หนานหมิงเหอถึงนึกได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่เยี่ยนเจาเจาถนัดเขาจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เครื่องเงินพวกนี้หลอมขึ้นจากโลหะผสมกับสารปรอทจำนวนเล็กน้อย”
เรื่องนี้เยี่ยนเจาเจากลับรู้
“สารปรอท? มิใช่ว่าปรอทเป็นของเหลวคล้ายน้ำหรอกหรือเหตุใดจึงเป็นชิ้นๆ เช่นนี้”
“เพราะปริมาณสารปรอทในนี้มีไม่เยอะ มีสารโลหะผสมอยู่มากกว่าทำให้มันหลอมรวมกันได้ และดูไม่แตกต่างจากเงิน แต่สารปรอทเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์เจ้าสังเกตที่หยกพกแคล้วคลาดอันนี้จะเห็นว่ามีรูเล็กๆ ที่ถูกกัดกร่อนด้วยเหงื่อสารปรอทในนั้นก็จะสัมผัสกับร่างกาย
แม้ปริมาณปรอทของแต่ละชิ้นจะไม่สูง แต่ข้าเห็นว่าสิ่งที่เจ้านำมาล้วนใช้ในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น เกรงว่าปกตินายหญิงรองต้องสัมผัสของเหล่านี้อยู่บ่อยๆผ่านไปหลายปีน่าจะได้รับพิษช้าๆ จนเรื้อรังแล้ว”
หนานหมิงเหอรวมของทุกอย่างเข้าด้วยกันขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“นายหญิงรองแลดูเปล่งปลั่งสดใสเป็นเพราะสำรับกับพวกโสมคนเห็ดหลินจือในจวนสกุลหยวนมีส่วนแบ่งของนางไม่น้อยความจริงร่างกายของนางใกล้พังแล้ว
ข้าเดาว่านางไม่ใช่แค่ให้กำเนิดบุตรไม่ได้เท่านั้นแต่สมรรถภาพทั้งร่างกายของนางคงถูกทำลายประมาณหนึ่งแล้วรวมถึงสมรรถภาพในการสืบพันธุ์ด้วย นั่นทำให้นางไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีกหลังจากที่คลอดหยวนอีเจินและหยวนอีอ้าย
ข้าจะไปตามหมอข้างนอกมาให้นาง หมอที่เรียกใช้ในจวนนี้ มองแวบเดียวก็รู้ว่าถูกนายหญิงใหญ่ติดสินบนไปแล้วในอดีตจึงได้รายงานเพียงข่าวดี ไม่แจ้งข่าวร้ายแก่นายหญิงรอง
หากข้าเดาไม่ผิด นายหญิงรองคงอารมณ์ไม่ดีบ่อยครั้งโมโหฉุนเฉียวกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นอนไม่หลับและฝันร้าย ขี้ลืมทั้งยังอ่อนเพลียระดูมาไม่สม่ำเสมอ ฟันโยก มือเท้าสั่นเป็นครั้งคราว รู้สึกปวดเอวอยู่บ่อยๆจนยากจะควบคุม”
เรื่องเหล่านี้ถูกถ่ายทอดต่อผ่านเยี่ยนเจาเจาและได้รับการยืนยันจากคนบ้านรองเกือบทั้งหมด
หนานหมิงเหออาศัยเพียงของยิบย่อยเช่นนี้ ก็เดาทุกอย่างตรงเกือบทั้งหมดท่วงท่าเต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่สีหน้าและน้ำเสียงไร้ซึ่งความโอ้อวดใดๆ
ทำเอาเยี่ยนเจาเจาตกตะลึง
ไม่ใช่เพราะความสามารถของหนานหมิงเหออย่างเดียวแต่เพราะของน่ากลัวเหล่านี้แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวัน
มีเรื่องพรรค์นี้ด้วยหรือ!
