ตอนที่ 2 เติบใหญ่ก็ดี
ประตูไม้ถูกเคลื่อนเปิดอย่างแรง ผู้เป็นายใบหน้าหงิกงอ กลางหว่างคิ้วขมวดหนักจนเห็นเป็ริ้วรอย
"มีเื่อะไรให้เ้าแตกตื่นได้ถึงขนาดนั้น ว่ามา! " ตือรุ่ยตะเบ็งเสียงสาดหน้าสาวใช้นางเล็กๆ จนนางหัวหด
"ฮูหยินใหญ่สิ้นใจแล้วเ้าค่ะ..."
"ห่ะ!! เ้าว่าไงนะ!!" ตือรุ่ยแทบล้มทั้งยืน ความหื่นกระหายของบุรุษถูกปัดเป่าด้วยประโยคนี้เพียงประโยคเดียว ก่อนจะรวบรวมสติวิ่งหน้าตั้งบุกเรือนหยุนเซียนฉับพลัน
"ฮูหยิน!!"
"ไม่จริง!!"
ตือรุ่ยใจคว่ำหล่นฮวบลงดิน เข้ากอดร่างไร้ิญญาของเมียรักอย่างสลด
"อุแว๊ อุแว๊" เสียงแหลมเสียดหูมันน่ารำคาญสำหรับผู้เศร้าโศก ถือเป็ครั้งแรกที่ทารกน้อยมู่ตันร้องออกมา นั่นมันเปลี่ยนเส้นทางความสนใจของเขาได้ดี ตือรุ่ยหันขวับกลับมามองด้วยแววตาขวางแข็ง เพ่งเล็งราวกับว่าเขามิใช่บุตรแท้ๆของตน
"ข้าน่าจะเชื่อหมอตำแยเฒ่าั้แ่แรก ว่าควรกำจัดเ้าทิ้งซะ !"
"ฮูหยินยอดรักของข้าต้องตายก็เพราะมันผู้เดียว "
"ทารกมีดวงกินคน ไม่สมควรให้เติบใหญ่" โทสะมากครอบงำจนตามืดบอด หลินตือรุ่ยเป็ถึงขุนนางน้ำดีกลับงมงาย ลืมเลือนแม้กระทั่งว่านางคือบุตรสาวในไส้ ที่เป็เืเนื้อของตน
"ไม่นะเ้าคะ นายท่านได้โปรด" จิ้นฟางขัดขวางทุกวิถีทาง แม้คมมีดจะเฉือนแผ่นหลังของนางเองก็ตามแต่ ขอเพียงคุณหนูรองรอดชีวิตถือว่าคุ้มค่าให้เสียสละ
"นี่ข้าทำอะไรลงไป !!" เืสดเปื้อนมือ นายท่านผู้โง่เขลาจึงได้สติกลับมา หวนนึกถึงคำร้องขอของเมียรัก ทำได้เพียงเบือนหน้าหนีหลับตาพริ้มคิดฝืนใจ
"จิ้นฟาง!! เจตนาของฮูหยิน ข้ามิอาจทำลาย บัดนี้ชีวิตนาง... ข้าก็รักษาเอาไว้ไม่ได้ เห็นแก่เ้าที่ซื่อสัตย์กับนางขนาดนั้น เอาเป็ว่าชีวิตคุณหนูรอง ทิ้งไว้ให้เ้าเป็คนดูแลก็แล้วกัน" จิ้นฟางกลายเป็แม่นมไปโดยปริยาย ั้แ่นั้นเป็ต้นมา... ทั่วจวนสกุลหลิน เริ่มั้แ่สาวใช้ไปถึงบิดา มิมีผู้ใดแยแส สนสารทุกข์สุกดิบของทั้งสอง กระทำต่ำตมเฉกเช่นนางเป็เพียงเงามืดไร้ตัวตน
หลังจากฮูหยินใหญ่จากไปลากยาวมาถึงปัจจุบัน... เรือนหยุนเซียนซอมซ่อทรุดโทรมไม่โอ่โถงเหมือนอย่างเคย อีกทั้งยั้งไม่เคยได้รับการบูรณะใดๆ ถึงแม้จะเหมือนเรือนร้างไปเสียหน่อย แต่ยังมีจิ้นฟางกับมู่ตันอาศัยนอนค้างแรม
"ท่านป้าฟาง เหตุใดท่านพ่อไม่เคยมอบกอดให้ข้า"เ้าก้อนแป้งมู่ตันวัยแปดขวบ วิ่งเล่นตามประสา เห็นบิดากลับจวนด้วยของฝากมากมายล้นมือ ใบหน้าชื่นมื่น โผกอดฮูหยินใหญ่คนใหม่ และสูดดมคุณหนูป๋ายซู่ก่อนใคร
"คุณหนูรองเ้าคะ หากท่าน้าอ้อมกอด จิ้นฟางจะมอบให้ท่านเอง" แม่นมคนนี้ร่างกายเริ่มมีอายุเข้าสู่ปลายวัยกลางคน ยังเป็นางผู้เดียวที่มอบไออุ่นให้มู่ตันเสมอ แม่นมฟางวางมือจากกระบวยน้ำที่กำลังนวดผ้า เช็ดฝ่ามือให้เกลี้ยงเกลาดึงรั้งร่างน้อยเข้าโอบกอดอย่างนุ่มนวล พลางััลูบปอยผมปลอบประโลม ทั้งที่ในใจของนางสุดแสนเวทนาเด็กน้อย แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อโชคชะตากลั่นแกล้ง บั่นทอนจิตใจทุกเส้นทาง
ณ ฝั่งเหนือทิศอุดร
แคว้นซีโฮ่วรุ่งเรืองเกรียงไกร แม้ดินแดนนี้จะมีเพียงฤดูเดียว หิมะตกหนาปกคลุมตลอดทั้งปี กลับสวนทางกับบปากท้อง ชาวเมืองไม่เคยอดอยากมีกินมีใช้ตลอดปี อีกทั้งสภาพอากาศที่ไม่อำนวย มิเป็อุปสรรคต่อเหล่าทหารกล้าฝึกยุทธเลยสักนิด...
