………………
ภาพที่เด็กหญิงทั้งสองคนกำลังมองเห็นโดยผ่านทางช่องประตูที่ถูกแง้มออกไปเพียงเล็กน้อยนั้น เป็ช่องแคบแค่เพียงสายตาลอดผ่าน มันทำให้เด็กหญิงทั้งสองคนรู้สึกใกลัวจนเนื้อตัวสั่นเป็อันมาก และไม่กล้าย่างเท้าก้าวเข้าไปข้างในบ้านหลังนั้น ทับทิมและอาเล็กค่อย ๆ ก้าวถอยหลังและรีบย่องออกมา ทับทิมจับมือกับอาเล็กได้แล้วก็พากันออกวิ่งหนีกลับบ้านอย่างไม่คิดชีวิต
“อาเล็กเห็นไหม?”
“เห็น!!”
ทับทิมวิ่งจูงมืออาเล็กกลับมาถึงบ้านด้วยอาการกระหืดกระหอบ ทั้งคู่ใจเต้นแรงโครมครามดูเหมือนกับคนที่กำลังเหนื่อยมาก ๆ แต่ก็ไม่วายที่พวกเธอจะต้องวิ่งไปหาสร้อยเพื่อที่จะได้ไปบอกเื่ราวที่เพิ่งได้ไปประสบพบเจอมาเมื่อสักครู่ ส่วนย่าสร้อยยังคงนั่งถักพรมเช็ดเท้าอยู่
“ย่า!! ย่า!!” หน้าตาของทับทิมดูตื่นตระหนก เสียจนสร้อยนั้นอดที่จะสงสัยในตัวของหลานไม่ได้ว่าได้มีเื่อะไรเกิดขึ้น
“เป็อะไรกันลูก!? มีเื่อะไรกัน?” สร้อยถามทับทิมกับอาเล็กด้วยความสงสัยในท่าทีของเด็กหญิงทั้งสองคน
“น้องแคทโดนตี!! ตอนนี้ร้องไห้อยู่…” อาเล็กรีบบอกแม่สร้อยของเธอไป
“หา!! อะไรนะ!? ใครโดนตีนะ…พูดอีกทีสิ?” สร้อยแทบไม่เชื่อหูของตน คิดว่าอาเล็กพูดผิดไป
“น้องแคทค่ะ…พี่เลี้ยงตีน้องค่ะย่า เมื่อกี้นี้เอง หนูไปหาน้องกับอาเล็ก ถ้าย่าไม่เชื่อ!! ย่ารีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“จริงหรือ? เดี๋ยวย่าไปเอง ทั้งสองคนอยู่นี่นะ คอยดูน้องโอมกับน้องออยล์ให้ย่าด้วย”
สร้อยเชื่อที่เด็กหญิงทั้งสองคนพูดเพียงครึ่งหนึ่งแต่อีกครึ่งนั้นยังคงที่จะชั่งใจอยู่ เพราะว่าถึงยังไงเด็กหญิงทั้งสองคนนั้นก็ยังไม่เคยโกหกเธอเลยสักครั้ง สร้อยรีบรุดตรงไปที่บ้านของพี่เลี้ยงเด็กเพื่อตรวจสอบในทันที
ยังไม่ทันที่สร้อยจะถึงหน้าประตูบ้านของพี่เลี้ยงคนนั้นเลยด้วยซ้ำเสียงของเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้อย่างอ่อนแรงคล้ายเสียงของแมวกำลังร้องอยู่ น้ำเสียงค่อย ๆ เบาลงอย่างเห็นได้ชัด สร้อยเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่เกรงใจ เธอเห็นแต่หลานแคทนอนคว่ำหน้าอยู่บนที่นอนของเด็กทารกที่ถูกวางทิ้งไว้ตรงลานหน้าบ้านหลังนั้น หลานสาวตัวน้อยของเธอกำลังร้องไห้แบบอ่อนแรงเหมือนเด็กกำลังใกล้จะหลับ ใบหน้าของหนูน้อยฟุบลงบนที่นอน และสร้อยกำลังมองหาพี่เลี้ยงเด็ก
พี่เลี้ยงเด็กกำลังชงนมและหันมาเห็นสร้อยพอดี สีหน้าของพี่เลี้ยงค่อนข้างใระคนแปลกใจ
