ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 87 จะนอนที่นี่หรือ?

            อาหารเย็นมื้อนี้ทั้งสองคนไม่ได้พูดคุยอะไรกัน

            มู่อวิ๋นจิ่นก้มหน้าก้มตาทานด้วยพลางรู้สึกถึงความกดดันจากสายตาฉู่ลี่สงสัยการที่รู้ว่าตำหนักของหรงเฟยถูกคนบุกเข้าไปคงจะอารมณ์เสียไม่น้อย

            จู่ ๆมู่อวิ๋นจิ่นนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงหันไปพูดกับฉู่ลี่ว่า “ท่านอ๋องหรงจะแต่งมู่หลิงจูเป็นสนมเช่อเฟย”

            ฉู่ลี่พยักหน้ารับทราบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            มู่อวิ๋นจิ่นเห็นเขาแน่นิ่งเหมือนไม่สนใจในเรื่องที่เล่าจึงก้มหน้าก้มตาทานข้าวจนหมดอย่างรวดเร็ว “ข้าทานอิ่มแล้ว”

            ยังไม่ทันที่ฉู่ลี่จะเอ่ยปากมู่อวิ๋นจิ่นกลับลุกขึ้นเดินออกจากห้องอาหารไป

            ฉู่ลี่มองนางจากด้านหลังด้วยความสงสัย

            …

            มู่อวิ๋นจิ่นเดินออกจากห้องอาหารมุ่งหน้าตรงกลับเรือนลี่เฉวียนก่อนจะเอ่ยถามจื่อเซียงระหว่างทางเดินว่า “เจ้าว่าฉู่ลี่ทานยาผิดมาหรือวันนี้?”

            “เห็นชัด ๆ ว่าข้าอยู่จวนรอเขากลับมา ผลคือพบหน้าแล้วกลับทำเย็นชาไม่แยแสใส่”

            จื่อเซียงได้แต่เม้มปาก“บ่าวไม่รู้นิสัยขององค์ชายหกดี อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าคุณหนูทำให้องค์ชายหกไม่พอใจเจ้าคะ?”

            “ก็ไม่มีนี่หน่า” มู่อวิ๋นจิ่นพยายามนึก ก็นึกไม่ออกว่าไปทำอะไรให้ฉู่ลี่โกรธตั้งแต่เมื่อใด

            หลังจากที่เดินมาถึงเรือนลี่เฉวียนแล้วมู่อวิ๋นจิ่นให้จื่อเซียงไปเตรียมน้ำร้อนเพื่อชำระร่างกาย

            ไม่นานนักจื่อเซียงที่เตรียมน้ำร้อนไว้เรียบร้อยแล้วก็มาช่วยมู่อวิ๋นจิ่นถอดอาภรณ์คลุมตัวออกแล้วนำไปพาดไว้ที่เก้าอี้ด้านข้าง ก่อนที่มู่อวิ๋นจิ่นนั่งลงถอดปิ่นปักผมวางไว้ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

            “คุณหนู!!! ทำไมอาภรณ์ถึงมีคราบเลือดเจ้าคะ?” จื่อเซียงยกอาภรณ์คลุมตัวขึ้นมาดูด้วยความตกใจ

            มู่อวิ๋นจิ่นวางหวีลงที่โต๊ะทันทีก่อนจะรับอาภรณ์คลุมตัวเข้ามาดู และพบว่าตรงบริเวณปกมีคราบเลือดที่ยังสดอยู่หลายหยดที่เมื่อมองดูแล้วเหมือนจะเปื้อนมาไม่นาน

            มู่อวิ๋นจิ่นไม่รู้ว่าคราบเลือดนี้เป็นของเหวินหย่วนหรือหมิงหย่วนที่กระเด็นมาโดนอาภรณ์คลุมตัวของนาง

            เมื่อเห็นดังนั้นมู่อวิ๋นจิ่นเองก็รู้สึกตกใจไม่ต่างกันพลางขมวดคิ้วสงสัย เมื่อครู่นางไม่ทันสังเกตเห็นคราบเลือดทว่าระหว่างที่ทานข้าว ฉู่ลี่คงสังเกตเห็นคราบเลือดนี้เข้าให้แล้ว

            หากถูกเขาสงสัยเข้าแล้วล่ะก็มีหวังต้องซวยเป็นแน่แท้

            “คุณหนู คราบเลือดเหล่านี้…” จื่อเซียงเห็นมู่อวิ๋นจิ่นไม่ตอบ จึงถามขึ้นอีกครั้งด้วยความห่วงใย

            มู่อวิ๋นจิ่นสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบอารมณ์ ก่อนเผยยิ้มออกมา “สงสัยเมื่อครู่ที่นอนคงตบยุงไปหลายตัว”

            “อ๋อ ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง บ่าวตกใจแทบแย่เลยเจ้าค่ะ” จื่อเซียงถอนหายใจอย่างโล่งอก“อย่างนั้น คุณหนูไปอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเถอะเจ้าค่ะ บ่าวจะไปซักอาภรณ์คลุมตัวให้เจ้าค่ะ”

            มู่อวิ๋นจิ่นพยักหน้าอนุญาต

            จื่อเซียงที่หยิบอาภรณ์คลุมตัวเดินออกจากห้องไปก็บังเอิญเห็นฉู่ลี่เดินกลับมาที่เรือนลี่เฉวียนพอดิบพอดี

            “คารวะองค์ชายหกเพคะ” จื่อเซียงย่อตัว

            ฉู่ลี่ตอบรับสายตาสอดส่องหยุดลงที่อาภรณ์คลุมตัวของมู่อวิ๋นจิ่นที่อยู่ในมือจื่อเซียง ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นว่ามีคราบเลือดติดอยู่

            จื่อเซียงเห็นสายตาของฉู่ลี่จับจ้องมาที่อาภรณ์คลุมตัวในมือพร้อมกับหัวเราะคิกคัก “เมื่อบ่ายคุณหนูนอนหลับเผลอตบยุงโดยไม่รู้ตัว เลือดยุงจึงติดอยู่เมื่อครู่บ่าวเองก็ตระหนกตกใจเหมือนกันเพคะ”

            หลังจากจื่อเซียงอธิบายยืดยาวฉู่ลี่เองก็ไม่ได้ว่าอะไร จื่อเซียงจึงทำความเคารพอีกครั้งแล้วนำชุดไปทำความสะอาด

            ติงเสี่ยนที่เดินตามหลังฉู่ลี่หันกลับมามองอาภรณ์คลุมตัวในมือจื่อเซียงแล้วเดินเข้าไปกระซิบข้างหูฉู่ลี่ “พระชายานอนหลับยังสวมอาภรณ์คลุมตัวชุดนอกอีกเหรอพ่ะย่ะค่ะ”

            “หึ ๆ ๆ ๆ” ฉู่ลี่หัวเราะในลำคอ

            “มีอะไรงั้นหรือขอรับ” ติงเสี่ยนงวยงงจนต้องเงยหน้ามองฉู่ลี่

            ฉู่ลี่หัวเราะแต่ไม่ตอบอะไรสายตากลับจับจ้องไปยังห้องมู่อวิ๋นจิ่นที่มีแสงสว่างอยู่ สตรีผู้นี้ช่างน่าสนใจมากกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก

            จวนอัครเสนาบดีมู่เก็บความร้ายกาจไว้เงียบเชียบเหมือนไม่มีอะไรแต่ลับหลังกลับฝึกบุตรสาวได้เก่งกาจและมีความสามารถมากถึงเพียงนี้ ช่างน่าสนใจเหลือเกิน!

            …

            หลังจากมู่อวิ๋นจิ่นอาบน้ำชำระร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นนางก็เดินไปพิงตัวลงบนเตียงอ่อนนุ่ม ก่อนจะหยิบคัมภีร์เฉวียนหลิงใต้หมอนขึ้นมาอ่าน

            เมื่อพลิกเปิดหน้าแรกดูอีกครั้งด้วยความอยากรู้อยากลอง มู่อวิ๋นจิ่นจึงเดินพลังลมปราณตามรูปภาพที่วาดไว้เป็นลำดับขั้น

            โดยควบคุมพลังลมปราณไปตามจักระต่างๆ จนนางสัมผัสถึงพลังได้อย่างชัดเจน

            มู่อวิ๋นจิ่นเกิดความตกใจขึ้นมานึกไม่ถึงว่านางจะสามารถควบคุมพลังลมปราณได้ ขั้นต่อไปคงจะต้องเรียนรู้วิธีการนำลมปราณไปใช้ประโยชน์

            มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วพลิกดูหน้าต่อไปเริ่มเรียนรู้จากภาพที่วาดไว้เป็นลำดับขึ้นตอน

            ระหว่างที่กำลังฝึกฝนอยู่นั้นมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            มู่อวิ๋นจิ่นนึกว่าเป็นจื่อเซียงจึงรีบปิดคัมภีร์เฉวียนหลิงกลับไปไว้ใต้หมอนดังเดิมแล้วเอ่ยเสียงอนุญาต “เข้ามาได้”

            ประตูถูกเปิดออกมู่อวิ๋นจิ่นเงยหน้าไปมอง เห็นเงาแวบเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ทำไมเป็นเจ้าไปได้?”

            “ทำไมเปิ่นหวงจื่อจะมาหาเจ้าไม่ได้?” ฉู่ลี่ย้อนถาม

            มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มมุมปากด้วยความเก้อเขินเนื่องด้วยนางเพิ่งชำระร่างกาย อาภรณ์ที่สวมก็เป็นชุดนอน ฉู่ลี่มายืนจ้องมองก็ทำตัวไม่ค่อยถูก

            ฉู่ลี่เห็นนางสวมชุดนอนสีขาวบางเบาพลิ้วไหวไปตามลม ใบหน้าของนางงดงามเป็นธรรมชาติราวกับนางฟ้าจากสรวงสวรรค์มิปาน แต่นึกขึ้นได้ว่าการเปรียบเช่นนี้อาจดูเกินจริงไปเพราะที่จริงแล้ว นางเป็นสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ต่างหาก!

            คิดได้เช่นนั้นฉู่ลี่ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย

            พอมู่อวิ๋นจิ่นเห็นสีหน้าของเขาที่แสดงออกกลับรู้สึกจิตใจไม่สงบ แต่ไหนแต่ไรมา บุรุษผู้นี้โดยปกติเป็นคนเย็นชาไร้ความรู้สึกแต่ในวันนี้กลับมายิ้มมุมปากให้นางดู

            “เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไรกันแน่?” มู่อวิ๋นจิ่นเลือกย้อนถามด้วยใบหน้าฉงน

            “พรุ่งนี้เปิ่นหวงจื่อจะเดินทางไปเมืองจางโจว เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”ฉู่ลี่ถามขึ้น

            ด้วยความแปลกใจที่ฉู่ลี่เอ่ยถามและตามสัญชาตญาณของนางที่มี จึงทำให้นางเกิดความกลัวไม่อยากไปกับเขา แต่พอมาคิดดูแล้วนางเลยเลือกที่จะถามต่อไปด้วยความใคร่รู้ “ไปไหน? ไปทำอะไร?”

            “ไปหาเงินหาทอง” ฉู่ลี่ตอบเสียงนิ่ง

            “หาเงินหาทอง?” มู่อวิ๋นจิ่นเบิกตาโพลงเท่าไข่ห่าน “จะไปเอามาอย่างไร?”

            “ถึงตอนนั้นเจ้าก็รู้เอง” ฉู่ลี่เลิกคิ้วขึ้น “ถ้าไม่ไปก็คงไม่เหลือ”

            มู่อวิ๋นจิ่นยกเท้าขึ้นมานั่งขัดสมาธิสายตามองไปรอบห้อง “เงินทอง” เป็นของที่ไม่ว่าจะเป็นยุคใด ก็มิอาจปฏิเสธได้ทั้งนั้นถึงแม้นางจะมีตุนอยู่สามหมื่นตำลึงทอง ทว่าใคร ๆ ก็ต่างอยากมีสะสมไว้

            “ถ้าข้าไปด้วย จะได้เงินทองมาเท่าไหร่?” ถึงแม้ยังไม่ทราบวิธีการแต่มู่อวิ๋นจิ่นกลับเชื่อฉู่ลี่อย่างหมดใจในเรื่องนี้

            ฉู่ลี่ยิ้มแห้ง“อย่างน้อยห้าพันตำลึงทอง”

            มู่อวิ๋นจิ่นเบิกตาโพลงโตขึ้นกว่าเดิมพลางยกมือขึ้นมานับ เงินห้าพันตำลึงทองไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ ในเมื่อฉู่ลี่กล้าเอ่ยปากบอกมีหรือที่นางจะไม่ตื่นเต้น

            ระหว่างที่กำลังจะอ้าปากตอบตกลงนางก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามฉู่ลี่ขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ฉินมู่เยว่ไปด้วยหรือไม่?”

            หากฉินมู่เยว่ไปด้วยล่ะก็จะได้เงินทองมากมายเท่าไหร่ หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรนางก็จะไม่ไปเป็นอันขาด!

            “นางไม่ไป มีเพียงเจ้ากับข้าสองคน!” ฉู่ลี่หันมองมู่อวิ๋นจิ่นและเอ่ยเสริมขึ้นอีกประโยค“ติงเสี่ยนก็ไม่ได้ไปด้วยครั้งนี้”

            เมื่อได้ยินว่าไปกันเพียงสองคนมู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย แต่พอมานึกดูดี ๆ แล้ว การที่ติงเสี่ยนไม่ได้เดินทางไปด้วยในคราวนี้นางต้องลองถามหยั่งเชิงเสียหน่อย “ติงเสี่ยนเป็นองครักษ์ประจำตัวมิใช่หรือ? เหตุใดไม่พาเขาไปด้วย?”

            “การเดินทางในครั้งนี้ คนยิ่งน้อยยิ่งดี หรือว่าเจ้าอยากแบ่งกับคนมาก ๆ” ฉู่ลี่ถามเสียงเรียบ

            “ไม่มีทาง อย่างนั้นเจ้ากับข้าไปกันสองคนก็ได้!” มู่อวิ๋นจิ่นพยายามเก็บความรู้สึกตื่นเต้นไม่ให้แสดงออกมาทางแววตา เพียงแค่คิดถึงเงินทองหลังจากต้องออกจากจวนองค์ชายหก นางก็จะเป็นเศรษฐินีผู้มั่งมี

            หลังจากตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วฉู่ลี่เตรียมตัวเดินกลับไปที่ห้องของตนเอง แต่ทันใดนั้นเองด้านนอกกลับมีเสียงเอะอะดังขึ้น

            “ฉินไท่เฟยเดินช้า ๆ หน่อยเพคะ!”

            “ออกไป อายเจียจะไปดูลี่เอ๋อร์กับจิ่นเอ๋อร์ พวกเขาพักอยู่ที่ห้องไหน?”

            ทันทีที่ได้ยินเสียงของฉินไท่เฟยมู่อวิ๋นจิ่นและฉู่ลี่หันหน้ามาสบตากันโดยพร้อมเพรียงด้วยความตกใจ จากนั้นเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น

            “ลี่เอ๋อร์ จิ่นเอ๋อร์ อายเจียขอเข้าไปได้ไหม?” ฉินไท่เฟยถามอยู่หน้าประตูด้านนอก

            มู่อวิ๋นจิ่นชะงักหันหน้ามองฉู่ลี่และได้ยินเขาตอบว่า “เชิญพ่ะย่ะค่ะ”

            ประตูถูกเปิดออกแม่นมชวีประคองฉินไท่เฟยเดินเข้ามาด้านในห้องนอนมู่อวิ๋นจิ่น และเข้ามานั่งบนเตียงข้างนางส่วนฉู่ลี่กลับยืนอยู่ด้านข้าง “เมื่อครู่ที่อายเจียเคาะประตู ก็นึกกลัวว่าเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าดูท่าแล้วว่าได้มาเห็นเรื่องดี ๆ พอดิบพอดี”

            เมื่อได้ยินคำพูดที่แฝงความหมายของฉินไท่เฟยมู่อวิ๋นจิ่นก็พลันตอบอย่างขวยเขินว่า “ไท่เฟย กลางค่ำกลางคืนมาอย่างไรเพคะ?”

            “เห้อ อย่าเอ่ยถึงมันเลย” ฉินไท่เฟยลุกขึ้นไปนั่งเก้าอี้พลางมองค้อนไปทางฉู่ลี่“อายเจียได้ยินมาว่า วันนี้คุณหนูฉินพัวพันลี่เอ๋อร์ทั้งวัน ทำแบบนี้ไม่ดีเลย!”

            “นางรู้ทั้งรู้ว่าลี่เอ๋อร์มีครอบครัวแล้ว ยังตามติดหนึบข้างกาย เสมือนไม่รู้จักมารยาทที่ดีไม่เหมาะสมกับที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์แม้แต่น้อย”

            “ดังนั้น อายเจียตัดสินใจแล้ว ช่วงนี้จะย้ายมาอยู่ที่จวนนี้สักระยะหนึ่ง เพื่อจับตาดูฉินมู่เยว่โดยเฉพาะเพื่อให้นางหยุดความคิดอาจเอื้อมลี่เอ๋อร์ มิฉะนั้นอายเจียจะสั่งให้คนไปลากตัวนางมาโบยให้ตายประเดี๋ยวนี้!”

            มู่อวิ๋นจิ่นปากกระตุกหลายทีที่แท้ฉินไท่เฟยมาด้วยเรื่องของฉู่ลี่และฉินมู่เยว่นี่เอง นางจึงเลือกที่จะไม่ตอบ ปล่อยให้ฉู่ลี่เป็นคนรับมือเอง

            ฉู่ลี่เห็นฉินไท่เฟยยังอารมณ์ขึ้นอยู่จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงยืดยาว “วันพรุ่งนี้กระหม่อมจะพาอวิ๋นจิ่นไปเที่ยวด้านนอก สองสามวันนี้อาจไม่ได้อยู่ที่จวนพ่ะย่ะค่ะ”

            “งั้นหรือ ไปกับอวิ๋นจิ่นจริงใช่หรือไม่?” ฉินไท่เฟยปรายตามองฉู่ลี่ด้วยไม่ค่อยเชื่อใจ

            ฉู่ลี่พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น“เรื่องจริงพ่ะย่ะค่ะ”

            “ค่อยยังชั่วหน่อย เจ้ากับฉินมู่เยว่ไปเที่ยวเล่นกันมาสองคนคงเกินพอแล้ว ไม่ควรไปมาหาสู่กันทุกวันนางมีมารยาสาไถยไม่น้อย! อายเจียเห็นหน้านางเพียงแวบแรกก็ไม่ถูกชะตาแล้ว!”

            ฉินไท่เฟยเอ่ยจบลงก็ส่งสายตาให้แม่นมชวี“วันนี้ก็ดึกมากแล้ว อายเจียจะพักที่นี่สักหนึ่งคืน พวกเจ้าสองคนก็รีบพักผ่อนเร็วเข้าล่ะ”

            ยังไม่ทันที่มู่อวิ๋นจิ่นและฉู่ลี่จะน้อมส่งฉินไท่เฟยหันกลับมากะพริบตาอย่างมีนัย “ถ้าให้ดีรีบให้อายเจียมีหลานอุ้มเร็วไวหน่อยแล้วกัน”

            จากนั้นฉินไท่เฟยก็เดินออกจากห้องไปและสั่งให้คนปิดประตูให้สนิท

            มู่อวิ๋นจิ่นปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นนวดขมับและพูดกับฉู่ลี่ที่ยืนอยู่ว่า “ดึกแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้องเถอะ”

            “เจ้าช่วยเดินไปดูที่หน้าประตูให้หน่อยได้หรือไม่” ฉู่ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            “หือ?” มู่อวิ๋นจิ่นยังไม่เข้าใจว่าทำไมฉู่ลี่ไม่ไปดูเอง

            จากนั้นนางจึงลงจากเตียงสวมรองเท้าเดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะแง้มประตูเพื่อเปิดดูอย่างระมัดระวัง และเห็นว่าภายนอกเต็มไปด้วยองครักษ์รักษาพระองค์

            ด้วยเหตุนี้มู่อวิ๋นจิ่นจึงได้แต่ถอนหายใจพลันปิดประตูอย่างเบามือ ก่อนจะหันมายืนพิงเสา “อย่างนั้นคืนนี้เจ้าจะนอนที่ไหน?”

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371