"อาฉือ... ใต้หล้านี้ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็ภัย ตราบใดที่ข้ายังอยู่ จงตักตวงวิถีปกครองให้ได้มาก ติดตามข้าไปร่วมพิธีกุยเจายังแคว้นเซิ้ง"จักรพรรดิแดนเหนือผู้เป็บิดา ส่อเห็นแววกษัตริย์ปรีชาในร่างองค์ชายน้อย เขามองการณ์ไกลหวังสอนสั่งโอรสด้วยการกระทำอันแจ่มแจ้ง จึงเอ่ยปากชวน
"ขอรับเสด็จพ่อ " หนาวจนควันออกปาก องค์ชายจางฉืออู้มิเกียจคร้าน ควบหมาป่าขาวขนปุย ง้างคันศรเล็งเป้าฝึกยุทธท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นเป็ขุย
เช้าวันรุ่งขึ้น...
ขบวนเสด็จเรียบง่าย ไม่มีเกี้ยวกระโจมให้ข้าทาสลำบากติดตาม จักรพรรดิจางเป็เยี่ยงอย่างอันดี องอาจทรงคุณธรรม ไม่แปลกเลยที่ฉืออู้จะซึมซับทุกวี่วัน เป็องค์ชายที่ดีเด่ทั้งภายในและภายนอก
ฝีเท้าอาชางามกระทบแผ่นหิมะยวบยุบเป็หลุม ทิ้งร่องรอยเป็แนวยาวจากไปยังนอกเขตแดนอันห่างไกล มุ่งหน้าสู่แคว้นเซิ้งที่อุดมไปด้วยความแห้งแล้งแร้นแค้นและอดยาก
"นายท่าน , ใต้เท้า"
"โปรดบริจาคเงินและอาหารแก่พวกเราด้วยขอรับ/เ้าค่ะ"
ทันทีที่เข้าสู่เมืองหลวงแคว้นเซิ้ง นอกจากอากาศอันร้อนอบอ้าวชวนให้อารมณ์ขุ่นมัว ขอทานจำนวนมากวิ่งกรูเข้าหารอบด้าน เด็ก หญิงหม้าย ชายพิการ และคนชรา ต่างถือกะลาคนละใบ ยื่นชูขึ้นสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร้องระงม ไม่เว้นแม้กระทั่งกับแขกบ้านแขกเมือง
"ออกไปให้พ้น พฤติกรรมของพวกเ้าอดสูน่าสมเพช สร้างความอับอายแก่แดนเซิ้ง ทำให้ฮ่องเต้เสียหาย "
"เด็กๆกักกันพวกเศษสวะนี้ให้ห่างจากาาแดนเหนือ" ใต้เท้าหลินตือรุ่ย หัวหน้าผู้ตรวจการพบความมิสงบเรียบร้อย เข้าระงับเหตุทันที
"เสด็จพ่อขอรับ ชาวเมืองแคว้นเซิ้งลำบากยากเข็ญ ทุกพงไพรเคล้าน้ำตา ต่างจากซีโฮ่วของเราโดยสิ้นเชิง" องค์ชายน้อยอ่อนโยนมากเมตตา ยอมสละทรัพย์สินปลดหยกอ่อนน้ำดีในมวยผม ยกให้ทหารนำไปแลกอาหารแจกจ่ายแก่คนยากไร้ได้ประทังชีวิตบรรเทาหิว
"ลูกเอ๋ย เ้าจงดูเองให้เห็นกับตา ว่าการเป็จักรพรรดินั้นไม่ง่าย หากมิได้ปกครองเพื่อปากท้องของปวงประชาอย่างแท้จริง นับเป็มหาวิบัตินำมาซึ่งยุคมืด มิวายตกเป็ฮ่องเต้กาลีบ้านกาลีเมือง... "