“อ่าว…มีอะไรหรือคะ? หนูกำลังชงนมให้น้องอยู่เลย สงสัยจะหลับไปแล้วมั้ง? แกเป็เด็กน่ารักจริง ๆ เลยค่ะ เลี้ยงง่าย ๆ” พี่เลี้ยงเด็กตอบไปยิ้มไป
สร้อยมองดูอากัปกิริยาของพี่เลี้ยงเด็กจึงตอบกลับไปว่า
“อ้อ…วันนี้ฉันมารับเด็กแทนพ่อแม่น่ะ” สายตาของสร้อยยังคงมองไปยังหลานสาวตัวเล็กโดยตลอด
“ไม่เห็นมีใครบอกหนูเลยนะคะคุณพี่…” พี่เลี้ยงเด็กที่อยู่ในวัยสามสิบกว่า ๆ พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเกินอายุจริงของเธอ
“และอีกอย่าง…ในตอนนี้น้อง…ก็ดูท่าทางน่าจะหลับไปแล้วด้วย เดี๋ยวจะโยเยเอานะคะ หนูว่าคุณพี่กลับไปก่อนจะดีกว่านะคะ รอให้แม่เด็กมารับเองจะดีกว่า เพราะคุณพ่อของน้องเขาบอก…ให้หนูดูแลน้องอย่างดี…แล้วเขายังกำชับเอาไว้เลยว่าไม่ให้ใครมารับเด็กนอกจากเขาและภรรยานะคะคุณพี่” พี่เลี้ยงรีบบอกเหตุผลสำคัญให้สร้อยฟังเผื่อว่าแม่สร้อยจะได้เข้าใจมากขึ้น
สร้อยรู้สึกไม่ชอบพี่เลี้ยงคนนี้อย่างมาก หล่อนดูเป็คนไม่จริงใจเลยสักนิด ทั้งคำพูดคำจา รวมไปถึงท่าทาง และน้ำเสียง ดูขัดหูขัดตาอย่างไรก็ไม่รู้ แต่นั่นมันก็ไม่สามารถทำให้สร้อยมาเอาผิดพี่เลี้ยงเด็กได้ เพราะยังคงไม่มีหลักฐานว่าเื่ที่หลานทับทิมกับอาเล็กบอกกับหล่อนมานั้นเป็เื่จริง สร้อยมองดูหลานสาวของเธอและเดินเข้าไปใกล้ ๆ แต่ยังไม่ทันเข้าถึงตัวของหลานสาวตัวน้อยเลยด้วยซ้ำ พี่เลี้ยงตัวแสบก็ได้เอามุ้งครอบเด็กกันยุงมาครอบตัวน้องแคทไว้ในทันที
“พี่กลับไปก่อนนะคะ น้องแคทหลับแล้ว”
สร้อยไม่พูดอะไร เธอเดินออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยความสงสัย ก่อนที่จะมองไปรอบ ๆ ตัวบ้าน ใกล้ ๆ แถวนั้นมีบ้านที่อยู่ติดกันเป็ห้องเช่าอยู่ทางด้านขวามือ ที่นั่นเขาติดป้ายห้ามคนนอกเข้าออกเอาไว้จึงเป็ไปไม่ได้ที่สร้อยจะเข้าไป กลับอีกด้านซ้ายมือนั้นก็เป็บ้านคนที่มีรั้วล้อมรอบจึงเป็ไปได้ยากถ้าสร้อยจะขอเขาเข้าไปข้างในบ้านนั้นอีก ส่วนทางฝั่งตรงกันข้ามเยื้อง ๆ กับบ้านของพี่เลี้ยงเด็กนั้น มีร้านขายของชำเล็ก ๆ อยู่ร้านหนึ่ง สร้อยจึงเดินตรงไปที่ร้านค้าเพื่อทำทีขอซื้อน้ำแล้วจะได้สอบถามในเื่ที่หล่อนอยากจะรู้นั่นเอง
“ขอถามอะไรหน่อยสิคะ รู้จักคนบ้านนี้ไหมคะ? ที่เขาเลี้ยงเด็กน่ะ”
แม่ค้าหยิบน้ำให้กับสร้อย หล่อนรับขวดน้ำมาพร้อมกับยื่นเงินให้กับแม่ค้า แม่ค้ารับเงินแล้วพูดกับสร้อยพร้อมกับทำปากเบะ
“รู้จักสิ!! ก็อีนังคนนี้ มันสติไม่ค่อยจะดีป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ไม่รู้ใครที่ไหน? เอาเด็กมาให้มันเลี้ยงอีกแล้ว!!”
