กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 5 บทที่ 134 มอบของขวัญ

    บทที่ 134 มอบของขวัญ

            สายลมพัดผ่านลานเรือน ผ้าโปร่งแสงพริ้วไสว กลิ่นหอมฟุ้งโชยตามลมทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ

            ตั้งแต่บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างฉู่อวิ๋นและฉู่ซินเหยา ฉากดังกล่าวช่างลึกซึ้งคนหนุ่มสาวต่างจับจ้องฉู่อวิ๋นด้วยสายตาที่ไร้ความปรานีและอิจฉามากขึ้นเรื่อยๆ

            เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพูดดีอย่างไรก็ไม่อาจกระตุ้นความสนใจของคนงามได้แต่คนป่าคนนี้ไม่เพียงแต่เดาความหมายของเพลงได้เท่านั้น แต่ยังได้สนทนาใกล้ๆ กับฉู่ซินเหยายอมไม่ได้

            ผู้คนที่นี่ล้วนเป็นเยาวชนที่มีพรสวรรค์ในขั้นมหาสมุทรซ้ำยังสูงกว่าภูมิหลังลึกซึ้ง แต่การถูกเด็กชาวป่าจากขอบเขตควบแน่นพลังปราณถีบตนให้เหนือกว่าทำให้ทุกคนรู้สึกไม่พอใจ

            โดยเฉพาะคุณชายแห่งเคหาสน์เขากระบี่ โม่ซิว ที่ฉายแววอาฆาตในดวงตาออกมาครู่หนึ่งคิดหาวิธีทำให้ฉู่อวิ๋นต้องอับอายขายหน้าอย่างหนักในงานเลี้ยงนี้

            นอกจากโม่ซิวผู้แสนเจ้าอารมณ์แล้วก็ยังมีบางคนที่ต้องการจัดการกับฉู่อวิ๋น แม้ว่าภายนอกคนเหล่านี้ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ในใจกลับน่ากลัวและชั่วช้านัก คิดยืมมีดฆ่าคน

            ไม่นาน เมื่อเห็นทุกคนดูโกรธ ฉู่เจิ้นหนานก็หัวเราะอย่างชั่วร้ายอีกครั้งก่อนจะออกมาควบคุมสถานการณ์ในเวลาที่เหมาะสมโดยกล่าวว่า “ฮ่าๆ ในเมื่อซินเหยาเล่นบทเพลงแห่งเทพธิดาจนทุกท่านต่างก็สะเทือนใจกันแล้วหรือว่า... พวกท่าน... ไม่มีอะไรจะแสดงออกอีกแล้วหรือ?”

            เมื่อฉู่เจิ้นหนานพูดเช่นนี้ ความหมายก็ชัดเจนยิ่งเขาต้องการให้ทุกคนมอบของขวัญให้กับฉู่ซินเหยา

            และในความเป็นจริง สมบัติและวัตถุวิญญาณที่มอบให้นี้ก็จะตกไปอยู่ในมือเขาในที่สุด

            จิ้งจอกเฒ่าตัวนี้คิดจะใช้คุณค่าของคนงามมาดึงดูดผู้มีความสามารถจากทุกสารทิศเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ให้มากยิ่งขึ้นร้ายกาจและฉลาดยิ่งนัก

            แน่นอนว่า หลังจากที่ฉู่เจิ้นหนานเอ่ยเตือนเช่นนี้ ทุกคนก็เริ่มตื่นเต้นรู้สึกเหมือนมีโอกาสที่จะได้รับความโปรดปรานจากคนงามอีกครั้ง!

            “คราวนี้ ข้าจะใช้กำลังทั้งหมดที่มีครองใจนาง!”

            “ฮ่าๆ โชคดีที่วันนี้ข้าได้เตรียมการมาเพียงพอ นำทรัพย์สมบัติมาไม่น้อย ข้าไม่เชื่อว่าคนงามจะไม่หวั่นไหว!”

            กลุ่มหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์กำลังเตรียมพร้อมที่จะแข่งขันกันเมื่อครู่นี้ฉู่อวิ๋นเป็นผู้ที่ได้รับความสนใจจากฉู่ซินเหยาแต่คราวนี้พวกเขารู้สึกว่าเด็กป่าคนนี้อับโชคเสียแล้ว!

            เขาเป็นเพียงคนป่า จะมอบอะไรให้ได้?

            ต่างคนต่างมั่นใจ ไม่มีใครอยากด้อยกว่าใครจึงตั้งใจมอบของขวัญอันล้ำค่าที่สุดเพื่อครองใจสาวงาม

            ต่อมา อัจฉริยะรุ่นเยาว์เหล่านั้นมาที่ศาลาทีละคนมอบของขวัญผ่านสาวใช้ไปให้ฉู่ซินเหยา

            แต่แม้ว่าของขวัญจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉู่ซินเหยาก็ยังไม่สนใจอย่างมากนางก็แค่เอ่ยคำขอบคุณ ทำให้ทุกคนคิ้วขมวดและรู้สึกผิดหวัง

            “เฮ้อ หรือว่าของขวัญนั้นดีไม่พอกัน?” หลายคนถอนหายใจและรู้สึกหงุดหงิด

            ในตอนท้าย เหลือชายหนุ่มเพียงไม่กี่คนจากแถวหน้าที่ยังไม่ได้มอบของขวัญนั่นคือโม่ซิว ตงฟางสยง และเสวี่ยหานเฟย

            “คงมีแค่สามคนนี้กระมังที่พอจะทำให้คุณหนูฉู่หวั่นไหวได้”นักพรตหญิงบางคนแอบคาดเดาว่าเพราะสามคนนี้มีพื้นฐานค่อนข้างได้เปรียบ จึงอาจหาอุบายอันน่าทึ่งขึ้นมาได้

            ในเวลานี้ โม่ซิวเหลือบมองอีกสองคน ยกยิ้มอย่างภาคภูมิใจเดินไปที่ศาลาและเริ่มมอบของขวัญก่อน

            “คุณหนูฉู่ นี่เป็นอาวุธลึกลับระดับต่ำที่มีลายสลักสงครามร้อยกลข้าใช้ทรัพยากรทั้งหมดของสำนัก กำชับให้สร้างขึ้นอย่างสุดฝีมือ เรียกว่ากระบี่หทัยหงส์สลักตัวอักษร 'ซินเหยา' ทั้งสองตัวไว้บนด้ามจับที่คล่องมือเชื่อว่าท่านต้องชอบมันแน่!”

            “และภายภาคหน้า ข้าสามารถสอนวิธีใช้กระบี่ให้ท่านเป็นการส่วนตัวได้ให้ท่านบำเพ็ญกระบี่ร่วมกันกับข้า”

            หลังจากพูดจบ โม่ซิวก็ยื่นกล่องกระบี่ให้สาวใช้ เชิดหน้าขึ้นสูงอย่างหยิ่งผยอง

            ทุกคนต่างประหลาดใจ คุณชายท่านนี้ใจกว้างเกินไปแล้ว! เพื่อให้ได้รับรอยยิ้มจากคนงามถึงกับมอบอาวุธลึกลับร้อยกลอันล้ำค่าแก่นางได้จริงๆ?!

            แม้ว่าระดับของกระบี่หทัยหงส์นี้จะเป็นเพียงขั้นต่ำ แต่มูลค่าของมันก็ไม่อาจเทียบเคียงกับสมบัติอื่นๆได้!

            เนื่องจากอาวุธลึกลับระดับต่ำสุดมีราคาอย่างน้อยหนึ่งหมื่นหินวิญญาณซึ่งตีเป็นเหรียญทองหลายสิบล้านเหรียญ เป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในตลาด ล้ำค่ามาก!

            ในขณะนี้ทั้งชายหญิงในลานเรือนและฉู่เจิ้นหนานเองต่างก็จ้องมองไปที่กล่องกระบี่ด้วยแววตาละโมบ

            “เชอะ! ทำเป็นอวดดี แม่นางฉู่ไม่ชอบกระบี่สักหน่อย”

            ฉู่อวิ๋นเยาะเย้ย ทำให้เสวี่ยหรูเยียนที่อยู่ข้างๆ สับสน จึงถามว่า“คุณชายอวิ๋น กระบี่เล่มนี้ไม่ดีหรือ? คุณหนูฉู่อาจจะชอบมันก็ได้นะ”

            “ก็แค่อาวุธลึกลับระดับต่ำ มีอะไรน่าประหลาดใจกันไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบกระบี่หรอกนะ” ฉู่อวิ๋นยกมือกอดอกอย่างไม่สนใจ

            ในความเป็นจริง ฉู่อวิ๋นเองก็เป็นเจ้าของกระบี่ชื่อยวนซึ่งเป็นอาวุธลึกลับลายสลักสงครามร้อยกล และยังเป็นอาวุธวิญญาณด้วย สำหรับเขากระบี่หทัยหงส์นั้นไม่มีอะไรพิเศษ

            แต่เมื่อเสวี่ยหรูเยียนได้ยินคำพูดนี้ นางก็ประหลาดใจมากผู้สืบทอดของตระกูลโบราณนี้ดูถูกอาวุธล้ำลึกระดับต่ำหรือ?

            ถ้าเช่นนั้น หิมะย่ำรุ้งที่นางมอบให้ก็ดูเล็กน้อยเกินไปใช่หรือเปล่า?

            “ควรให้สิ่งที่ล้ำค่ากว่านั้นแก่อวิ๋นชูหรือเปล่า?” เสวี่ยหรูเยียนแอบคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง

            ยามนี้ ฉู่ซินเหยาที่อยู่ในศาลาได้รับกระบี่แล้ว นางมองไปในกล่องกระบี่และตกอยู่ในความเงียบปล่อยให้ทุกคนกลั้นหายใจและสงสัยว่านางจะตอบสนองอย่างไร

            แต่เป็นดังที่ฉู่อวิ๋นกล่าว สีหน้าของฉู่ซินเหยาเย็นชามาก นางแค่เหลือบมองมันจากนั้นก็โยนมันทิ้ง

            โยน... ทิ้งไป...

            “แกร๊ง-“

            เกิดเสียงโลหะกระทบพื้น

            ทันใดนั้นทุกคนก็ตาเบิกโพลงอย่างตกตะลึง นี่...คนงามนางนี้เอาใจยากเกินไปแล้วกระมัง?! ต่อให้ทุ่มกำลังทรัพย์ถึงระดับอาวุธลึกลับก็ยังไม่อาจสร้างความประทับใจให้นางได้

            และดูเหมือนจะยิ่งทำให้นางโกรธและต่อต้านขึ้นมา

            อันที่จริง ฉู่ซินเหยาโกรธมากจริงๆ ดังคำกล่าวที่ว่าเห็นของแล้วก็คิดถึงคนนางจะคิดถึงฉู่อวิ๋นทุกครั้งที่เห็นกระบี่แต่กระบี่ที่อยู่ตรงหน้านางนี้ไม่ใช่กระบี่ที่เขาใช้ ทำให้ฉู่ซินเหยาเสียใจมาก

            ดังนั้น นางจึงหลุดท่าทีไร้มารยาทเช่นนี้ออกมา

            “คุณหนูฉู่... ท่าน... ท่าน...”

            ดวงตาของโม่ซิวมัวหมอง ราวกับถูกใครบางคนตบหน้า ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว และยืนอึ้งอยู่กับที่

            เขาใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างกระบี่เล่มนี้ขึ้นมา แต่ฉู่ซินเหยาเพิ่งโยนมันทิ้งไป

            เมื่อถูกหญิงงามดูหมิ่นต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ภายภาคหน้าเขาจะมีหน้าไปพบใครได้อีก?

            “ทำไม! กระบี่เล่มนี้ไม่ดีหรือ?” โม่ซิวถามเสียงดังอย่างหยิ่งยโสไม่พอใจในผลดังกล่าว

            ทุกคนงงงวย เพราะพวกเขารู้ว่ามูลค่าของกระบี่หทัยหงส์เล่มนี้สูงลิ่วแค่ไหน        

            “เป็นข้าถ้าใครให้อาวุธลึกลับมา ข้าจะตอบตกลงแต่งงานตรงนั้นเลย” นักพรตหญิงบางคนแอบกระซิบอย่างอิจฉาและงุนงงในเวลาเดียวกัน

            แต่ฉู่ซินเหยาไม่ได้พูดหรือตอบอะไรโม่ซิว เห็นเขาเป็นเพียงธาตุอากาศ

            “อยากรู้หรือว่าทำไม?”

            ทันใดนั้นเอง ฉู่อวิ๋นก็ยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ทำให้ทุกคนมองเขาอย่างประหลาดใจ

            “เจ้าอีกแล้ว! คนป่าเช่นเจ้าอยากโดนตีมากหรืออย่างไร?” โม่ซิวตะโกน ตอนนี้เขาถูกฉู่ซินเหยาเมินเฉยแล้ว พูดได้ว่ายามนี้เขาเต็มไปด้วยไฟโทสะ

            ฉู่อวิ๋นยิ้มและเอ่ยว่า “คุณหนูฉู่ไม่ชอบการต่อสู้แน่นอนว่านางย่อมไม่ชอบกระบี่ แม้แต่คนป่าอย่างข้ายังเข้าใจ แต่เจ้ากลับขลาดนัก”

            “เจ้า... เจ้า!”

            ก่อนที่โม่ซิวจะพูดจบ ฉู่อวิ๋นก็ขัดจังหวะเขาอีกครั้งและพูดว่า “เจ้า เจ้าเจ้า เจ้าอะไรนักหนา? เป็นถึงคุณชายแห่งเคหาสน์ใหญ่แต่เพื่อรอยยิ้มเดียวของหญิงงามกลับยอมเสียทรัพย์สินของสำนักไปมากมายเพื่อสร้างกระบี่เน่าๆนี่ขึ้นมา”

            “เน่าบ้านเจ้าสิ! นี่เป็นอาวุธลึกลับถ้าคนป่าอย่างเจ้าไม่รู้จักก็อย่ามาพูดพล่ามอยู่ที่นี่!”

            โม่ซิวโต้กลับ ดวงตาของเขาแดงก่ำ เขาไม่เคยคิดเลยว่าในสายตาของคนป่าอาวุธลึกลับนี้จะเป็นเพียงกระบี่เน่าๆ ทำให้เขาโกรธมาก

            “อะไรนะ? อาวุธลึกลับนั่นอัศจรรย์มากหรือ?”

            ฉู่อวิ๋นหรี่ตามองโม่ซิวด้วยท่าทีหยามเหยียดและพูดอย่างรังเกียจ“เพียงเพราะเจ้าชอบกระบี่ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะชอบมันด้วยแม้ว่าเจ้าจะมอบอาวุธหรือยาเม็ดอมตะให้ข้าพนันได้เลยว่าคุณหนูฉู่ก็จะยังโยนทิ้งเช่นเดียวกัน”

            เมื่อพูดเช่นนี้ ฉู่อวิ๋นก็มองไปยังร่างหลังม่านแล้วถามด้วยรอยยิ้ม“ข้าพูดถูกหรือไม่? คุณหนูฉู่”

            “คุณชายพูดได้ถูกต้องแล้ว ข้าเกลียดกระบี่เล่มนี้”

            ฉู่ซินเหยาพยักหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นชาและเห็นด้วยกับคำพูดของฉู่อวิ๋น ทำให้โม่ซิวโมโหจนหน้าแดง หน้าอกสั่นสะท้านด้วยความโกรธคิ้วดกเข้มเลิกขึ้นสูง

            ขายหน้าไปไกลถึงบ้านบรรพบุรุษแล้ว... ต่อไปเขาจะท่องยุทธภพอย่างไร?

            ทุกคนต่างก็หัวเราะคิกคัก โม่ซิวคนนี้มักเรียกคนอื่นว่าขยะ ท่าทีหยิ่งผยองยามนี้ถูกคนป่าว่าเข้าให้ จึงเสียหน้าอย่างมาก ไม่อาจยอมได้ นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว

            “ฮึ่ม!”

            ในที่สุด โม่ซิ่วก็ไม่อาจทนเสียหน้าได้อีก จึงหันกลับมามองฉู่อวิ๋นอย่างเย็นชา“เจ้าท้าทายข้าครั้งแล้วครั้งเล่า อยากลงไปพบอ๋องเหยียนหลัวเร็วๆ หรือ?”

            ฉู่อวิ๋นไม่กลัวและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฮ่าๆ นรกมีอะไรน่ากลัวกัน? ข้ากลัวว่าอ๋องเหยียนหลัวจะไม่กล้ารับตัวข้าไปด้วยซ้ำ”

            “ปากคอเราะราย!”

            ในเวลานี้ ดวงตาของโม่ซิวเปลี่ยนเป็นเย็นชา แฝงความอาฆาตออกมาอย่างไม่คิดปกปิดก้าวไปหาฉู่อวิ๋นอย่างรวดเร็ว “วันนี้เจ้าจะไม่มีทางได้ออกไปจากลานแห่งนี้นี่คือประกาศิตของข้า โม่ซิว!”

            หลังจากพูดจบคุณชายแห่งเคหาสน์เขากระบี่ก็แค่นเสียงเย็นชาและรีบกลับไปนั่งที่ตัวเอง

            เขาจะฆ่าฉู่อวิ๋นให้ได้ ไม่มีทางเปลี่ยนใจ

            “คุณชายอวิ๋น...เหตุใดท่านถึงต้องไปมีเรื่องกับคนพวกนี้หลายครั้งหลายคราด้วย?”หลังจากที่ฉู่อวิ๋นกลับมาที่นั่งแล้ว เสวี่ยหรูเยียนก็ถามอย่างอดไม่ได้

            แม้นางจะพูดเบาๆ แต่ก็รู้สึกหวาดกลัวในใจ ทั้งกังวลและสับสน เมื่อคิดว่าฉู่อวิ๋นคงจะกำลังหึงหวงนางก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อยและไม่พอใจขึ้นมา

            อวิ๋นชูนี้เป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว ใครก็ไม่อาจพรากเขาไปได้!

            “ข้าเป็นคนป่าที่ทนคนหยิ่งยโสพวกนี้ไม่ไหว ถ้าเขาอยากสู้กับข้า ข้าก็จะสนองให้ใยจึงต้องกลัว?” ฉู่อวิ๋นเหลือบมองโม่ซิวด้วยสายตาเฉียบคม

            ในความเป็นจริง ถ้าเป็นไปได้ ฉู่อวิ๋นอยากทำให้พวกเขายอมแพ้และผิดหวังกลับไป

            วันนี้ เขาตัดสินใจที่จะก่อเรื่องใหญ่ในงานที่ยิ่งใหญ่นี้ และเอาชนะอัจฉริยะรุ่นเยาว์พวกนี้!

            คิดจะจีบพี่ซินเหยาของเขาหรือ? ฝันไปเถอะ

            ขณะที่ฉู่อวิ๋นครุ่นคิดอยู่ลึกๆ ก็ถึงคราวของตงฟางสยงมอบของขวัญเขาหัวเราะเสียงดัง ลุกขึ้นยืน และเปิดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นแผงอกที่ล่ำสัน

            ตงฟางสยงเดินไปหยุดอยู่นอกม่าน เช็ดน้ำลายแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย“เทพธิดา ข้าไม่คิดว่าท่านจะชอบกระบี่หรือการต่อสู้เทือกนั้นหรอกฆ่าฟันกันมีอะไรดี? ผู้หญิงควรคู่กับ... อะแฮ่ม...”

            เมื่อตระหนักได้ว่าตนกำลังจะพูดเรื่องสกปรก ตงฟางสยงก็ยิ้มออกมาทันที หยุดปากพล่อยๆของตัวเองแล้วหยิบกล่องของขวัญแวววาวออกมาจากวงแหวนอวกาศอันมืดมิด

            เมื่อเห็นเช่นนี้ ทุกคนรวมทั้งฉู่อวิ๋นก็ขมวดคิ้วและกระตุกปากเล็กน้อยพวกเขารู้สึกเสมอว่าคนขี้เหนียวคนนี้ไม่มีทางมอบอะไรดีๆ ได้หรอก