“องค์ชายเจ็ด ถึงตอนนั้นก็ลองลิ้มรสความรู้สึกของการถูกชะตากรรมกดหัวซ้ำๆ ดูเถิด!”
เด็กสาวที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายลมยามราตรียกยิ้มมุมปาก ช่างงดงามเย้ายวนหากก็อันตรายอย่างยิ่ง
ถึงตอนนั้นท่านจะได้เข้าใจเสียที ว่าเสิ่นม่านซูผู้นี้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเพียงใด!
เช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังคงหาตัวซูฉินไม่พบ จึงทำได้เพียงนำเรื่องนี้ไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น
ภายในเรือนว่านโซ่ว
หลินซื่อกล่าว “ท่านแม่ ค้นทั่วทั้งจวนแล้วก็ยังไม่พบแม้แต่เงา ครั้นไปถามบ่าวเฝ้าประตู จึงได้ความว่าเมื่อวานมีสาวใช้คนหนึ่งออกจากจวนไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาเจ้าค่ะ”
บ่าวเฝ้าประตูผู้นั้นคุกเข่าอยู่บนพื้น กล่าวทั้งตัวสั่นงันงก “เรียนฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินใหญ่ บ่าวเห็นสาวใช้นางนั้นรีบร้อนออกไปซื้อของกระจุกกระจิกให้เจ้านาย ออกจากจวนไปตอนพลบค่ำ บ่าวไม่รู้จริงๆ ว่าแท้จริงแล้วสาวใช้คนนั้นคือคุณหนูซูฉิน!”
หลินซื่อหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือคลึงลูกประคำในมือช้าๆ
ตู้ซื่อที่อยู่ด้านข้างเอ่ยด้วยความสงสัย “อีกไม่นานก็จะแต่งกับองค์ชายเจ็ดแล้ว อยู่ดีๆ จะหนีไปทำไมกัน”
สายตาคมกริบของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกวาดมองมาทันที
ตู้ซื่อรีบหัวเราะแห้ง “ท่านแม่ ลูก...เพียงเป็นห่วงนางเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเงยหน้ากล่าวกับผู้ดูแลจวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง “พาพวกบ่าวออกไปก่อน”
“ขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นขยับนิ้วคลึงลูกประคำต่อ ก่อนเอ่ยกับหลินซื่อ “เจิ้นกวงว่าอย่างไรบ้าง”
“ท่านแม่ทัพส่งคนออกค้นทั่วเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้เขาเข้าวังไปแล้ว”
“อืม เรื่องสำคัญเช่นนี้ล่าช้าไม่ได้”
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ขณะที่ตู้ซื่อกำลังคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะกล่าวอะไรต่อ ทว่าจู่ๆ นางก็หลับตาราวกับกำลังจะงีบพักผ่อน
ง่วง...แล้วหรือ
เวลาเช่นนี้ยังง่วงได้อีก!
ตู้ซื่อเพิ่งอ้าปาก ทว่าหลินซื่อกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน “ท่านแม่ ลูกขอตัวก่อนเจ้าค่ะ หากมีความคืบหน้า จะรีบมารายงานทันที”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นโบกมือกล่าว “ไปเถิด”
“ขอตัวเจ้าค่ะ”
คำพูดของตู้ซื่อจึงติดค้างอยู่ในลำคอเช่นนั้น นางทำได้เพียงถอยออกมาพร้อมหลินซื่อ
ระหว่างเดินออกจากเรือน ตู้ซื่ออดเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “พี่สะใภ้ใหญ่ เหตุใดท่านแม่ถึงไม่ร้อนใจเลยเล่า หากหาคนไม่พบ แล้วองค์ชายเจ็ดมาขอคนจากพวกเราจะทำอย่างไร”
หลินซื่อยังคงเดินต่อไปโดยไม่ชะลอฝีเท้า ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “น้องสะใภ้มองด้วยตาข้างใดหรือถึงเห็นว่าท่านแม่ไม่ร้อนใจ พวกเราทุกคนในตระกูลต่างร้อนใจกันมาก”
กล่าวจบ นางก็หมุนปลายเท้าเดินตรงเข้าไปในเรือนของเสิ่นม่านซู
ตู้ซื่อยืนงงอยู่ที่เดิม
นี่เรียกว่าร้อนใจกันมากหรือ
ทางด้านหลินซื่อ พอเข้าไปในเรือนของบุตรสาว ก็เห็นว่านางถึงกับถกแขนเสื้อวุ่นวายอยู่ในครัวเล็ก
นางรีบเดินเข้าไปหาทันที “ซูเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งหายป่วย เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ในห้องดีๆ เล่า”
“ท่านแม่ ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
นางรู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ ถึงขั้นรู้สึกว่าสภาพร่างกายดีกว่าก่อนป่วยเสียอีก
หมอเทวดาไป๋สมกับเป็นหมอเทวดาจริงๆ แค่กินยาของเขา นางก็หายป่วยทันที!
ในเมื่อนางหายดีแล้ว ก็ถึงเวลาทำขนมเสียที
ขณะเดียวกันยังต้องทำขนมอบไปแสดงความกตัญญูต่อย่า และเต้าฮวยถั่วแดงให้พี่หญิงรองด้วย
เสิ่นม่านซูกล่าว “ท่านแม่ เมื่อวานหมอเทวดาไป๋ช่วยลูกไว้อีกแล้ว ลูกรู้สึกติดค้างเขายิ่งนัก จึงตั้งใจทำขนมบางอย่างให้เขาด้วยตนเองเพื่อแสดงคำขอบคุณเจ้าค่ะ”
ทั้งสามคนปรึกษาเรื่องเมื่อวานกันแล้ว และตัดสินใจว่าจะยังไม่บอกให้ผู้อื่นรู้ก่อน ดังนั้นจึงไม่สะดวกจะขอบคุณหมอเทวดาไป๋อย่างเอิกเกริก
หลินซื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเบา “เช่นนั้นก็เพิ่มเงินให้อีกหน่อยเถิด ประเดี๋ยวแม่จะให้ชุนเถานำมาให้ จะได้ส่งไปให้หมอเทวดาไป๋ทีเดียว”
“เจ้าค่ะ” เสิ่นม่านซูพยักหน้ารับ
ขณะที่เสิ่นม่านซูกำลังวุ่นอยู่กับการทำขนม ทางด้านเสิ่นเจิ้นกวงก็เข้าวังไปยืนรออยู่นอกตำหนักหลงซินแล้ว
บทที่ 66 ขอฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมแก่ขุนนางเฒ่าผู้นี้ด้วยเถิด
ฮ่องเต้หย่งอันซึ่งประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมองกัวอิงหัวหน้าขันทีที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยความสงสัย “เจ้าว่าใครมาขอเข้าเฝ้าเรานะ”
กัวอิงทูลตอบ “ทูลฝ่าบาท เป็นแม่ทัพใหญ่เสิ่นมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หย่งอันชะงักไปเล็กน้อย
อีกประเดี๋ยวก็จะถึงเวลาออกว่าราชการเช้าแล้ว มีเรื่องใดเหตุใดถึงรอไปพูดในท้องพระโรงไม่ได้กัน
เสิ่นเจิ้นกวงรีบร้อนมาถึงเพียงนี้ หรือจะเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนองค์หญิงจิ้งอันเมื่อวาน?
ฮ่องเต้หย่งอันยกน้ำอุ่นขึ้นดื่มหนึ่งอึก ก่อนกล่าว “ให้เขาเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นาน เสิ่นเจิ้นกวงก็ตามหลังกัวอิงเข้ามา
ยังไม่ทันเงยหน้า เพียงเห็นชายฉลองพระองค์สีเหลืองสดอยู่เบื้องบนแวบหนึ่ง เสิ่นเจิ้นกวงก็คุกเข่าลงเสียงดัง ‘ตึง’ ทันที
เขาก้มศีรษะแนบพื้น น้ำตาไหลนองหน้าพลางโอดครวญ “ขอฝ่าบาททรงให้ความเป็นธรรมแก่ขุนนางเฒ่าผู้นี้ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้หย่งอันเคยเห็นแม่ทัพใหญ่เสิ่นร้องไห้เช่นนี้เสียที่ไหนกัน พระองค์ตกพระทัยจนสะดุ้ง ถ้วยชาในมือแทบจะร่วงหล่น
ฮ่องเต้หย่งอันรีบลุกขึ้นเดินเข้ามา ใช้สองมือประคองเสิ่นเจิ้นกวงให้ลุกขึ้น ก่อนกล่าวว่า “ขุนนางรักเสิ่น เจ้าเป็นอะไรไป คับข้องใจอันใดก็พูดกับเรามาได้เต็มที่ เราจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าแน่นอน”
เสิ่นเจิ้นกวงสูดจมูกแล้วค่อยๆ ถอนมือที่เมื่อครู่แอบหยิกตนเองกลับมาอย่างเงียบเชียบ เขาสะอื้นกล่าว “ก่อนหน้านี้มิใช่ว่ามีข่าวลือว่าบุตรสาวของกระหม่อมยืนกรานจะแต่งให้องค์ชายเจ็ดหรือพ่ะย่ะค่ะ แท้จริงแล้วทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิด! เมื่อวานในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน บุตรสาวของกระหม่อมก็ชี้แจงต่อหน้าทุกคนแล้วว่าเรื่องของนางกับองค์ชายเจ็ดเป็นเพียงความเข้าใจผิด อีกทั้งยังสาบานว่าจะไม่มีวันแต่งให้องค์ชายเจ็ดเด็ดขาด แต่นึกไม่ถึงเลยว่า คำพูดนี้กลับไปยั่วโทสะองค์ชายเจ็ดเข้า เขาล่อลวงบุตรสาวของกระหม่อมไปที่ริมทะเลสาบ บอกว่าหากนางไม่ยอมแต่งให้เขา เขา...เขาจะ…”
พูดไปพูดมาน้ำตาก็ร่วงพรูลงมาอีกหน
ทำราวกับเล่านิทาน ถึงช่วงสำคัญก็หยุดค้างไว้เสียอย่างนั้น ยังดีที่คนผู้นี้เป็นขุนนางคนสนิทคนสำคัญ หากเป็นผู้อื่น ฮ่องเต้หย่งอันคงถีบออกไปนานแล้ว!
อีกอย่าง เจ้าเจ็ดนี่เป็นอะไรไป เหตุใดถึงไปข่มขู่เด็กสาวบ้านเขาเช่นนั้น
ฮ่องเต้หย่งอันรีบปลอบ “ขุนนางรักเสิ่นค่อยๆ พูดเถิด”
“เมื่อซูเอ๋อร์ของกระหม่อมไม่ยินยอม เขาก็จะฆ่านาง! ฝ่าบาท พระองค์ต้องให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อม ต้องให้ความเป็นธรรมแก่บุตรสาวของกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
กล่าวจบ เสิ่นเจิ้นกวงก็ดวงตาแดงก่ำ ตัวสั่นไปทั้งร่าง
ราวกับได้รับความคับข้องใจใหญ่หลวงเทียมฟ้า
ฮ่องเต้หย่งอันจำได้ว่าเสิ่นเจิ้นกวงรักและเอ็นดูบุตรสาวคนนั้นเป็นพิเศษ ดังนั้นวันนี้หากเขาจะเศร้าโศกและคับข้องใจถึงเพียงนี้ก็ไม่แปลก
เจ้าเจ็ดมุ่งมั่นอยากให้บุตรสาวของเสิ่นเจิ้นกวงแต่งงานกับตน แท้จริงแล้วมีเจตนาใดกันแน่
แววเย็นชาวูบหนึ่งพาดผ่านก้นบึ้งพระทัย ทว่าบนหน้าของฮ่องเต้หย่งอันกลับไม่เผยออกมาแม้แต่น้อย
พระองค์กล่าวกับเสิ่นเจิ้นกวงอย่างอ่อนโยน “ขุนนางรักเสิ่นไม่ต้องกังวล เรื่องนี้หากตรวจสอบแล้วเป็นความจริง เราจะไม่ละเว้นเจ้าเจ็ดแน่นอน”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา!”
จากนั้นเสิ่นเจิ้นกวงก็สะอึกสะอื้นถอยออกไป
ฮ่องเต้หย่งอันซึ่งกลับไปประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรจมอยู่ในห้วงความคิด
ผ่านไปครู่ใหญ่ กัวอิงจึงค่อยๆ เข้ามาเตือนอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท ถึงเวลาออกว่าราชการเช้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งที่ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เดิมตั้งใจจะอ่านฎีกาสักหน่อย ผลคือยังอ่านได้ไม่มากเท่าไรก็เกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน
ฮ่องเต้หย่งอันขมวดคิ้วเล็กน้อย ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกไม่กี่ก้าว ทว่ากลับหยุดลงอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยถามกัวอิง “เมื่อวานเจ้าเจ็ดตกน้ำพร้อมกับคุณหนูญาติของตระกูลเสิ่นนางนั้นไม่ใช่หรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ” กัวอิงก้มศีรษะทูลตอบ
ฮ่องเต้หย่งอันแค่นหัวเราะเย็น “ไม่เพียงไปข่มขู่บุตรสาวสายตรงของผู้อื่น แต่ยังไปพัวพันกับคุณหนูญาติผู้นั้นอีก เราเพิ่งรู้ว่าเจ้าเจ็ดกระหายตัณหาเช่นนี้!”
กัวอิงก้มหน้าต่ำยิ่งกว่าเดิม ไม่กล้ารับคำแม้แต่ครึ่งประโยค
ล้อเล่นหรือไร นั่นคือโอรสของโอรสสวรรค์เชียวนะ!
โอรสสวรรค์จะดุด่าว่าอย่างไรก็ย่อมได้ แต่หากผู้อื่นกล้าวิพากษ์วิจารณ์นั่นเกรงว่าคงไม่ดีแล้ว คาดว่าคงมีเพียงแม่ทัพใหญ่เสิ่นผู้ใจกล้าเทียมฟ้าคนนั้นที่กล้ามาฟ้องร้องโดยตรง
แต่นั่นก็เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่เสิ่นอีกนั่นแหละ