"ข้าพาเ้าติดตามมาไกลก็เพื่อการนี้ เริ่มต้นโดยเรียนรู้การเข้าใจผู้อื่น หากเติบใหญ่มีโอกาสได้เป็าา จงเป็าาที่รักปวงชนดุจเืเนื้อ อุปถัมภ์อุ้มชูประหนึ่งบุตรในไส้" คำสอนล้ำลึก ชี้แนะให้เห็นแก่นแท้ของสัจธรรม
"แคว้นเหนืออยู่ห่างไกล อีกทั้งยังหนาวเย็น อากาศแคว้นเซิ้งร้อนระอุ ฝ่าาเกรงว่าพวกท่านจะป่วยไข้เอาได้ จึงจัดเตรียมตำหนักรับรองเอาไว้ให้เป็ที่เรียบร้อย" ตือรุ่ยกล่าวสอดแทรกในระหว่างที่สองพ่อลูกพร่ำสอนกัน วันนี้เขากลายเป็ทูตต้อนรับแขกต่างบ้านต่างเมืองไปโดยปริยาย
"อืม... วั่งเฉิงไท่จู่ช่างใจกว้าง ใส่ใจแม้กระทั่งร่างกายของคนต่างถิ่น หากมากเมตตานั้นไซร้ เหตุฉไหนปล่อยให้พวกคนเหล่านี้ต้องหิวโหยด้วยเล่า" แค่เอียงหูฟังก็ััได้ถึงไมตรีอันปลอมเปลือก ชื่อเสียงกระฉ่อนเกลื่อนกลาดยุทธภพใช่ว่าดินแดนห่างไกลอย่างซีโฮ่วจะไม่รับรู้ เพียงไม่กี่ปีที่ขึ้นครองอำนาจ แคว้นน้อยใหญ่ถูกเข่นฆ่าปลิ้นชิงจนสิ้น เหลือเพียงซีโฮ่วที่ยังสงบสุขไร้ซึ่งการรุกราน
"ท่านจักรพรรดิกล่าวหนักเกินไปแล้วขอรับ แคว้นเซิ้งของเรากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต การจะมีคนเร่ร่อนขอทาน หวังพึ่งใบบุญผู้อื่นนั้นมากโข หากไม่ใช่ว่าฝ่าาของเรามากเมตตา คนพวกนี้มิวายตายซากใต้คมดาบ" หลินตือรุ่ย ช่างเป็ขุนนางที่เชื่องเหมือนสุนัขหวงเ้าของ เพียงจักรพรรดิจางกล่าวเหน็บแนมเล็กน้อย รีบกล่าววาจายาวเหยียดเยินยอ ออกหน้าแก้ต่างให้นายเหนือหัวทันควัน
"อย่าแย่งกันสิ พวกเ้าเข้าแถวก่อน มิเช่นนั้นจะไม่มีใครได้กินแป้งทอดของข้า" ระหว่างที่ผู้ใหญ่กล่าวโต้แย้งกันไปมา เสียงหวานๆ ของหนูน้อยแว่วมาสะกิดใจ กระทั่งฉืออู้ชายตามองด้านซ้าย ตรงฝั่งนั้นเป็คุณหนูน้อยผู้ใจกว้าง นำอาหารจำนวนมากแจกจ่ายต่อชาวเมือง
["แรกพบดั่งลิขิต ห้วงใจถวิลหา สาวงามมากเมตตา คู่ควรแก่ข้าผู้มากคุณธรรม] ทันทีที่ได้เห็นรูปโฉมอันงดงามของนาง วินาทีนั้นปานห้วงเวลาหยุดเดิน จางฉืออู้เ้าบทเ้ากลอน เก่งกาจรอบด้านสมคำลือ มิวายเอื้อนเอ่ยวาจาในใจ ถักทอเป็คำคมลึกซึ้งเกี้ยวสาว
[" หรือว่านางจะเป็องค์หญิงน้อย... แต่ทว่าอาภรณ์และเครื่องประดับของนางน้อยราคานัก หากไม่ใช่องค์หญิงแคว้นเซิ้ง นางจะเป็บุตรสาวเรือนใดกันนะ"] เขาร่ายพรรณนาในห้วงความคิด เริ่มสนใจในตัวนางั้แ่แรกเห็น กระทั่งผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจับสังเกตจากสีหน้า