หลังจากร่ำลาปารีสด้วยรอยยิ้มแสนหวาน พวกเราก็จับเครื่องบินไฟลท์สั้นข้ามพรมแดนมายัง ‘มิวนิก’ ประเทศเยอรมนี
อากาศของแคว้นบาวาเรียนั้นหนาวจัดกว่าปารีสอย่างเห็นได้ชัด ลมหนาวพัดโชยลงมาจากเทือกเขาแอลป์ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนไกลลิบๆ ผมจัดแจงเช่ารถสปอร์ตปอร์เช่สีดำสนิทขนาดย่อม (Porsche Panamera) กลิ่นเบาะหนังแท้หรูหราสะอาดตาที่จองไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวรอบมิวนิกและขับข้ามเมืองไปยังเมืองฟึสเซิน (Füssen) เมืองเล็กๆ แสนน่ารักชายแดนที่ตั้งของปราสาทในเทพนิยาย
ลูกคลื่นตื่นเต้นมาก น้องชอบนั่งเบาะข้างคนขับ คอยเปิดเพลงสากลจังหวะสนุกสนานและร้องฮัมเพลงตามอย่างอารมณ์ดี พลางหันไปมองทิวทัศน์ทุ่งหญ้าสีเขียวและบ้านเรือนสไตล์เยอรมันโบราณที่สลับกับทุ่งดอกไม้ป่าตลอดสองข้างทางอย่างเพลิดเพลิน ยิ่งยามรถเข้าสู่เส้นทางด่วนพิเศษเยอรมัน (Autobahn) ที่ขึ้นชื่อเื่การไม่จำกัดความเร็ว น้องยิ่งตื่นเต้นใหญ่เซ้าซี้ให้ผมเร่งความเร็วโชว์สมรรถนะปอร์เช่
"พี่ไมค์ เร่งความเร็วหน่อยครับ อยากรู้ว่าจะเร็วขนาดไหน"
น้องร้องเรียกใบหน้ายิ้มแย้มร่าเริง
"ได้เลยครับคนดี รัดเข็มขัดนิรภัยให้แน่นๆ นะครับ"
ผมยิ้มกว้างเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานรถสปอร์ตแหวกสายลมหนาวด้วยความเร็วทะลุสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์คำรามสนั่น ลูกคลื่นกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นปนหวาดเสียวเอื้อมมือมากุมแขนผมไว้แ่าหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสะใจ
หลังจากชะลอรถยนต์เข้าสู่ความเร็วปกติ ลูกคลื่นก็หันมาถามคำถามชวนจั๊กจี้หัวใจขึ้นมา
"พี่ไมค์ครับ... ตอนเรียนปริญญาโทที่นี่ พี่ไมค์เคยมีแฟนบ้างไหมครับ? ทั้งสาวเยอรมันหรือว่าหนุ่มๆ ที่นี่น่ะครับ?"
"หึๆ ไม่มีเลยครับคนดี... พี่เรียนหนักมาก และพ่อของพี่ก็ดุมากด้วยครับ ที่สำคัญ... หัวใจของพี่มันมีเ้าของจับจองไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้วล่ะครับ"
ผมส่งสายตาเ้าเล่ห์อบอุ่นตอบกลับไป
"งะ... เ้าของเหรอครับ? ใครกันน่ะครับ?!"
น้องถามเสียงตื่นเต้นปนหึงหวงนิดๆ แก้มป่อง
"ก็เด็กดื้อที่ยืนหน้าบึ้งคอยเถียงพี่ที่ไทยคนนั้นไงครับ พี่เลี้ยงคนนี้รอคอยเวลาที่จะก้าวเข้าไปดูแลหนูมาตลอดนั่นแหละครับ"
"งะ... พี่ไมค์บ้า พูดอะไรเนี่ย"
น้องหน้าร้อนผ่าวหลบสายตาค้อนหันไปมองข้างทางแก้เขินจนผมหลุดหัวเราะทุ้มชอบใจ
"พี่ไมค์ขับรถพวงมาลัยซ้ายเก่งจังเลยครับ ไม่หลงเลยเหรอครับ?"
น้องหันมาถามตาโตน้ำเสียงชื่นชมหลังจากรถลดความเร็วลงสู่ย่านชุมชนฟึสเซิน
"พี่ชินทางครับคนดี... ตอนที่พี่เรียนอยู่ที่มิวนิก พี่ขับรถเที่ยวแถวนี้บ่อยๆ ครับ"
ผมตอบยิ้มๆ เอื้อมมือซ้ายไปกุมมือเล็กของน้องบีบเบาๆ มอบความอุ่น
เมื่อเดินทางมาถึงตีนเขาของปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein Castle) อากาศรอบกายเย็นเฉียบประมาณห้าองศา ยอดปราสาทหินสีขาวหลังคาเหล็กสีน้ำเงินเข้มตั้งตระหง่านอยู่บนเนินผาสูงชันล้อมรอบด้วยป่าสนหนาทึบ บรรยากาศเงียบสงบขรึมขลังประหนึ่งหลุดเข้าไปในโลกนิทานปรัมปราของดิสนีย์จริงๆ
พวกเราเลือกที่จะเดินเท้าขึ้นเขาช้าๆ ผ่านแนวป่าสนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์หนาวเย็น ผมอธิบายประวัติศาสตร์อันแสนอ้างว้างของปราสาทแห่งนี้ให้น้องฟัง
"ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นโดยพระเ้าลุดวิกที่สองแห่งบาวาเรียครับคนดี พระองค์ทรงเป็กษัตริย์ผู้ใฝ่ฝันรักศิลปะ แต่ทรงโดดเดี่ยวและอ้างว้างมาก ทรงสร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นมาเพื่อหลบหนีจากโลกภายนอกและหลีกหนีผู้คน... แต่พี่โชคดีกว่าพระองค์เยอะเลยครับ"
"โชคดียังไงเหรอครับพี่ไมค์?"
น้องเอียงคอถามอย่างสนใจ
"โชคดีที่มีหนูเข้ามาเติมเต็มความฝันและเดินเคียงข้างกันในโลกความเป็จริงไงครับ พี่ไม่ต้องสร้างปราสาทอ้างว้างเพื่อหลบหนีผู้คน เพราะโลกใบเดียวที่พี่้าก็คืออ้อมกอดอุ่นของหนูตรงนี้แล้วครับ"
ผมตอบสบตาหวานซึ้งดึงแก้มนุ่มแดงปลั่งน้องเบาๆ
ลูกคลื่นสวมสเวตเตอร์ไหมพรมสีเขียวเข้มทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนาและพันผ้าพันคอขนแกะสีเทาผืนนุ่มที่ผมซื้อให้ ปลายจมูกและแก้มใสของน้องขึ้นสีแดงปลั่งเพราะความเย็นจัด ผมคอยกระชับกอดโอบไหล่บางของน้องไว้เป็ระยะเพื่อส่งผ่านไออุ่นจากร่างกายของผม
พวกเราเดินมาถึงจุดชมวิวที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือบนสะพานมารีเอนบรึคเคอ (Marienbrücke) สะพานเหล็กกล้าโบราณที่ทอดข้ามหุบเขาลึกพัลลัท (Pöllat Gorge) ลึกกว่าเก้าสิบเมตรเบื้องล่าง ลูกคลื่นมองลงไปเบื้องล่างแล้วหวาดเสียวจนเวียนหัวรีบโผเข้ามากอดแขนผมไว้แ่า ผมโอบประคองร่างนุ่มนิ่มของน้องไว้มั่นคงฉายทิวทัศน์ปราสาทนอยชวานสไตน์สีขาวนวลลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆหมอกและป่าสนแสนสวยงาม
ลูกคลื่นเกาะราวสะพานทอดจักษุมองปราสาทสะท้านใจ
"สวย... สวยเหมือนความฝันเลยครับพี่ไมค์... คลื่นขอบคุณพี่ไมค์จริงๆ นะครับที่พาคลื่นมาที่นี่"
"ด้วยความยินดีอย่างยิ่งครับคนดี... แต่พี่นำพาหนูมาที่สะพานแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ชวนมาชมปราสาทอย่างเดียวนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำของผมทำเอาร่างเล็กชะงักหันมาสบตาผมด้วยความฉงน แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มทอแสงสีส้มอมชมพูอบอุ่น (Golden Hour) สะท้อนฉาบไล้ใบหน้าหวานของลูกคลื่นให้ดูงดงามชวนฝันจนหัวใจของผมเต้นระรัวด้วยความตื้นตันมั่นคง
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ล้วงหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขนาดกะทัดรัดออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท ก่อนจะทรุดเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นสะพานไม้ช้าๆ ต่อหน้าลูกคลื่นผู้เป็ดวงใจ
"พะ... พี่ไมค์... ทำอะไรน่ะครับ?!"
น้องอุทานเสียงสั่นสะท้าน มือเล็กยกขึ้นปิดปากสองตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกแกมตื้นตันใจน้ำตาใสๆ เริ่มคลอหน่วยตา
"ลูกคลื่นครับ... ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาที่พี่ได้เฝ้ามอง จนก้าวเข้ามาดูแลหนูในฐานะพี่เลี้ยง พี่พยายามทำทุกอย่างเพื่อปกป้องและสร้างรอยยิ้มให้หนู... จนกระทั่งความผูกพันมันหลอมละลายกลายเป็ความรักที่ลึกซึ้งมั่นคงที่สุดในชีวิตของพี่"
ผมเงยหน้าสบตากลมโตสั่นระริกของน้องด้วยความจริงใจมั่นคงเปิดฝากล่องกำมะหยี่เผยให้เห็นแหวนพลาตินัมเรียบหรูดีไซน์สไตล์มินิมอลฝังเพชรเม็ดเดี่ยวส่องประกายวิบวับล้อแสงตะวัน
"แหวนวงนี้... พี่ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อหนูโดยเฉพาะ... ลูกคลื่นครับ... แต่งงานกับพี่นะครับ? ให้พี่ได้ดูแลโอบอุ้มรักและอยู่เคียงข้างหนูในฐานะสามีและคู่ชีวิตชั่วนิรันดร์ตลอดไปนะคนดี"
น้ำตาแห่งความปิติยินดีไหลอาบแก้มใสของลูกคลื่นทันที น้องพยักหน้ารัวเร็วปากสั่นระริกโผตัวเข้ามากอดคอผมแน่นจนร่างสูงใหญ่ของผมต้องกอดรับโอบอุ้มร่างน้องไว้แ่า ท่ามกลางนักท่องเที่ยวรอบข้างที่ลอบปรบมือและส่งเสียงแสดงความยินดีคำรามเป็ภาษาเยอรมันลอยตามลม
"Herzlichen Glückwunsch!" (ยินดีด้วยนะ!)
"ฮึก... แต่งครับ... คลื่นจะแต่งงานกับพี่ไมค์ ฮือออ... คลื่นรักพี่ไมค์ที่สุดในโลกเลยครับ"
น้องสะอื้นไห้กระซิบตอบเสียงหวานข้างใบหูซุกหน้ากับอกผมหนีสายตานักท่องเที่ยวเขินอายปนซาบซึ้ง
ผมลอบยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกแกมดีใจที่สุดชีวิต ประคองมือซ้ายที่สั่นเทาน้อยๆ ของน้องขึ้นมาบรรจงสอดสวมแหวนพลาตินัมวงสวยเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายช้าๆ อย่างพอดีดิบพอดี ก่อนจะโน้มใบหน้าลงกดจูบเน้นย้ำที่หลังมือบางและทาบริมฝีปากประกบจูบแสนลึกซึ้งหวานซึ้งท่ามกลางพยานรักคือปราสาทโบราณและสายลมหนาวแห่งเทือกเขาแอลป์ที่พัดโชยมาเป่ากระหม่อมกล่อมรักแท้ชั่วนิรันดร์
วันรุ่งขึ้น พวกเราขับรถกลับเข้ามาในตัวเมืองมิวนิก ผมพาลูกคลื่นเดินทอดน่องท่องเที่ยวเข้าไปในมหาวิทยาลัยลุดวิก-แมกซิมิเลียนแห่งมิวนิก (LMU Munich) มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกที่ผมเคยศึกษาเล่าเรียนปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ผมพาน้องเดินดูตึกเรียนโบราณหินอ่อนสีขาวนวล ห้องสมุดเพดานสูงตระหง่านที่มีกลิ่นอายความรู้คลาสสิกขรึมขลัง โถงกลางขนาดใหญ่ที่มีอนุสรณ์สถานกลุ่มกุหลาบขาว (Weiße Rose) ขบวนการต่อต้านนาซีของนักศึกษาในอดีต ลูกคลื่นเดินเกี่ยวก้อยกุมมือผมแน่น ทอดจักษุมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจใคร่รู้และซาบซึ้งใจในจิติญญาแห่งการศึกษาค้นคว้า
"พี่ไมค์เรียนที่นี่จริงๆ เหรอครับ? บรรยากาศดูขลังจังเลยครับ"
น้องถามพึมพำ
"ครับ พี่เรียนจบที่นี่ล่ะครับคนดี... อีกหน่อยพอกลับไทย หนูก็ต้องเริ่มต้นชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยใหม่เหมือนกันนะ แต่หนูไม่ต้องกังวลเลยนะครับ... พี่เลี้ยงคนนี้จะยังคอยทำหน้าที่ติวเตอร์ประจำตัวคอยสอนหนังสือ คอยดูแลรับส่ง และกอดนอนกล่อมขวัญหนูที่เพนต์เฮาส์สุขุมวิทของเราทุกวันไม่มีห่างเลยครับ"
ผมโอบบ่าบางดึงแก้มใสเข้ามาหอมฟอดใหญ่หยอกเย้า
"งื้อออ... ติวเตอร์วิชาเศรษฐศาสตร์หรือติวเตอร์วิชารักกันแน่ครับพี่ไมค์?"
น้องเอ่ยถามหน้าแดงแก้มป่องค้อนควัก
"หึๆ ติวให้ทั้งสองวิชาเลยครับคนดี... โดยเฉพาะวิชารักเนี่ย พี่สัญญาว่าจะขยันสอนหนูทุกค่ำคืนจนไม่มีวันเหน็ดเหนื่อยเลยล่ะครับ"
ผมกระซิบตอบเสียงพร่าส่งสายตาเย้ายวนจนน้องทุบอกแกร่งผมเบาๆ แก้เขินหัวเราะร่าเริงปะปนเสียงลมหนาวบาวาเรียนแสนอบอุ่นในหัวใจ