“เขาเป็อะไรเหรอ?”
“มันชอบเล่นกับเด็กแรง ๆ จะตายไปแถมยังชอบแกล้งทำทีว่ารักเด็ก บางครั้งนะ!? ฉันได้ยินอยู่บ่อย ๆ เลย เสียงเด็กร้องอย่างน่าสงสาร บางทีก็เงียบผิดปรกติ บางทีก็มีเสียงด่าไม่รู้ว่ามันกำลังด่าใคร? เพราะบ้านหลังนั้นก็มีแค่มันอยู่บ้านแค่คนเดียว ญาติพี่น้องก็ทิ้งกันไปหมดแล้วไม่รู้ว่ามันจะเอายาอะไรให้เด็กกินเข้าไปหรือเปล่า? ไอ้เราก็ไม่เห็นเสียด้วยสิได้ยินแต่เสียงเท่านั้น”
…………….
ค่ำวันนั้น
สร้อยได้เล่าเื่ราวทั้งหมดให้พัชราและชาติชายฟัง ั้แ่ที่ทับทิมกับอาเล็กไปเห็นเหตุการณ์จนกระทั่งเธอไปที่บ้านหลังนั้นและได้ถามคนที่อยู่แถว ๆ นั้นว่า พี่เลี้ยงเด็กคนนี้น่ะเป็คนเช่นไร? พัชรารู้สึกไม่สบายใจ จึงรีบกลับไปมองลูกสาวของเธออีกครั้งแต่น้องแคทยังคงนอนหลับสนิทอยู่
“แล้วพวกหนูจะไปหาพี่เลี้ยงได้จากที่ไหนล่ะแม่?”
“แม่ก็บอกว่าแม่เลี้ยงให้ได้ แค่เพิ่มหลานมาอีกแค่คนเดียวเอง”
ชาติชายคงจะไม่เชื่อว่าแม่ยายของเขามีความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กได้ดี ซึ่งสร้อยเองนั้นก็เคยบอกไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว เขาคงกลัวว่าแม่ยายจะดูแลลูกสาวของเขาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่พัชราก็บอกว่าแม่ของเธอนั้นเก่งจริง ๆ สามารถเลี้ยงลูก ๆ จนโตมาได้เป็อย่างดีแล้วหลาน ๆ ที่เติบโตมาแล้วในตอนนี้ก็อีกด้วย ส่วนตัวของชาติชายคงจะเห็นว่าแม่ยายของเขานั้นเป็คนงก!! และเห็นแก่เงินนั่นเองถึงได้อยากที่จะรับเลี้ยงลูกสาวของเขา ทั้ง ๆ ที่ในตอนนี้สร้อยก็ยังคงเลี้ยงหลานอยู่อีกตั้งสองคน (โอมกับออยล์) อยู่แล้วเธอก็ยังทำพรมเช็ดเท้าเพิ่มเติมอีก เพราะโดยส่วนตัวของชาติชายแล้ว เขาคงคิดว่าตัวของเขานั้นเป็ผู้ใหญ่ที่ทำงานราชการก็คือทำงานดีนั่นแหละ แล้วยังมีความคิดเอาตัวเองเป็ใหญ่คือไม่ฟังผู้อื่น…เชื่อแต่ตัวเอง เพราะฉะนั้นพัชราและทุกคนจะต้องเชื่อเขา!! เชื่อในความคิดของเขาเท่านั้น!!
“เดี๋ยวพี่ก็ได้บ้านพักแล้ว และราเองก็จะทำงานอีกแค่เพียงเดือนเดียวไม่ใช่หรือไง? ตอนนี้พวกเราก็อดทนกันไปก่อนก็แล้วกัน”
ชาติชายพูดตัดบท พัชรารู้สึกไม่สบายใจในเื่นี้เลย
“พี่…ฉันไม่ค่อยสบายใจเลย ถ้าเกิดว่าเื่นี้เป็ความจริงล่ะ?”
“เรายังไม่มีหลักฐานอะไรไปกล่าวหาเขานะ”
“แม่ว่านะ ถ้าพวกแกอยากได้หลักฐานกันนัก!! ก็ลองไปแอบดูน้องแคทในตอนกลางวันสิ ลองไปแบบที่ไม่ต้องบอกพี่เลี้ยงเด็กล่วงหน้า!! ไม่ต้องให้มันรู้ว่าจะไปที่บ้านหลังนั้น!! เพราะว่าร้านค้าที่แม่ลองไปถาม เห็นเขาบอกว่าได้ยินเสียงร้องของเด็กอยู่ทุกวัน ว่าประเดี๋ยวร้อง ประเดี๋ยวเสียงเงียบไปเลย มันก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกันนะ ดูสิ!! เวลาน้องแคทอยู่บ้าน แม่ไม่เคยเห็นว่าน้องแคทจะร้องไห้งอแงอะไรเลย ไม่ใช่เด็กขี้ร้องแหกปากอย่างน้องออยล์สักหน่อย และเนี่ย!! ั้แ่กลับมา…จะนอนอะไรกันนานขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าพี่เลี้ยงมันเอายานอนหลับให้กินไปหรอกนะ!!” สร้อยพูดด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว และไม่พอใจในตัวของลูกเขยของเธอในตอนนี้เลยจริง ๆ
รุ่งขึ้นวันใหม่ พัชราก็ยังคงเอาน้องแคทไปฝากเลี้ยงกับพี่เลี้ยงคนเดิม
“เอ่อ…วันนี้ฉันจะมารับเด็กค่ำ ๆ หน่อยนะ และนี่เงินค่าเลี้ยงเด็กค่ะ ฉันให้พิเศษเพิ่มสำหรับวันนี้ด้วยค่ะ”
“อุ้ย!! แหม…พิซง…พิเศษอะไรกันค้า ไม่ต้องก็ได้ค่ะ คนกันเองทั้งนั้น และอีกอย่าง น้องแคทน่ะเลี้ยงง่าย ๆ ค่ะ น่ารักมากเลย ต่อให้เอามาฝากไว้ทั้งวันทั้งคืนก็ได้จ้า พี่ว่างตลอด 24 ชั่วโมงเลยค่ะคุณน้อง”
หน้าของพัชราดูเจื่อนไป แต่เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรพร้อมกับส่งลูกน้อยของเธอให้กับพี่เลี้ยง
………………
บ่ายของวันนั้น
อากาศค่อนข้างที่จะร้อนและอบอ้าวไม่มีลมพัดให้ชื่นใจเลยสักนิด กลิ่นอายของแสงแดดยังคงร้อนแรงระอุดั่งจะแผดเผาให้สิ่งใด ๆ ก็ตามที่อยู่ในรัศมีให้มอดไหม้วอดวาย กลายเป็จุณไปกับความร้อนของดวงอาทิตย์
“โอ๊ย!! ทำไมมันร้อนกันอย่างนี้นะ” พี่เลี้ยงบ่นพลางเดินงุ่นง่านไปหาพัดลม ด้วยความที่อากาศร้อนเด็กน้อยเลยรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว อีกทั้งพี่เลี้ยงก็ไม่ค่อยจะได้สนใจในตัวหนูน้อยในตอนนี้สักเท่าไหร่ หากว่าพี่เลี้ยงพาเด็กน้อยไปอาบน้ำอาบท่าเสียหน่อยอาจจะทำให้รู้สึกสบายตัวขึ้นมากกว่านี้ก็ได้ ก็เลยทำให้น้องแคทเริ่มส่งเสียง
“อิ๊…แอ๊…อุ…แว๊…อุแว๊..” เด็กน้อยร้องด้วยอารมณ์หงุดหงิดและเหนียวตัว สองมือและสองขาดิ้นไขว่ไปมา
“จะเอาอะไรอีกล่ะ? หา!! ประเดี๋ยวแม่หักคอทิ้งเสียเลยคนยิ่งร้อน ๆ อยู่” พี่เลี้ยงลุกขึ้นไปชงนมให้น้องแคทด้วยความรำคาญ
“นี่!! กินไปเสีย!! จะได้หลับ ๆ ไป”
พี่เลี้ยงเด็กเอานมยัดใส่ปากของหนูน้อย ด้วยความที่นมนั้นยังคงร้อนอยู่แทนที่หนูน้อยจะดูดนมและนิ่งเงียบไป กลับสะดุ้งและสำลักนมอย่างน่าสงสาร พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องลั่นบ้าน พี่เลี้ยงเด็กจึงเกิดอาการหงุดหงิดและรำคาญหนูน้อยในทันที
“จะเอาแบบนี้ใช่มั้ย!?”
เธอพูดพร้อมกับโยนน้องแคทลงบนที่นอนของเด็กอย่างไม่ปรานี นางพี่เลี้ยงใจร้ายไม่รู้ว่ามีปีศาจสิงสู่อยู่ในร่างหรือเปล่า? กำลังเงื้อมือขึ้นแล้วฟาดลงมาที่หนูน้อยในทันที!!
“เพี้ยะ!!” “โครม!!”
เสียงมือกระทบเนื้อดังขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงประตูบ้านกระแทกเข้าที่ข้างฝา พี่เลี้ยงเด็กหันขวับไปที่ประตูหน้าบ้านในทันทีที่ได้ยินเสียง ภาพที่เห็นทำให้ดวงตาของหล่อนเบิกโพลง และอ้าปากค้างโดยที่ตัวของเธอยังไม่ทันจะรู้ตัว ในเสี้ยววินาทีนั้นนั่นเองอาการมือไม้สั่นด้วยความกลัวจึงเกิดขึ้น
“แก…แกทำกับลูกของฉันได้ยังไง? อี!! คนชั่ว!! สารเลว!!”
ชาติชายทิ้งสิ่งของที่เขาถือในมือทิ้งลงพื้นในทันที ด้วยความโกรธจนลืมตัว เขาปรี่เข้าไปหาพี่เลี้ยงใจร้ายที่ยังคงนั่งตะลึงงันอยู่แบบนั้น ร่างของชาติชายะโตัวลอย และถีบเข้าไปอย่างจังที่ยอดอกของพี่เลี้ยงใจร้าย หล่อนกระเด็นตามแรงกระแทกของฝ่าเท้าล้มกลิ้งไปยังอีกทางในทันที ด้วยความใและตื่นกลัวพี่เลี้ยงเด็กรีบร้องขอชีวิตด้วยเสียงละล่ำละลัก ชาติชายยังคงไม่พอใจปรี่เข้าไปใหม่อีกครั้งหมายจะชกพี่เลี้ยงใจร้ายคนนั้นอีก
“พอแล้ว!! พี่ชาติ!! จับมันเข้าคุกดีกว่าพี่” เสียงพัชราร้องเตือนผู้เป็สามี เธอวิ่งเข้าไปอุ้มลูกสาวของเธอออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก
ชาติชายพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง เขากำหมัดของเขาแน่นจนเห็นเส้นเืที่แขนปูด และหันไปสาปแช่งนังปีศาจใจร้ายพร้อมกับชี้หน้าด่าทออีกต่าง ๆ นานา ส่วนพี่เลี้ยงคนนั้นรีบยกมือขึ้นไหว้และขอร้องพวกเขาว่าอย่าเอาผิดตน แต่มันคงจะไม่ได้นะ…
………..……
และแล้วคนไม่ดีก็ต้องถูกตำรวจจับไป ตามความรู้สึกแค่นี้มันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ แล้วก็ไม่อยากให้เื่นี้เกิดขึ้นกับใคร ๆ อีกเลย สงสารก็แต่หนูน้อยที่ต้องมารับกรรมจากคนใจร้าย และนี่คงเป็อุทาหรณ์เตือนใจให้กับพ่อแม่ของหนูน้อยไปแล้วนะ
“ขวัญเอ๋ย…ขวัญมา…นะลูกนะ โถ…แม่คุณ น่าสงสารเหลือเกิน” สร้อยอุ้มหลานสาวคนเล็กเข้ามากอดแนบอก
“แม่ขอโทษนะจ๊ะ ฮือ ๆ แม่ไม่ดีเอง…ฮือ ๆ” พัชราร้องไห้ด้วยความเสียใจ
“พ่อเองก็ต้องขอโทษหนูด้วยนะ ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาทำอะไรลูกของพ่อได้อีกแล้ว” ชาติชายยืนนิ่งก้มหน้าด้วยความคับแค้นใจปนสำนึกผิด
“แล้วต่อไปจะเอาอย่างไร? จะให้ใครมาเลี้ยงน้องแคท อย่างนั้นรึ?”
“หนูจะออกจากงานแล้วแม่ ไม่รง…ไม่รอมันแล้วสิ้นเดือน ไหน ๆ ก็ต้องออกจากงานนี้อยู่ดี”
“ให้แม่เลี้ยงก่อนก็ได้นี่ลูก แค่สิ้นเดือนนี้เองไม่ใช่หรือไง? แกจะได้มีเงิน ยังไง ๆ น้องแคทมันก็เป็หลานของแม่เหมือนกัน แกคงไม่คิดว่าแม่จะใจร้ายกับหลานหรอกนะ”
“หนูไม่เคยคิดเลยค่ะแม่ ที่เื่มันเป็แบบนี้เพราะหนูไม่เชื่อแม่ั้แ่แรก หนูเสียใจค่ะและสงสารลูกแคทด้วย”
“พอดีว่าสิ้นเดือนนี้ ผมคงได้ย้ายออกนะครับ ได้บ้านพักแล้ว คงจะให้พัชราเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านน่ะครับ อาจจะให้ขายของชำเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าลูกแคทโตอีกหน่อย” น้ำเสียงแห่งความอวดดีของชาติชายได้หายไปหมดแล้ว
“ตามใจพวกเธอก็แล้วกันสำหรับแม่น่ะ ยังไงก็ได้” สร้อยเริ่มที่จะเบาใจเมื่อทุกอย่างมันเริ่มคลี่คลายลงแล้ว
พัชราตัดสินใจลาออกจากงานที่ทำ และเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านรอสิ้นเดือนเพื่อย้ายไปที่บ้านพักข้าราชการต่อไปนั่นเอง
……………….
ใกล้วันเปิดเทอมของพวกเด็ก ๆ แล้วตอนนี้ทับทิมอายุได้ 6 ปีเต็มแล้วและก็เตรียมขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่1 เป็ลำดับถัดไป เด็กหญิงเริ่มบ่นอยากไปโรงเรียนเต็มแก่แล้วเพราะเธอกำลังคิดถึงเพื่อน ๆ ของเธอที่โรงเรียน ส่วนอาเล็กกับน้องมิ้วก็เช่นเดียวกัน และในตอนนี้พวกเด็ก ๆ ต่างชวนกันเล่นขายของกันอยู่ที่หน้าบ้านของสุภัทรา
“นังหนู…แหม!! ทำไมถึงน่ารักอะไรกันอย่างนี้เนี่ย…อยู่กันเป็แก๊งเลยนะ เล่นอะไรกันอยู่ล่ะ? แม่อยู่บ้านไหม?” ป้าข้างบ้านถามพวกเด็ก ๆ
“อยู่ค่ะ” ทับทิมตอบ เธอรู้ว่าป้าคนนี้มาหาแม่ของเธอแน่ ๆ เพราะทับทิมเห็นป้าคนนี้เคยมาที่บ้านของเธอบ่อย ๆ
“อ๋อ ดีเลย งั้นป้าเข้าไปหาแม่ของหนูก่อนนะจ๊ะ ดูต้นทางให้ดีด้วยล่ะ” ป้าคนนั้นพูดไปและก็ยิ้มไปอย่างเอ็นดูพวกเด็ก ๆ เ่าั้
เด็กหญิงทั้งสามคนต่างก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าป้าคนนี้กำลังหมายถึงเื่อะไรกันแน่? แต่ที่แน่ ๆ สุภัทราแม่ของทับทิมนั้นเธอได้ทำอาชีพลับ ๆ อีกอย่างหนึ่งนั่นเอง และอาชีพนี้มันค่อนข้างที่จะต้องทำการแอบทำเพราะว่ามันผิดกฎหมายในสมัยนั้นอยู่เหมือนกัน และไอ้อาชีพที่ว่านี้มันคือการขายหวยใต้ดินหรือที่เรียกกันว่าขายหวยเถื่อนนั่นเอง แล้ววันนี้ก็เป็วันที่หนึ่งของเดือน ซึ่งจะมีคนมาหาแม่ของหนูน้อยอยู่อย่างเยอะแยะมากมาย มันเป็วันที่ทับทิมนั้นเบื่อมาก ๆ เพราะวันนั้นเธอจะอดดูทีวี การ์ตูนและผู้คนจะเยอะจนเต็มห้องที่ทับทิมอยู่อย่างล้นหลาม แถมในบางครั้งหนูน้อยก็มักจะโดนไล่ออกมาข้างนอกเสมอ ทำให้ต้องออกมานั่งเล่นกับพวกอาเล็กและน้องมิ้วกันที่หน้าบ้านในเวลานี้นั่นเอง และบางทีพวกเธอจะไปช่วยแม่สร้อยทำพรมเช็ดเท้ากัน แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก รังแต่จะเป็ภาระให้สร้อยเสียมากกว่า
“พอแล้วล่ะลูก เดี๋ยวย่าทำเองดีกว่านะ ไปเล่นกันเถอะไป”
“หนูทำสวยไหมคะย่า?”
“สวยจ้า…สวย!! แต่ย่าว่าย่าทำเองดีกว่านะ”
ในแต่ละวันของเด็ก ๆ มันช่างมีความสุข ความสบายเสียเหลือเกิน ไม่ต้องคิด ไม่ต้องเครียด เล่นกันไปวัน ๆ จนทำให้ผู้ใหญ่บางคนมีความคิดที่อยากจะกลับไปเป็เด็กอีกครั้ง
…………….
เปิดเทอมวันแรก ของโรงเรียนมัธยม
โชตื่นแต่เช้าเหมือนเช่นทุก ๆ วัน เขายังคงไปใส่บาตรในตอนเช้าพร้อมกับยายอยู่เสมอ และไปโรงเรียนตามที่เด็กนักเรียนพึงกระทำ หลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว อาจารย์และผู้อำนวยการ ก็ขึ้นปรารภก่อนเข้าชั้นเรียน มันเป็อะไรที่เด็กนักเรียนต้องยืนทนฟังอย่างยาวนานมาก เหมือนกับว่าอาจารย์และผู้อำนวยการนั้นกำลังรู้สึกเก็บกด!! และอยากที่จะระบายให้เด็ก ๆ ฟังกันเสียมากกว่า ซึ่งเด็กบางคนก็ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา และบางคนก็เข้าหูซ้ายนั่นแหละ…แต่ไม่ทะลุออกไปเพราะว่าหูของเขามันกลับตัน!? เลยทำให้ไอ้สิ่งที่ทั้งอาจารย์และผู้อำนวยการกำลังกรอกคำพูดทั้งหมดมาให้แก่พวกเขานั้นมันได้ไหลออกมามันทางหูซ้ายอย่างเดิมอีกทีอย่างไรล่ะ? (คือไม่เข้าหูเสียแล้ว)
“หวังว่า…วันนี้จะเป็วันที่ดีของฉันนะ”
โชบอกกับตัวของเขาเองด้วยความคิดหวังถึงอนาคตของวัน…ในต่อไป