วหาเธอเจอถุงผ้าขาวขนาดใหญ่ที่เธอถือมาเองก็แทบจะล้นทะลัก ข้าวของเยอะขนาดนี้หลังจากหักคูปองต่างๆ ออกไป เหลือเพียงไม่ถึงสิบหยวนแล้ว
เจียงตั่วรับถุงที่หนักจนทำให้เธอเอียงไปครึ่งตัวมาถือสบายๆน้ำหนักแค่นี้สำหรับเขามันเบาราวกับขนนก
ิจูพูดอย่างตื่นเต้น“ฉันซื้อของมาเยอะแยะเลย... ของใช้ในบ้าน เครื่องปรุงหลายอย่างแล้วก็ของใช้ส่วนตัวให้คุณด้วย ที่หมู่บ้านไม่ค่อยมีใครไปมาหาสู่กับเราเท่าไหร่ฉันเลยไม่ได้วางแผนจะจัดเลี้ยงในงานแต่งงานไม่ทราบว่าทางคุณมีคนที่ต้องเชิญมาร่วมงานเป็พิเศษหรือเปล่าคะ?”
เจียงตั่วตอบกลับมาสั้นๆได้ใจความ “เฉียวปิน”
เมื่อิจูรู้ว่ามีแค่คนเดียวเธอพยักหน้า “งั้นฉันจะใช้คูปองอาหารและคูปองเนื้อของคุณแลกหมูสามชั้นสองจิน น้ำมันถั่วลิสงสองจิน และแป้งขาวห้าจิน เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”
ที่จริงเธอยังซื้อชุดชั้นในผ้าโปร่งมาสองชุดด้วยในหมู่บ้านเล็กๆ บนูเาในยุคนี้ ชุดชั้นในยังไม่เป็ที่นิยมแพร่หลาย
แต่ร่างกายที่บอบบางของเธอมีรูปร่างที่ดีมากแต่ข้างในกลับใส่แค่เสื้อกล้ามสั้นๆทำให้สิ่งนั้นมันแกว่งไปมาจนเธอรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
ดังนั้นพอได้เข้ามาในร้านเธอจึงซื้อชุดชั้นในก่อนเป็อันดับแรก
แต่ถ้าเธอเล่าเื่นี้ให้ชายตรงหน้าฟังเขาคงบอกให้เธอรักษามารยาทอีกใช่ไหมล่ะ?
ช่างเถอะไม่แกล้งเขาแล้วดีกว่า
ขณะที่เจียงตั่วฟังเธอเล่าเื่ของที่ซื้อไปเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงพาิจูมาที่แผงเสื้อผ้าจากนั้นชี้ไปที่ชุดสีเขียวทหารที่แขวนอยู่ด้านหน้าสุด แล้วถามว่า“ชุดนี้ราคาเท่าไหร่ครับ?”
พนักงานหญิงของสหกรณ์ร้านค้ากวาดสายตามองทั้งสองคนหัวจรดเท้าหลายครั้งแล้วตอบแบบไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ “มีคูปองผ้ามาไหมคะ?ถ้าไม่มี ทั้งชุดราคาสามสิบสามหยวน แยกชิ้นได้ เสื้อสิบเอ็ดหยวนกางเกงยี่สิบสองหยวนค่ะ”
ิจูอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว“แพงจัง!”
หากย้อนกลับมาในยุคนี้เงินเดือนของคนงานธรรมดาในเมืองก็แค่สามสิบสี่สิบหยวนต่อเดือนเท่านั้น
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของิจูพนักงานหญิงก็ชักสีหน้าไม่พอใจ “มาจากหมู่บ้านเล็กๆใช่ไหมคะ? นี่คือ ‘ผ้าใยสังเคราะห์’แน่นอนว่าต้องแพงกว่าชุดผ้าฝ้ายราคาหกหยวนทั้งชุดที่อยู่ข้างๆถ้าไม่รู้จักของก็อย่าถามราคาไปทั่วสิคะ”
ิจูตอบโต้กลับไปโดยไม่ลังเล“ถ้าฉันไม่ถามราคาแล้วจะตัดสินใจได้ยังไงว่าควรซื้อหรือไม่ซื้อ?”
ในยุคนี้การได้ทำงานในสหกรณ์ร้านค้าถือเป็งานที่มั่นคง ใครๆ ก็อยากได้งานนี้พนักงานทุกคนจึงมีท่าทางหยิ่งยโส
อีกฝ่ายดูถูกเหยียดหยาม“อย่างกับว่าถามแล้วมีปัญญาซื้อได้งั้นแหละ”
ิจูหัวเราะด้วยความโกรธกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เห็นเจียงตั่วหยิบเงินออกจากกระเป๋าแล้วพูดเสียงเรียบว่า“เอาชุดนี้ครับ”
พนักงานสหกรณ์ร้านค้าอดไม่ได้ที่จะมองเจียงตั่วอีกครั้งตอนแรกคิดว่าผู้ชายผิวคล้ำแต่หล่อเหลาคนนี้เป็แค่ชาวนาบ้านนอกไม่คิดว่าจะควักเงินออกมาจ่ายได้ง่ายๆ แบบนี้
ิจูนึกถึงราคาสินค้าในยุคนี้และเงินสินสอดที่เหลืออยู่ในมือเธอรู้สึกว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ไม่คุ้มกับราคาเอาเสียเลยเธอรีบกดมือเจียงตั่วที่กำลังยื่นเงินให้ “อย่านะคะฉันไม่เอาเสื้อผ้าชุดนี้!”
เจียงตั่วขมวดคิ้วเขาซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เธอ แต่เธอกลับบอกว่าไม่เอา นี่หมายความว่า...
“เธอไม่ชอบเหรอ?”
ิจู“...”
มันเกี่ยวอะไรกับชอบไม่ชอบเล่ามันแพงต่างหาก!
ส่วนพนักงานหญิงคนนั้นหัวเราะเยาะออกมาอย่างดูถูก“ซื้อไม่ไหวก็อย่ามาอวดรวยเลยค่ะ”
ิจูรู้สึกไม่พอใจดวงตาฉายแววหงุดหงิด เธอเชิดหน้าจ้องมองพนักงานคนนั้นอย่างรังเกียจ“เสื้อผ้านี้เธอจับแล้ว ฉันไม่อยากได้ มันไม่เป็มงคลแถมผ้าใยสังเคราะห์แบบนี้ ต่อให้ทนทานไม่ยับง่าย แต่ใส่แล้วก็ยังหนาวในฤดูหนาวร้อนในฤดูร้อน จะซื้อมาทำไมกัน?”
เมื่อได้ฟังคำพูดของิจูเจียงตั่วก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างใจเย็น ท่าทางเข้าใจแล้ว
“ยังไม่เจอที่ถูกใจสินะ งั้นไปเดินดูที่อื่นกันเถอะ”
เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังจะออกไปจากร้านพนักงานหญิงก็โมโห เธอตวาดเสียงดังลั่น “ไม่อยากซื้อก็ไม่ต้องซื้อสิเดี๋ยวก็เอา เดี๋ยวก็ไม่เอา เล่นตลกกับฉันอยู่หรือไง!”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายโกรธิจูก็รู้สึกสะใจ เธอพูดอย่างร่าเริงว่า “พูดถูกแล้วค่ะฉันแค่เล่นตลกกับคุณ ไม่พอใจก็ลาออกไปสิยังไงคุณยืนตรงนี้ทั้งเดือนก็หาเงินได้แค่ค่าเสื้อผ้าชุดนี้ งั้นก็อย่าทำเลยดีกว่า”
ก่อนที่พนักงานหญิงจะพูดอะไรกลับมาิจูก็พูดแทรกขึ้นมาอีกว่า “ถ้ายังกล้าพูดจาไร้สาระอีกฉันจะไปหาเ้านายของคุณ ต่อให้จะร้องไห้ตีโพยตีพาย สุดท้ายก็ต้องตกงานอยู่ดี!”
เธอพูดจบก็ไม่แม้แต่จะมองหน้าของอีกฝ่ายต่อเชิดหน้าราวกับราชินีผู้เย่อหยิ่ง แล้วลากเจียงตั่วหันหลังเดินจากไปพนักงานคนนั้นได้แต่โกรธจนกระทืบเท้าแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว
เพราะงานนี้เป็งานที่ใครๆก็อยากได้จนยอมตายเพื่อมันได้เลย เธอจะยอมเสียงานนี้ไปไม่ได้!
เจียงตั่วถูกิจูลากออกมาไกลพอสมควรเขามองผู้หญิงร่างเล็กข้างกายที่ดูสดใสและร่าเริงเขาเห็นความพึงพอใจของเธอแล้วก็ขมวดคิ้วรู้สึกว่าความพยาบาทแบบนี้มันช่างแตกต่างออกไป...
แต่ก็ปล่อยเธอไปเถอะคำพูดคำจาของพนักงานหญิงคนนั้นก็แย่จริงๆ
เขาไม่ถนัดการเดินซื้อของไม่ถนัดเลือกเสื้อผ้าผู้หญิง จึงพูดขึ้นว่า “เธอชอบแบบไหนก็เลือกเองเถอะ”
ิจูชี้ไปที่แผนกผ้าที่อยู่ไม่ไกล“ฉันจะซื้อผ้าไปตัดเย็บเองค่ะ”
“เธอตัดผ้าเป็ด้วยเหรอ?”
ิจูยิ้มหวาน“เป็สิคะ”
ตอนที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยเธอเครียดกับการเรียนมากเวลาเบื่อกับการอ่านหนังสือก็จะชอบทำงานฝีมือสารพัดเป็การผ่อนคลายแล้วก็ยังชอบดูวิดีโอของบล็อกเกอร์งานฝีมือต่างๆ อีกด้วย
ครั้งหนึ่งเธอเคยเย็บชุดฮั่นฝูด้วยมือให้เพื่อนร่วมห้องใครเห็นก็ต้องอุทานออกมาว่าสุดยอดไปเลย!
สุดท้ายิจูก็ใช้คูปองผ้าที่เจียงตั่วให้ แลกกับผ้าลายดอกไม้เล็กๆ สีขาวพื้นแดง
เดิมทีอยากซื้อเสื้อผ้าให้เจียงตั่วชุดหนึ่งแต่เขายืนยันว่าเขามีเสื้อผ้าใหม่แล้ว ไม่จำเป็ต้องซื้อเพิ่ม
เธอเลยต้องจ่ายเงินอีกสิบกว่าหยวนเพื่อซื้อผ้าทอตัดเสื้อเชิ้ตเรียบสีขาวและผ้าสูทสีกรมท่ามาหลายเมตรรวมถึงซื้อรองเท้าแตะพลาสติกสีขาวที่ดูทันสมัยในยุคนั้นมาคู่หนึ่ง
ก่อนกลับเจียงตั่วซื้อขนมปังกรอบสองห่อและลูกกวาดคละรสชาติให้เธอ
ิจูพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว“ฉันไม่ชอบกินลูกกวาดผลไม้แบบนี้”
เจียงตั่วตอบกลับอย่างจริงจัง“งานแต่งงานต้องแจกขนมให้คนที่มาร่วมงานด้วยไม่ใช่เหรอ?”
ิจูตกตะลึงไปครู่หนึ่งที่จริงเขาไม่ได้ซื้อให้เธอ นี่เธอเข้าใจผิดไปเองงั้นหรือ?
แต่...เขาก็คิดเยอะดีนะ ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าชายร่างใหญ่จะละเอียดอ่อนได้ขนาดนี้
แม้แต่เื่แจกขนมงานแต่งเขาก็ยังคิดด้วยดูเหมือนว่าเจียงตั่วจะใส่ใจงานแต่งงานครั้งนี้มากกว่าเธอเสียอีก
แค่ไม่รู้ว่าในอนาคตหลังจากนโยบายนั้นบังคับใช้ออกมาแล้วเขาจะหย่ากับเธอเพื่อกลับบ้านเกิดเหมือนบัณฑิตพวกนั้นหรือเปล่า...