นางคิดมาตลอดว่าอาจเป็นยาจำพวกขี้ชะมดทำพิษ เดาว่านายหญิงรองก็คงเป็นเช่นกันต่อให้เกิดความสงสัย ก็ไม่มีทางนึกถึงเครื่องประดับที่ใช้พวกนี้
ของประเภทสารปรอทไม่ใช่สิ่งที่พบได้ทั่วไปหากหนานหมิงเหอไม่ชี้ให้เห็น เกรงว่านายหญิงรองก็คงไม่รู้ว่านางตายเพราะเหตุนี้
เจินเจิน อ้ายอ้ายและเยี่ยนเจาเจาวิ่งวุ่นกับเรื่องพวกนี้ข้างนอกทั้งวัน ตอนนี้พวกนางมีเบาะแสแล้วเอาแต่หยิบเครื่องประดับเงินออกจากห้องนายหญิงรองทุกวี่ทุกวันนายหญิงรองจะไม่รู้ได้อย่างไร?
จนสุดท้ายนางทนไม่ไหว ซักถามเรื่องราวเจินเจินกับอ้ายอ้ายก็ไม่ปิดบังนาง
หลายวันมานี้เจินเจินกับอ้ายอ้ายติดตามเยี่ยนเจาเจานิสัยพวกนางสุขุมขึ้นมาก มิใช่เด็กสาวที่ทำตามอารมณ์เช่นในวันวานอีกแล้ว
ดังนั้นแม้พวกนางจะโกรธจัดกับเรื่องเหล่านี้เพียงใด ก็ไม่กระทำการตอบโต้อย่างบุ่มบ่ามกระทั่งข่าวคราวยังไม่เล็ดลอดออกจากบ้านรอง
แต่นายหญิงรองกลับไม่นิ่งสงบเช่นบุตรสาวของตน
หลังจากนางรู้เรื่องนี้ก็แทบจะเกรี้ยวกราด
เพราะหนานหมิงเหอไม่ชอบบดบังรัศมีบนตัวแม่นางน้อยของตน ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงเก็บเรื่องราวทั้งหมดเป็นความลับกล่าวเพียงว่าตนไปตามหมอคนอื่นมาตรวจ
ในตอนแรกนายหญิงรองยังไม่เชื่อเรื่องนี้ นางจึงแอบตามท่านหมอที่ไม่ได้เรียกใช้ประจำเข้ามาตรวจและผลลัพธ์ก็ทำให้ใบหน้านางซีดสลับเขียว
ก่อนหน้านี้นางไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตนเอง ทว่าเมื่อย้อนคิดกลับไปจึงตระหนักได้ว่าเป็นเช่นนี้จริงๆ
แต่ก่อนนางนึกว่าเพราะตัวเองอายุมากขึ้นย่อมรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเล็กน้อย
บางครั้งก็สงสัยว่าตนถูกพิษหรือไม่แต่หมอที่เคยเชิญมาต่างบอกว่านางแค่เหนื่อยล้า ค่อยๆ ใช้ยาบางตัวรักษาก็หาย
หมอเอ่ยเช่นนั้น นายหญิงรองถึงไม่เอะใจเลยสักนิดว่า ตนถูกพิษอะไรหรือไม่จนตกอยู่ในสภาพนี้
ตอนนี้นางและนายหญิงใหญ่มองหน้ากันไม่ติดแล้ว หากเจินเจินและอ้ายอ้ายไม่คอยห้ามนางตลอดเวลานางคงจะเดินไปบ้านใหญ่เพื่อเผชิญหน้ากับนายหญิงใหญ่ตรงๆ แล้ว
เยี่ยนเจาเจา และเจินเจินอ้ายอ้ายทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่านี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดแต่ควรรอโจมตีเดือนหน้า ช่วงที่หอหยินหลินส่งมอบของฤดูกาลถัดไปจะดีกว่า
เมื่อถึงตอนนั้นจะจับกุมผู้ต้องหาพร้อมทั้งของกลางได้พอดิบพอดีเป็นการป้องกันนายหญิงใหญ่บ่ายเบี่ยง
ฝั่งบ้านรองเริ่มเตรียมพร้อมแล้วเราพี่น้องหญิงต่างคิดว่าทางบ้านใหญ่เอะอะวุ่นวายทั้งวันคงไม่มีเวลาว่างมาสนใจพวกนาง
ไฉนได้นายหญิงใหญ่กลับทนเห็นคนอื่นสุขสบายไม่ลง ไม่รู้นางเสียสติมาจากที่ใดถึงได้บอกนายหญิงผู้เฒ่าว่ายามนี้ทางใต้กำลังนิยมมัดเท้าให้เล็ก
ดอกบัวทองคำสามชุ่น [2] งดงามและเป็นที่ชื่นชอบที่สุดซ้ำยังบอกว่าจวนฉีจวิ้นอ๋องอะไรสักอย่างกระจายข่าวลือออกมาว่าต้องการคัดเลือกพระชายาให้กับซื่อจื่อฉีจวิ้นอ๋องหากใครไม่มีดอกบัวทองคำสามชุ่นจะไม่ได้รับเลือก
ต้องยอมรับว่านี่มิใช่ข่าวลือเลื่อนลอย
โจวอ๋องในรัชสมัยก่อนชอบเอวระหง แต่กลับชอบเท้าเล็กยิ่งกว่าทำให้กระแสการมัดเท้าให้เล็กกระจายไปทั่วแผ่นดิน เท้าของสตรีถูกทำลายพวกนางจึงดูอ่อนแออ้อนแอ้นขณะเดิน หยุดทุกสามก้าว ห้าก้าวล้มลงกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง
หลังราชวงศ์โจวล่มสลาย ต้าซีก็สั่งห้ามสตรีมัดเท้าอีกทางเหนือยังดี แต่ทางใต้วัฒนธรรมฝังรากลึก สตรีบางคนจากครอบครัวเล็กๆ แต่เพื่อการแต่งงานที่ดีจึงยังมัดเท้ากันอยู่
นายหญิงผู้เฒ่าไม่มีความสามารถอื่นคิดเพียงว่าอยากให้เหล่าเด็กสาวในเรือนแต่งเข้าจวนฉีจวิ้นอ๋อง จึงสะบัดมือสั่งให้เด็กสาวทุกคนในจวนมัดเท้าเสีย
เด็กสาวอายุยังน้อยไม่กี่คนก็แล้วไปเถอะ แต่อย่างหยวนอีเฉี่ยวเจินเจินและอ้ายอ้ายเห็นได้ชัดว่ากำลังโตเป็นสาว ไฉนจะบีบบังคับได้?
ทว่าหยวนอีเฉี่ยวนั่นคงจะอยากแต่งเข้าจวนฉีจวิ้นอ๋องจากใจจริงนางจึงทำตามคำขอของนายหญิงใหญ่ ไปหาสตรีที่ว่ากันว่าเชี่ยวชาญเรื่องการรัดเท้ามาฝืนบิดเท้าของตนให้พอเป็นดอกบัวเหล็กห้าชุ่น [3] ได้
เยี่ยนเจาเจาพบหยวนอีเฉี่ยวไกลๆ ครั้งหนึ่ง นางในตอนนี้หม่นหมองยิ่งกว่าเดิมราวกับหญิงชราไร้ชีวิตจิตใจ
นางรัดเท้าจนเล็ก เดินได้เพียงไม่กี่ก้าวต้องอาศัยสาวใช้ข้างกายประคองเดินช้าๆ
นางคิดไม่ตกเลย เท้าพิกลพิการนั่นมีอะไรน่ามองกันยังถูกอ้างว่าเป็นกระแสนิยม ช่างเข้าใจยากเสียจริง
ยิ่งเยี่ยนเจาเจาได้ยินจากหนานหมิงเหอว่า ข่าวลือเกิดขึ้นเพราะช่วงนี้ฉีจวิ้นอ๋องลุ่มหลงโซ่วหม่าจากหยางโจวที่มีเท้าดอกบัวทองคำสามชุ่นนางก็รู้สึกว่ามันน่าขันที่สุด
เจินเจินและอ้ายอ้ายไม่ยอมรัดเท้าตั้งแต่พวกนางติดตามเยี่ยนเจาเจา ก็กระจ่างว่าสตรีไม่ได้มีตัวเลือกแค่การแต่งงาน ในอนาคตยังมีโลกกว้างใหญ่รออยู่รัดเท้ามีแต่ทำให้เท้าแข็งแรงของตนพิการ พวกนางจะเห็นด้วยได้อย่างไร?
นายหญิงรองก็ไม่อยากให้บุตรสาวทรมานโดยเปล่าประโยชน์ในใจยิ่งแค้นเคืองบ้านใหญ่ จนสุดท้ายทนไม่ไหว วิ่งไปบ้านใหญ่เพื่อโวยวายกับนายหญิงใหญ่ไม่หยุดหย่อน
สะใภ้ทั้งสองที่ปกติมักมีสัมพันธ์อันดีทะเลาะกันเช่นนี้ นายหญิงผู้เฒ่าก็ปวดเศียรเวียนเกล้าอดโมโหไม่ได้จึงสั่งกักบริเวณนายหญิงรองทันที
เยี่ยนเจาเจาออกไปสืบข่าวข้างนอก พบว่าไม่เพียงจวนสกุลหยวนที่เป็นเช่นนี้แต่สกุลเมิ่ง บ้านเดิมของนายหญิงรองก็เริ่มหาผู้เชี่ยวชาญการรัดเท้าให้เล็กมารัดเท้าเด็กสาวยังไม่โตในจวนเช่นกัน
เมื่อมองหมัวมัวอบรมที่ยืนจังก้าอยู่หน้าประตูเรือนของตนทำหน้าจริงจังเกลี้ยกล่อมจะมัดเท้าเยี่ยนเจาเจาให้ได้ เยี่ยนเจาเจาก็รู้สึกว่านี่มันตลกสิ้นดี!
หงซิ่วขวางไว้ไม่ให้นางเข้ามาในลานเรือนของเยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่านายหญิงใหญ่คิดสิ่งใดอยู่ เชิญหญิงชราซึ่งกล่าวกันว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการรัดเท้าอันดับหนึ่งในเจียงหนาน[4] มา แทนที่จะส่งไปดูเหล่าคุณหนูในเรือนตนกลับส่งนางมาหาตนคนแรก
ต้องให้เยี่ยนเจาเจาอารมณ์เสีย สั่งคนมัดหมัวมัวอบรมสองคนนี้แล้วโยนออกไปพวกนางถึงได้ยอมแพ้
เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่านางมีเหตุผลมากพอที่จะสงสัยว่า นายหญิงใหญ่ทำเช่นนี้เพื่อให้ตนโดนรังเกียจ
ทำความดีงามให้ใครในเรือนดูเล่า?
ขับความโหดร้ายอำมหิตของตนให้เด่นขึ้น มันจะมีความหมายอะไร?
ในเมื่อเยี่ยนเจาเจาไม่เคยสนใจว่าคนอื่นจะมองว่าตนโหดร้ายแค่ไหน
ยามนี้นายหญิงรองเหมือนกับหมาป่าที่หลบซ่อนอยู่ในความมืดรอฉีกทึ้งเนื้อนางอย่างไร้ปรานีหลังจากที่นายหญิงใหญ่ก้าวพลาด
นายหญิงสามไม่ชอบบ้านใหญ่มาโดยตลอดแต่ยามนี้กลับยินดีรับไมตรีจากนาง บังคับให้บุตรสาวอายุยังไม่ถึงสิบปีของตนรัดเท้า
และบางทีนายหญิงผู้เฒ่าอาจจะยอมชื่นชมนางบ้าง
แต่นอกเหนือจากนั้น คนทั้งจวนสกุลหยวนที่มีบุตรสาวคงดูถูกสิ่งที่นางทำนางรีบร้อนจัดการเช่นนี้ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับบุตรชายบุตรสาวในเรือนพังทลายไม่มีชิ้นดีหรอกหรือถึงได้อยากให้คนอื่นทรมานด้วย ช่างวางแผนเก่งเสียจริง
แต่ใครจะสามารถทำอะไรได้เล่า?
นายหญิงผู้เฒ่ายืนกรานจะทำเช่นนี้ กระทั่งบุตรสาวอนุภรรยาสองคนจากบ้านใหญ่โดนกดตัวรัดไปคนหนึ่งส่วนอีกคนต่อต้าน ถือกรรไกรจ่อลำคอตนเอง กล่าวว่าหากใครกล้ารัดเท้านางนางจะแทงคอฆ่าตัวตายด้วยกรรไกรเล่มนี้
นี่ก็คือคุณหนูหกหยวนอีย่วน อายุพอๆ กับเยี่ยนเจาเจานางไม่อยู่ในกลุ่มคนที่มาต้อนรับนางวันนั้น ภายหลังเยี่ยนเจาเจาก็ไม่พบนาง
หลังจากสอบถาม เยี่ยนเจาเจาจึงทราบว่าหยวนอีย่วนบุตรสาวของอนุภรรยาที่ไม่เคยพบหน้าผู้นี้เป็นเด็กสาวคนเดียวในจวนที่ได้รับความโปรดปรานจากผู้อาวุโสหยวนมู่ เมื่อถึงเดือนสิบเอ็ดจะได้เข้าสถานศึกษาสกุลหยวนพร้อมนางด้วย
คนที่ไร้ตัวตนเช่นนี้ กลับทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกสนใจขึ้นมา
นางมีความกล้าต่อกรกับนายหญิงใหญ่ ในอดีตนางเงียบสงบมาตลอดดูเหมือนไม่มีชื่อเสียง แต่กลับเป็นหลานสาวที่ผู้อาวุโสหยวนมู่โปรดปรานที่สุดก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้ต้องพิเศษกว่าใครแน่นอน
แต่นางกับหยวนอีย่วนเป็นน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง [5] ไม่คุ้มที่จะไปดูว่าเป็นคนเช่นไรถึงเรือนเพื่อเรื่องนี้
-------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] อิ๋นก่ง หมายถึง สารอะมัลกัม (Amalgam) เป็นสารที่เกิดจากการผสมระหว่างโลหะชนิดอื่นๆ และสารปรอท (Mercury)
[2] ดอกบัวทองคำสามชุ่น หมายถึง วัฒนธรรมการรัดเท้าสตรีให้เป็นดอกบัวขนาดปกติที่นิยมคือสิบเซนติเมตร หรือประมาณสามนิ้ว
[3] ดอกบัวเหล็กห้าชุ่น หมายถึง การรัดนิ้วเท้าจะทำให้นิ้วเท้าทั้งหมดยกเว้นนิ้วหัวแม่มือถูกพับลงไป และรัดติดแน่นกับฝ่าเท้าจะเรียกว่าเท้าดอกบัวทองคำได้ก็ต่อเมื่อเท้ามีขนาดเล็กแค่สามนิ้ว ถ้าเหลือสี่นิ้วเรียกว่าดอกบัวเงินและถ้าใหญ่เกินสี่นิ้วเรียกว่าดอกบัวเหล็ก
[4] เจียงหนาน หมายถึงพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำแยงซี รวมไปถึงพื้นที่ตอนใต้ของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีพื้นที่ครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้ ทางตอนใต้ของมณฑลเจียงซู ทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุยทางตอนเหนือของมณฑลเจียงซี และตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง
[5] น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง หมายถึงต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน