ตอนที่ 34 ภูมิทัศในหมู่บ้าน
สามสิบนาที่ผ่านไป.......
หลังจากที่ไอ้จุกได้ไปเตรียมที่หลับนอนเอาไว้ให้แก่พระฤๅษีคงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.........
ตุบ ตุบ ตุบ
“ท่านพระฤๅษีคงขอรับกระผมได้ทำความสะอาดที่พักเอาไว้ให้เรียนร้อยแล้ว ขอเชิญท่านไปพักผ่อนได้เลยนะขอรับ!” ไอ้จุกเดินเข้าไปหาพระฤๅษีคงที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ไต้ต้นไม้ที่บริเวณลานหน้าวัดก่อนที่มันจะชี้นิ้วไปยังทิศทางของที่พักเพื่อบอกให้พระฤๅษีคงได้รู้ ซึ่งเป็นบริเวณลานกว้างที่อยู่ข้างหน้ากุฏิของหลวงตาเสาร์นั่นเอง.........
อื้ม!
“ขอบน้ำใจเอ็งมากนะไอ้จุก อ๊ะ! นี่เศษผาจีวรของพระเสาร์ถึงแม้จะเหลือไม่มากพอ แต่ข้าก็ตั้งใจเก็บเอาไว้ให้กับเอ็ง ด้วยความดีที่เอ็งได้รับใช้พระเสาร์มาตั้งแต่ยังเล็กจนถึงบัดนี้อ่ะ รับเอาไว้สิ!” พระฤๅษีคงได้กล่าวขอบใจไอ้จุกก่อนที่ท่านจะหยิบเอาเศษผ้าจีวรของหลวงตาเสาร์ออกมาแล้วยื่นให้แก่ไอ้จุก เพราะความดีที่มันรับใช้หลวงตาเสาร์มาหลายปีพระฤๅษีคงจึงได้มอบเศษผ้าจีวรอันนี้ให้กับมันเก็บเอาไว้..........
หมับ!
“ว้าว! ขอบพระคุณท่านพระฤๅษีคงมากๆขอรับกระผมจะเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุดเลย! กระผมจะถือเสียว่าเศษผ้าจีวรนี้เป็นตัวแทนของหลวงตาเสาร์เพื่อให้คอยระลึกถึงท่าน” หลังจากที่ไอ้จุกได้ยื่นมือไปกำเอาเศษผ้าจีวรจากมือของพระฤๅษีคงแล้วมันก็ได้อุทานขึ้นและยิ้มออกมาด้วยความดีอกดีใจอย่างเห็นได้ชัดเพราะมันเองก็อยากได้ของดีที่เป็นของหลวงตาเสาร์เก็บไว้บูชา ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า.......
“ถ้าเช่นนั้นกระผมไม่รบกวนแล้วนะขอรับหากท่านพระฤๅษีคงต้องการสิ่งใดก็ตะโกนเรียกจุกได้เลยนะของรับ!”
อื้ม!
ตุบ ตุบ ตุบ
รุ่งเช้าวันต่อมา ณ ศาลาการเปรียญวัดบ้านท่าเสด็จ...........
เม้งเม้ง เม้งเม้ง เม้งเม้ง เม้ง!
หลังจากที่พระผาได้กลับจากการรับบิณฑบาตภายในหมู่บ้านท่าเสด็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วเขาก็ได้เดินขึ้นไปบนศาลาการเปรียญเพื่อเตรียมตัวฉันเช้า...........
ตุบ ตุบ ตุบ
“ไอ้จุก! เอ็งช่วยไปตามท่านพระฤๅษีคงมาฉันข้าวทีพวกข้าได้เตรียมสำรับอาหารเอาไว้ให้ท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว!”ในขณะนั้นผู้ใหญ่สุขได้เดินเข้าไปบอกไอ้จุกที่นั่งอยู่ในบริเวณริมหน้าต่างของศาลาการเปรียญไปเชิญพระฤๅษีคงมาฉันข้าวที่พวกตนได้เตรียมเอาไว้.........
ขอรับพ่อผู้ใหญ่!
ตุบ ตุบ ตุบ
สามสิบนาทีผ่านไป.........
“ท่านพระฤๅษีคงขอรับ กระผมว่าจะชวนท่านไปเที่ยวชมรอบๆหมู่บ้านท่าเสด็จท่านสนใจที่จะเดินเที่ยวชมรอบหมู่บ้านกับกระผมหรือไม่ขอรับ!” ผู้ใหญ่สุขขยับตัวเข้าไปหาพระฤๅษีคงก่อนที่จะพูดเชิญชวนพระฤๅษีคงออกไปเดินเที่ยวชมรอบๆหมู่ท่านเสด็จด้วยกัน.........
อื้ม!
“ก็ดีนะผู้ใหญ่ ข้าก็คิดว่าจะออกไปเดินสำรวจรอบๆหมู่บ้านอยู่เหมือนกันเพราะข้ารู้สึกว่าภูมิทัศของหมู่บ้านนี้ดูน่าสนใจและเหมาะต่อการทำเป็นปราการสำคัญของมนุษย์ชาติ!”พระฤๅษีคงได้พยักหน้าตอบรับผู้ใหญ่สุขไปในทันทีซึ่งแท้จริงแล้วพระฤๅษีคงสัมผัสได้ถึงพลังงานชั่วร้ายที่วนเวียนอยู่รอบหมู่บ้านท่านจึงคิดที่จะออกไปวางอาคมคุ้มกันเอาไว้........
“เอิ่ม........ขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?งั้นก็ไปกันเถอะขอรับ กระผมจักนำทางเอง!” ผู้ใหญ่สุขรู้สึกตกใจและทึ่งกับคำพูดของพระฤๅษีคงที่ว่าหมู่บ้านนี้เหมาะแก่การเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษย์ชาติเพราะจากที่เขาอยู่มานานและคุ้นเคยกับภูมิทัศแถวนี้ดีเขาจึงคิดว่ามันไม่น่าจะต่างไปจากหมู่บ้านลับแลอื่นๆที่ซ่อนเร้นอยู่ในป่าเขามากนัก............
ปะ!
ตุบ ตุบ ตุบ
สิบนาทีผ่านไป ณ บริเวณตลาดที่อยู่ใจกลางของหมู่บ้านท่าเสด็จ.........
“สวัสดีขอรับพ่อผู้ใหญ่ท่านพระฤๅษีคง พากันเดินเที่ยวชมหมู่บ้านกันอยู่กระนั้นหรือขอรับ!?”เสียงชายวัยกลางคนได้ตะโกนถามผู้ใหญ่สุขและพระฤๅษีคง ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเที่ยวชมหมู่บ้านกันอยู่........
“เออๆ ข้ากำลังพาท่านพระฤๅษีคงเที่ยวชมหมู่บ้านของเราอยู่! ว่าแต่ร้านของเอ็งวันนี้ขายของดีหรือไม่วะ”ผู้ใหญ่สุขยิ้มและพูดตอบกลับลูกบ้านคนที่ถามเมื่อครู่นี้.........
“ก็ดีขอรับ!”
“พ่อผู้ใหญ่ ท่านพระฤๅษีคงเชิญแวะเข้ามากินน้ำตาลสดให้ชื่นใจเสียก่อนเถอะเจ้าค่ะ!” และในขณะนั้นหญิงชราที่นั่งขายน้ำตาลสดอยู่ข้างๆก็ได้ตะโกนบอกให้ผู้ใหญ่สุขกับพระฤๅษีคงแวะเข้ามากินน้ำตาลสดที่ร้านของตน.......
“เชิญท่านพระฤๅษีคงแวะกินน้ำตาลสดของยายตู้เสียก่อนเถอะขอรับ! น้ำตาลสดของยายแกหวานชื้นลื่นคอดีแท้ละขอรับ”ผู้ใหญ่สุขได้หันไปแนะนำพระฤๅษีคงให้รู้ว่าน้ำตาลสดของยายตู้นั้นหวานอร่อยและชวนให้พระฤๅษีคงลองดื่มดู.........
“อื้ม ขอบน้ำใจนะแม่ตู้ข้ากำลังกระหายน้ำอยู่พอดีเชียว ได้น้ำตาลหวานๆของแม่ตู้คงจักชื้นใจยิ่งนัก!”พระฤๅษีคงพยักหน้าให้กับผู้ใหญ่สุขก่อนจะหันไปกล่าวของคุณยายตู้ที่ชวนตนแวะดื่มน้ำตาลสดที่ร้าน..........
“ไม่เป็นไรเจ้าคะ ดิฉันเต็มใจ” ยายตู้ตอบพร้อมกับยิ้มและสงสายตาหวานให้พระฤๅษีคง.......
อ้า!
สิบนาทีผ่านไป........
หลังจากที่ทั้งสองได้กินน้ำตาลสดจนอิ่มแล้วพวกเขาก็เดินออกไปจากตลาดเพื่อมุ่งหน้าไปยังทุ่งนาที่อยู่ทางท้ายหมู่บ้านต่อ........
ณท้องทุ่งนาท้ายหมู่บ้านท่าเสด็จ..........
“ข้างหน้าของพวกเราที่เห็นอยู่นี่ก็คือพื้นที่ทุ่งหลักของหมู่บ้านท่าเสด็จที่ใช้ในการทำนาปลูกข้าว ซึ่งแทบจะทุกครัวเรือนเลยที่ทำนาปลูกข้าวอยู่ที่นี่ขอรับ!” หลังจากที่ผู้ใหญ่สุขได้พาพระฤๅษีคงเดินไปถึงทุ่งนาท้ายหมู่บ้านแล้วเขาก็ได้ชี้นิ้วไปยังพื้นที่ทุ่งสีเหลืองขนานกว่าง พร้อมกับอธิบายว่าทุ่งที่เห็นทั้งหมดนี้คือพื้นที่เพาะปลูกหลักของชาวบ้านที่นี่..........
“ถึงแม้หมู่บ้านท่าเสด็จจะอยู่ภายในป่าเขาแต่ที่นี่ก็ยังมีทุ่งนาที่กว้างใหญ่มิใช่น้อยเลยนะพ่อผู้ใหญ่จากที่ดูนี่คงใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวแล้วใช่หรือไม่?!” พระฤๅษีคงได้พยักหน้าให้กับผู้ใหญ่สุขหลังจากที่ท่านได้เห็นทุ่งนาสีเหลืองข้างหน้าตนซึ่งดูแล้วคงใกล้ได้เวลาเก็บเกี่ยวเต็มที......
จุ่ม จ่ม จุ่ม
อ่ะ!
“นอกจอกข้าวจะต้นงามแล้ว ในนาข้าวก็มีปลาอาศัยอยู่มากมายด้วยช่างดูอุดมสมบูรณ์จริงนะพ่อผู้ใหญ่! ขนาดหมู่บ้านที่มีดินดีและอากาศดียังมิได้เท่านี้เลยแบบนี้สิถึงสมกับที่จะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีของมนุษย์ชาติในอนาคต!” พระฤๅษีคงได้ยินเสียงของปลาที่กำลังแหวกว่ายและกระโดดอยู่ในนาข้าว เขาจึงหันหน้าไปดูและพูดขึ้นมาอย่างชื่นชม.........
“ใช่แล้วขอรับอีกไม่นานก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว และหลังจากที่พวกชาวบ้านได้พากันเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วพวกเขาก็จะพากันจับปลาเหล่านี่แหละไปทำกินกัน โดยเฉพาะปลาล้ากลิ่นและรสชาติจากเนื้อปลาในทุ่งนานี้อร่อยมิใช่น้อยนะขอรับท่านพระฤๅษีคง!”ผู้ใหญ่สุขพยักหน้ารับและพูดถึงปลาที่อยู่ในนาข้าวว่าเนื้อของมันนั้นหอมเมื่อนำไปทำอาหารชนิดต่างๆ.........
“พ่อผู้ใหญ่ก็พูดจนข้าเห็นภาพตอนที่พวกมันถูกเผาแล้วโรยด้วยเกลือและย่างจนสุกเป็นสีเหลืองอย่างนั้นแหละหืม......เนื้อของพวกมันคนจะมีรสชาติหวานไม่ใช่น้อยเป็นแน่! ซีด!” พระฤๅษีคงยิ้มขึ้นก่อนจะหันหน้าไปหาผู้ใหญ่สุขที่ยื่นอยู่ข้างๆตนพร้อมกับพูดเชิญหยอกเรื่องการนำปลาไปเผาเป็นอาหาร ซึ่งแท้จริงแล้วพระฤๅษีคงเองก็อยากกินแบบนั้น..........
“ใช่ขอรับ ว่าแต่ท่านพระฤๅษีคงคิดว่าจะกลับเข้าป่าในวันไหนหรือขอรับ!?”ผู้ใหญ่สุขยิ้มเล็กยิ้มน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของพระฤๅษีคง ก่อนที่จะได้ถามพระฤๅษีคงถึงเรื่องการเดินทางกลับ..........
“ข้าคิดว่าน่าจะวันพรุ่งนี้แหละพ่อผู้ใหญ่! เพราะว่าไอ้หนูกล้วยมันจะได้มีเวลาเตรียมตัวและบอกลาผู้คนในหมู่บ้านก่อนอีกอย่าง พระผาเองก็คงอยากอยู่พูดกันก่อนจะต้องออกเดินทางไกลและใช้เวลานาน”พระฤๅษีคงทำหน้าจริงจังเมื่อได้ยินคำถามนี้ ก่อนที่จะพูดตอบกลับผู้ใหญ่สุขออกไปว่าตนจะเดินทางวันไหน..........
ขอรับ!
“เช่นนั้นพวกเรากลับไปที่วัดกันเถอะ!”
สิบนาทีผ่านไป ณลานหน้าวัดบ้านท่าเสด็จ........
ตุบ ตุบ ตุบ
“ทำอะไรอยู่กล้วย!”อุษาเดินยิ้มเขามาถามกล้วยที่กำลังนอนเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บริเวณลานหน้าวัด........
เอ้า!
“อุษาเองหรอกรึ? มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือเปล่าปกติไม่เห็นมาหากันนานเลยนะ!” กล้วยรีบลุกขึ้นมานั่ง ก่อนจะหันหน้าไปหาอุษาที่ยืนอยู่ต่อหน้าของตนแล้วถามกลับไป..........
“เรามาหาเจ้าไม่ได้หรือไง? เราก็แค่ได้ยินข่าวมาว่ากล้วยจะออกเดินทางไปเรียนวิชากับท่านพระฤๅษีคงจริงๆกระนั้นหรือเปล่า!?”อุษาทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยกับคำถามของกล้วยแต่ถึงอย่างนั้นอุษาก็ยังกัดฟันและข่มอารมณ์ไม่พอใจเอาไว้และถามกล้วยถึงการออกเดินทางไปเรียนวิชากับพระฤๅษีคงด้วยสีหน้าที่ดูแปลกๆ.........
“ใช่แล้ว! เราจะไปเรียนวิชากับท่านพระฤๅษีคงในป่าลึกเพราะหลวงตาเสาร์ได้ขอเราเอาไว้ก่อนที่ท่านจะจากไปด้วย! ดังนั้นเราจึงต้องไปและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานสักเพียงใดถึงจะได้กลับมาที่หมู่บ้านท่าเสด็จอีกครั้ง” กล้วยพยักหน้าเบาๆก่อนจะพูดอธิบายถึงเหตุผลที่ตนจะต้องออกเดินทางติดตามพระฤๅษีคงเพื่อไปร่ำเรียนวิชาให้แก่อุษาได้ฟังอย่างชัดเจน.........
“เราเข้าใจแล้วแหละกล้วย” อุษาได้พยักหน้าอย่างความเข้าใจด้วยสีหน้าเศร้าๆก่อนที่อุษาจะดึงของบางอย่างออกมาจากถุงผ้าที่อยู่ข้างหลังของเธอแล้วยื่นให้กับกล้วย“อ๊ะนี่ ผ้าแพรผืนนี้เราตั้งใจเอามาให้กล้วยไว้ห่มนอนเมื่อคราวอยู่ในป่า รับเอาไว้เสียสิ!” ซึ่งสิ่งที่อุษานำออกมาให้กล้วยนั้นก็คือผ้าแพรผืนหนึ่งที่อุษาทำขึ้นมาเองอย่างตั้งใจ.........
“ขอบใจมากนะอุษา! เราจะเก็บมันเอาไว้อย่างดีเลย”กล้วยไม่ได้ปฏิเสธเหมือนคราวที่แล้วที่อุษาเอาผ้าโผกหัวมาให้เพราะเขาเห็นสีหน้าที่จริงจังของอุษาที่แสดงอยู่ในตอนนี้เขาจึงไม่อยากที่จะทำร้ายจิตใจของเธอดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปรับผ้าแพรเอาไว้.........
หมับ!
“ช่วงที่อยู่ในป่าดูแลตัวเองให้ดีนะกล้อยเราเป็นห่วง.......” อุษารู้สึกร้อนที่หน้าอย่างบอกไม่ถูกเมื่อพูดจบประโยคแรกและเห็นว่ากล้วยจ้องมองมาที่ตนด้วยสีหน้าจริงจังแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพูดต่อไปว่าอีกว่า “เราขออวยพรให้กล้วยโชคดีและประสบความสำเร็จในการเรียนนะ! ถ้ามีเวลาก็ส่งจดหมายมาหาเราบ้างนะ”เมื่อพูดจบประโยคนี้หน้าของอุษาก็ยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีกเพราะความเขินอายเธอมักจะเป็นผู้หญิงที่ห้าวๆและไม่เคยมีมุมน่ารักแบบนี้ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกเขินที่ต้องมาทำอะไรเช่นนี้ แต่เธอก็รู้สึกเป็นห่วงกล้วยจริงๆ...........
หมับ!
“เราขอบใจมากนะอุษาที่เป็นห่วงเรา เราจะพยายามส่งข่าวมาหาอุษาบ่อยๆนะ! และถ้าเป็นไปได้เราอยากจะ........”กล้วยยื่นมือของตนไปกุมที่มือของอุษาเอาไว้แน่น ก่อนที่เขาจะพูดขอบใจในความรู้สึกที่ดีที่อุษาได้มีให้แก่ตนเองซึ่งในขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น เขาก็ต้องหยุดพูดไปดื้อๆเพราะจู่ๆหัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นอย่างผิดปกติซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร.......
พึบ!
“แล้วเราจะรอนะ เจ้าห้ามลืมเด็ดขาดเลยนะกล้วยไม่เช่นนั้นเมื่อเจ้ากลับมา ข้าจะไม่พูดด้วยกับเจ้าอีกเลย!” อุษารีบดึงมือของตัวเองกลับมาก่อนที่จะพูดกับกล้วยด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าใจผสมกับเขินอายเล็กน้อยและเมื่อเธอพูดจบเธอก็วิ่งหนีออกไปทันทีโดยไม่พูดอะไรอีก.........
‘ข้าจะรอเจ้ากลับมานะเจ้าต้องกลับมานะกล้วย ฮือ.......ฮือ!’
ซึ่งในขณะที่อุษาวิ่งออกไปแล้วนั้น เธอก็ได้พูดขึ้นภายในใจของตนเองพร้อมกับมีน้ำตาที่ไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองของเธอและที่เธอไม่ยอมอยู่พูดอะไรอีกก็เพราะเธอไม่อยากให้กล้วยเห็นเธอร้องไห้เช่นนี้ดังนั้น เธอจึงรีบวิ่งหนีออกมาเมื่อพูดจบ........